Slip Credit ใช้หักภาษีได้หรือเปล่า …. ?

Slip Credit ใช้หักภาษีได้หรือเปล่า …. ?

ทุกวันนี้บัตรเครดิตได้กระจายสู่มือผู้บริโภคค่อนข้างมากหลายล้านใบ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่มีงานทำ มีรายได้ประจำในประเทศไทยของเราจึงถือบัตรเครดิตเกือบแทบทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตได้ออกรายการส่งเสริมการขายยั่วยุให้ถือบัตรมากขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมรายปีฟรี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าฟรี สะสมแต้มจากการใช้บัตรเครดิต ทำให้บางคนถือบัตรเครดิต 3-5 ใบที่ออกโดยสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงิน (NON-BANK)

เนื่องจากการออกบัตรเครดิตกำหนดรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท ทำให้บางรายมีบัตรเครดิตหลายใบแต่บริหารไม่เป็นก่อหนี้ยืมสินจากบัตรเครดิตเป็นจำนวนมาก ผลสุดท้ายก็ต้องถูกฟ้องร้องหนี้ที่ก่อจากบัตรเครดิตเกินตัว การใช้บัตรเครดิตจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ 3 ฝ่ายคือ

1. “ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต” หมายถึง ผู้ประกอบการที่ออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตรเพื่อใช้ชำระราคาสินค้า ค่าบริการ หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ จากบัตรเครดิต โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ชำระราคาสินค้า หรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตรแทนผู้ถือบัตรก่อน ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรต้องชำระค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ดอกเบี้ย หรือค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ในบัตรเครดิตนั้น

2. “ผู้ถือบัตร” หมายถึง บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งได้รับการออกบัตรเครดิต เพื่อใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตร หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ จากบัตรเครดิต นอกจากนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ที่ได้รับการออกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมด้วย

3. “ผู้รับบัตร” หมายถึง ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งตกลงรับชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการด้วยบัตรเครดิตจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

การถือบัตรเครดิต 1 ใบ “ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต” จะรับประโยชน์หรือรายได้จาก “ผู้ถือบัตร” หรือ”ผู้รับบัตร” มากมายหลายประการด้วยกัน เช่น

(1) ค่าธรรมเนียมการเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของผู้ถือบัตร เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Membership fee) ค่าธรรมเนียมรายปี (Annual fee) ค่าทำบัตรใหม่

(2) ค่าธรรมเนียมการขอเอกสารเกี่ยวกับบัตรเครดิต

(3) ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการให้บริการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตรได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ไม่ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจะเรียกชื่ออย่างใดก็ตาม เช่น Cash advance fee ATM service fee (สำหรับบัตรเครดิต) Transaction fee ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า ของผู้ถือบัตรไทยในต่างประเทศ

(4) ค่าบริการใช้เครื่องรูดบัตรที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตรายอื่น

(5) ส่วนลด (Discount revenue) ที่ได้รับจากร้านค้าสมาชิกในประเทศและต่างประเทศ

(6) ค่าตอบแทนที่ได้รับจากผู้รับบัตรเนื่องจากการจัดรายการส่งเสริมการขายร่วมกัน

(7) ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดตามทวงถามการชำระหนี้จากบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร

(8) ค่าธรรมเนียมการชำระเงินจากบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร

(9) ส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บัตรเครดิต (Billing credit)

หากผู้ใช้บัตรเครดิตเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อมีการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้งจะได้รับหลักฐานการใช้บัตรเครดิตกับร้านค้าต่าง ๆ เป็นสลิปบัตรเครดิต (Slip) จะนำสลิปบัตรเครดิตเป็นหลักฐานการจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้

เนื่องจาก สลิปบัตรเครดิตไม่ใช่หลักฐานการจ่ายเงินตามประมวลรัษฎากร ดังนั้นหากมีการใช้บัตรเครดิตเกิดขึ้นและต้องการหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและคำนวณภาษีอากรจะต้องขอหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบกำกับภาษี จึงจะนำหลักฐานดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้ และเอกสารดังกล่าวนั้นจะต้องระบุผู้จ่ายเงินในนามของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลพร้อมที่อยู่ตามที่จดทะเบียนไว้กับกรมสรรพากร

การเลือกใช้บัตรเครดิตควรจะคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้บัตร หากใช้ไม่ถูกต้องมัวแต่รูดบัตรเพลินเมื่อ Statement บัตรเครดิตส่งมาถึงมือจะช็อกเอาดื้อ ๆ เมื่อพบว่ามีค่าใช้จ่ายมากมายที่จะต้องชำระคืนแก่ผู้ออกบัตรเครดิต ต้องเตือนสติตัวเองว่า เมื่อรูดบัตรเครดิตยังไงก็ต้องจ่ายอยู่ดี เพียงแต่จ่ายช้าลง และหากยังผ่อนชำระบัตรก็อาจจะมีดอกเบี้ยเมื่อชำระไม่ทันกำหนด บัตรเครดิตเหมือนดาบสองคมหากไม่รู้จักการวางแผนการใช้มันก็เหมือนดาบที่พร้อมจะฟาดฟันเราได้เหมือนกันโดยเฉพาะเมื่อถูกทวงหนี้เจ็บปวดยิ่งนัก

* * * บทความโดย สมเดช โรจน์คุรีเสถียร * * *

ที่มา : http://smesmart.is.in.th/

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *