Small Is Still Beautiful จิ๋วก็ยังแจ๋ว หรือ ชนะก็คือแพ้ (1)

Small Is Still Beautiful จิ๋วก็ยังแจ๋ว หรือ ชนะก็คือแพ้ (1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@gmail.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3980 (3180)
หลังเสร็จสิ้นงานต้อนรับปีใหม่เพียงไม่กี่วัน บริษัททาทาของอินเดียก็จุดพลุขึ้นในวงการรถยนต์ ด้วยการเผยโฉมหน้า รถคันล่าสุดของบริษัท รถคันนั้นชื่อ “นาโน” ซึ่งหมายความว่าขนาดจิ๋ว แต่ชื่ออันโก้เก๋และ ดูล้ำสมัยนั้น มิใช่ปัจจัยที่กระตุกความสนใจของผู้อยู่ในวงการ หากเป็นขนาด และราคาของมัน ซึ่งบริษัทประกาศว่าจะอยู่ที่ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ ทาทามิใช่บริษัทเดียว ที่กำลังหาทางสร้างรถขนาดจิ๋ว ราคาถูก บริษัทยักษ์ใหญ่ในทุกทวีป ก็กำลังพยายามทำเช่นกัน ขณะนี้ทั่วทวีปยุโรป จึงมีรถขนาดเล็กวิ่งอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในอิตาลี บรรดาปัจจัยสำคัญๆ ที่ผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ พยายามหาทางลดขนาดของรถลงได้แก่ ความแออัด และการขาดแคลนน้ำมันปิโตรเลียม จนราคาของมันพุ่งขึ้นไปเหยียบบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปลาย ปี 2550 แม้แต่ชาวอเมริกันเอง ซึ่งตามธรรมดานิยมรถขนาดใหญ่ก็หันมาใช้รถขนาดเล็กมากขึ้น
วิวัฒนาการเหล่านี้อาจจะบ่งชี้ว่าชาวโลกโดยทั่วไปเริ่มเปลี่ยนแนวคิดจากชนิด “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี” ไปสู่ “เล็กนั้นมีความงดงาม” ตามแก่นความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ อี. เอฟ. ชูมักเกอร์ (E. F. Schumacher) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Small Is Beautiful : A Study of Economics As If People Mattered หนังสืออันโด่งดังเล่มนี้พิมพ์ ครั้งแรกเมื่อปี 2516 และได้รับการถอดเป็นภาษาไทยแล้ว 2 สำนวนคือ สมบูรณ์ ศุภศิลป์ ถอดเป็น “จิ๋วแต่แจ๋ว : เศรษฐ ศาสตร์เชิงพุทธ” และ กษิร ชีพเป็นสุข ถอดเป็น “เล็กนั้นงาม : การศึกษา เศรษฐศาสตร์โดยให้ความสำคัญกับผู้คน”
ในแวดวงวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ แก่นความคิดของชูมักเกอร์มักถูกอ้างถึงเสมอ เมื่อมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งระบบตลาดเสรีกระแสหลัก ไม่สามารถแก้ได้ เช่น ความยากจน การกระจุกตัวของรายได้ และความเสื่อมทรามของสังคม และระบบนิเวศ นักเศรษฐศาสตร์และนักคิดจำนวนหนึ่งเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ จะไม่มีความหนักหนาสาหัสดังที่เห็นในปัจจุบันหาก ชาวโลกหันมาทำตามแนวคิดของชูมักเกอร์เสียตั้งแต่เมื่อ 35 ปีก่อน หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ Joseph Pearce ซึ่งนำเอาแก่นความคิดของชูมักเกอร์ม าขยายไว้ในหนังสือชื่อ Small Is Still Beautiful หนังสือขนาด 250 หน้า ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2544 เล่มนี้มีข้อมูลเสริมเนื้อหาหนังสือของ ชูมักเกอร์ นำเสนอโดยบุตรสาวของ ชูมักเกอร์เอง และแบ่งเป็น 5 ภาคด้วยกัน
ภาคแรกพูดถึงสิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากการทบทวนความหมายของคำว่าเศรษฐกิจ เพราะมันได้กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญสูงสุดของสังคมปัจจุบัน พจนานุกรมให้นิยามของเศรษฐกิจว่า “วิชาสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตและการบริโภคสินค้าและบริการ และการวิเคราะห์กิจกรรมทางการค้า” นิยามนี้ให้ความสำคัญเฉพาะแก่สินค้าและบริการโดยไม่ให้ความสำคัญแก่คน แต่ชูมักเกอร์กลับเห็นว่า คนต่างหากที่มีความสำคัญ ฉะนั้นเศรษฐกิจจึงต้องมีไว้เพื่อรับใช้คน ไม่ใช่มีไว้เพื่อตัวของมันเอง
ในปัจจุบันการผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงสุดอย่างต่อเนื่องประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เมื่อเทียบกับในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คำนวณว่าในช่วงเวลาราว 1,000 ปีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6-16 เศรษฐกิจโลกขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละ 0.1% เท่านั้น ในยุคปัจจุบันเศรษฐกิจโลกขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 3% อย่างไรก็ตามการผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงจนดูจะลืมไปว่าเศรษฐกิจมีไว้เพื่อรับใช้คนก่อให้เกิดปัญหาตามมาสารพัด
ในเบื้องแรก จริงอยู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความมั่งคั่งและการบริโภคได้ในระดับสูง แต่ความมั่งคั่งและการบริโภคได้ตามใจชอบ จนเข้าขั้นสุดโต่งนั้นมิได้นำความสุขมาให้สังคมมนุษย์ ดังสมมติฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ การวิจัยครั้งแล้วครั้งเล่าในสหรัฐอเมริกาช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมายืนยันตรงกันว่า ชาวอเมริกันมิได้มีความสุขเพิ่มขึ้นทั้งที่มีความมั่งคั่ง และการบริโภคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงข้ามพวกเขากลับมีความรู้สึกว่า มีความสุขน้อยลงเนื่องจากความเสื่อมทรามของสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การหย่าร้าง ยาเสพย์ติด ความเครียด ความหงอยเหงาเศร้าซึมและมลพิษต่างๆ การศึกษาเหล่านั้นนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเข้มข้น จนถึงขั้นขุดเอาการวัดค่าของสิ่งต่างๆ ขึ้นมาพิจารณา ซึ่งก็มักพบว่า มันเป็นหนึ่งในตัวสร้างปัญหาเบื้องต้นตามที่ชูมักเกอร์เสนอไว้
วิชาเศรษฐศาสตร์วัดค่าของสิ่งต่างๆ ตามราคาในตลาดโดยไม่คำนึงว่าสิ่ง เหล่านั้นมีค่าหรือโทษมหันต์ในตัวของ มันเองในปัจจุบันและในวันข้างหน้าอย่างไรหรือไม่ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ได้แก่ อากาศรอบตัวเราซึ่งมีค่าต่อชีวิตสูงยิ่ง แต่ไม่มีการซื้อขายกันในตลาด มันจึงไม่มีราคา และไม่ถูกนำมารวมเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ การไม่ตีราคาให้อากาศ เพราะคิดว่ามันมีอยู่อย่างไม่จำกัดนี้นำไปสู่การใช้อากาศแบบไม่ระวัง จนสร้างปัญหาหนักหนาสาหัส ในรูปของการมีมลพิษอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน มลพิษในอากาศเป็นส่วนหนึ่ง ของความเสื่อมทรามของระบบนิเวศ ซึ่งมีผลกระทบทางลบ ร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ การคิดว่าอากาศ มีอยู่อย่างไม่จำกัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานที่ว่า โลกนี้มีทรัพยากรมากมาย จนไม่จำกัด ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ผิด
เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดด้วยว่า มีกิจกรรมจำนวนมากที่มีค่าแต่ไม่มีราคาในตลาด มันจึงไม่เคยถูกวัดเป็นส่วนหนึ่งเศรษฐกิจ เช่น งานของแม่บ้านซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการทำอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ หรือการดูแลเด็กและคนชราซึ่งล้วนมีค่าสูงยิ่งทั้งในด้านร่างกายและจิตใจของสมาชิกในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่มีราคาในตลาด จึงไม่เคยถูกวัดเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แต่ถ้าแม่บ้านสองคน เกิดวิกลจริต โดยการแลกงานกันทำ แล้วจ่ายค่าแรงให้กันและกัน ค่าแรงเหล่านั้นจะถูกนำมาคิดเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจทันที ทั้งที่ความอยู่ดีกินดีของทั้งสองครอบครัวมิได้เพิ่มขึ้น ตรงข้ามมันอาจลดลง
ร้ายยิ่งกว่าในกรณีของแม่บ้านได้แก่ การวัดบทบาทของบุหรี่และผลกระทบของมัน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าบุหรี่ทำกำไร และค่าแรงให้ธุรกิจ และคนงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และจำหน่ายยาสูบ และบุหรี่ปีละจำนวนมหาศาล ผลกำไร และค่าแรงงานเหล่านั้นถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันแต่ละปีมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เพื่อการรักษาพยาบาลผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และส่วนหนึ่งของการเจ็บป่วยด้วยโรคนั้นเกิดจากการสูบบุหรี่ สหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวใช้เงินเกิน 1 แสนล้านดอลลาร์เพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งในแต่ละปี ค่าใช้จ่ายซึ่งเกิดจากการสร้าง โรงพยาบาล การซื้ออุปกรณ์และค่าจ้างบุคลากร คิดเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ และมีสัดส่วนเกือบ 2% ของรายได้ประชาชาติ ผู้เขียนแย้งว่าไม่น่าจะนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาบวกให้กับการนับค่าของเศรษฐกิจ แต่ควรจะนำมาหักออกมากกว่า เพราะการเป็นมะเร็งไม่น่าจะเป็นความสุข หากเป็นความทุกข์ ในทำนองเดียวกันการนับการเพิ่มความทุกข์เ ป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีอีกมากมาย เช่น การเพิ่มอาชญากรรม นำไปสู่การเพิ่มกำลังตำรวจ และคุก การแตกของเรือบรรทุกน้ำมัน นำไปสู่การทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม
การผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้นำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมายที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น การขาดแคลนน้ำ การพังทลายของดิน การสูญหายไปของ สิ่งมีชีวิต มลพิษในอากาศและการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบนผิวโลก ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีพลังที่จะทำให้เกิดความหายนะต่อสังคมมนุษย์ทั้งสิ้น แต่ชูมักเกอร์ไม่ได้ประณาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจทุกกรณีไป หากเสนอจำกัดมันให้อยู่ในระดับที่สนองความต้องการของร่ายกายอย่างเพียงพอ หลังจากนั้นการแสวงหาความสุขไม่ควรยึดหลักการบริโภคให้มากขึ้น เพราะมันเป็นไปไม่ได้เนื่องจากความสุขที่แท้จริง เกิดจากความรู้สึกภายในจิตใจ ไม่ใช่จากการบริโภคมากขึ้นจนเกินความจำเป็น
Small Is Still Beautiful….จิ๋วก็ยังแจ๋ว หรือ ชนะก็คือแพ้
หน้า 42
________________________________________

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *