Rich&Risk : ธุรกิจเบื้องหลังความตาย ‘ไฮเทค’ ไว้อาลัย ผ่าน ‘จอพลาสมา’

Rich&Risk : ธุรกิจเบื้องหลังความตาย “ไฮเทค” ไว้อาลัย ผ่าน “จอพลาสมา”

จีราวัฒน์ คงแก้ว cheerawat @ nationgroup
ไว้อาลัยผ่าน “จอพลาสมา” ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ของธุรกิจเบื้องหลังความตายแนวใหม่ ที่มากับสุดยอดเทคโนโลยีทันสมัย

โอกาสของธุรกิจใหม่แกะกล่อง “ด้วยรักและอาลัย” รูปแบบบริการแสดงความเสียใจผ่านหน้า “จอพลาสมา” ที่ติดตั้งอยู่ตามวัดมีชื่อเสียงทั่วกรุงเทพฯ

นี่เป็นธุรกิจแสดงความอาลัยแนวใหม่ ซึ่ง “กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ” กับหุ้นส่วนขนาดใหญ่อีก 40 ชีวิต ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนฝูงนิสิตปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เกียรติสยาม จำกัด ดึงมาเป็นไอเดีย เปิดตัวธุรกิจแสดงความเสียใจรูปแบบใหม่

แม้จะเป็นกิจการใหม่ แต่ที่พวกเขาเชื่อมั่นและพร้อมที่จะทุ่มเงินทุนจดทะเบียนถึง 10 ล้านบาท

เพราะธุรกิจดังกล่าวตอบโจทย์ของ “ความมีอนาคต” บน 3 ปัจจัยพื้นฐานได้ นั่นคือ

ความมีคุณค่าทางจิตใจ ทั้งกับแขกผู้ให้และเครือญาติของผู้เสียชีวิต

ความเเตกต่าง (Differentiation) ที่ไม่ต้องแข่งขันกับใครเพราะยังไม่มีคนทำ

และนวัตกรรมที่โดดเด่น ด้วยการสร้างมูลค่าทางเทคโนโลยี (Technology Value)

โปรดักท์พร้อม ที่เหลือคือกลยุทธ์การตลาด ซึ่งพวกเขาลงมือสำรวจตลาดก่อนขับเคลื่อนธุรกิจ จากการสอบถามความเห็นของกลุ่มผู้ใช้ จนได้คำตอบเชื่อมั่นว่า นอกจากเจ้าภาพจะสนใจแล้ว แขกที่มาร่วมงานไม่ได้เพราะไม่สะดวก ก็ยังให้ความสนใจกับบริการนี้

ดังนั้นพวกเขาจึงแตกบริการเป็น 2 รูปแบบ คือ

บริการประวัติผู้เสียชีวิต โดยจะขึ้นข้อความไว้อาลัย รวมถึงประวัติและรูปภาพของผู้เสียชีวิตบนจอให้ผู้มาร่วมงานได้ทราบประวัติและร่วมแสดงความเสียใจ โดยหลังจบงานก็จะจัดทำเป็นซีดีแจกฟรี เพื่อให้ญาติเก็บไว้ดูยามที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิต

เเบบที่สอง เเสดงความไว้อาลัย สำหรับแขกทั่วไป ที่อาจไม่สามารถมาร่วมงานได้ โดยที่ Call Center เเจ้งชื่อ นามสกุล วัด หรือศาลาที่ใช้สวดอภิธรรมผู้เสียชีวิต พร้อมข้อความแสดงความเสียใจ บริษัทจะดำเนินการนำข้อความดังกล่าว พร้อมชื่อแขกหรือองค์กร ไปขึ้นบนจอพลาสมาของวัดที่จัดงาน

วิธีการนี้ “กัมพล” บอกเราว่า นอกจากจะเป็นการร่วมแสดงความไว้อาลัยแล้ว ยังเป็นช่องทางให้องค์กรต่างๆ ได้โปรโมทหน่วยงานของตัวเองอีกด้วย เนื่องจากข้อความดังกล่าวจะถูกเปิดหมุนเวียนตลอดงาน

“บริการด้วยรักและอาลัย เป็นการโชว์ข้อความแสดงความเสียใจและประวัติผู้เสียชีวิตผ่านจอพลาสมาซึ่งจัดไว้ในศาลาสวดอภิธรรม ซึ่งตอนนี้เรามีอยู่ 26 วัดทั่วกรุงเทพฯ ทั้งเพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตและแขกที่มาร่วมงานศพ ได้แสดงความเสียใจและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชีวิตวุ่นวาย และอาจมาร่วมงานไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันคนไทยฝากซองยากขึ้นด้วย ตัวนี้จึงเป็นช่องทางที่ให้แขกได้แสดงความรู้สึกระลึกถึง เเละเสียใจได้สะดวกรวดเร็วขึ้น”

ความโดดเด่นของช่องทางดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากวิธีแสดงความเสียใจที่ทุกคนคุ้นเคย คือ สามารถเชื่อมโยงความรู้สึกรักและอาลัย พร้อมให้กำลังใจแก่ผู้สูญเสีย ผ่านข้อความที่คิดขึ้นเอง หรือจะใช้ข้อความที่บริษัทจัดเตรียมไว้ให้ก็ได้

“คำบางคำก็กินใจเรามาก เพราะรู้ว่ามันมีความหมายสำหรับพวกเขา อย่างเช่น “พี่ไม่อยู่แล้ว ต่อไปไม่รู้จะซื้อขนมปังให้ใครกินอีก” บางคนทำงานสายการบินก็มีข้อความประมาณว่า “เครื่องบินลงแล้ว แต่คงไม่มีพี่เหมือนเดิม หนูคงทำงานโดยไม่มีพี่อีกต่อไป แต่ขอให้พี่มีความสุขมากๆ นะ” หรือข้อความง่ายๆ ที่ลูกเขียนถึงพ่อที่เสียไปแล้วอย่าง “ลูกจะตั้งใจเรียน” ซึ่งมันกินใจเรา เรียกว่าเป็นความรู้สึกข้างในใจที่พวกเขามีต่อกันจริงๆ”

นอกจากความอิสระในการใช้ข้อความ ยังรวมถึงความสะดวกสบายในการชำระค่าบริการอีกด้วย เพราะผู้ใช้สามารถชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสได้

“เรามองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คนจะใช้บริการนี้ เพราะเขาต้องการความสะดวกสบาย ซึ่งคนยุคนี้เวลาเขาไม่มากอยู่แล้ว เราจึงหาจุดจ่ายเงินที่เข้าถึงเขา โดยหลังจากข้อความออกไปแล้ว เราจะแมสเซสรหัสชำระเงินไปให้ลูกค้า ชำระเสร็จก็จบ ซึ่งไม่ต้องกลัวลูกค้าจะเบี้ยว เพราะไม่มีใครกล้าเบี้ยวเงินงานศพแน่ๆ คนที่ทำได้คงโหดร้ายมาก มันจึงช่วยการันตีให้เราได้อีกทาง”

สำหรับอัตราค่าบริการ ในส่วนของประวัติผู้เสียชีวิต จัดเป็นเเพ็คเกจ คิดที่ราคา 2,000-4,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของข้อความและรูปภาพ ส่วนข้อความแสดงความไว้อาลัยอยู่ที่ 390 บาท ตลอดวันสวด

เพราะเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหว การทำตลาดจึงไม่สามารถใช้วิธีครึกโครมเหมือนสินค้าทั่วๆ ไปได้ วิธีการที่พวกเขาทำคือ ใช้การตลาดเชิงรุก ด้วยการเข้าไปหาลูกค้าเอง

โดยหลังจากติดตั้งจอพลาสมาตามวัดที่มีชื่อและลูกค้ามีกำลังซื้อ อาทิเช่น วัดพระศรีมหาธาตุ วัดธาตุทอง วัดหัวลำโพง ทุกครั้งที่มีงานที่วัด พวกเขาก็จะไปเสนอรูปแบบบริการดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าภาพก็ให้ความสนใจ รวมถึงแขกที่มาร่วมงานเห็นบริการดังกล่าว ก็หันกลับมาใช้เพิ่มขึ้น ขณะที่ทางวัดเองก็ชอบที่จะให้บริษัทเข้าไปติดจอพลาสมา เพื่อแสดงถึงความทันสมัยของวัดอีกด้วย

“ทุกวันนี้ เราได้ลูกค้าอยู่ประมาณ 30% ของผู้ที่เสียชีวิตในวัดนั้นๆ โดยเฉลี่ยวัดใหญ่ๆ มีงานประมาณ 5 งานต่อเดือน เรียกว่าเข้าๆ ออกๆ กันเลย ส่วนวัดขนาดรองลงมาอย่างน้อยก็ 3 งานต่อเดือน ผมประมาณดูแล้ว เฉลี่ยติดตั้งจอ 26 วัด 80 จอ เอา 3 คูณเข้าไปก็ 240 งานต่อเดือน ซึ่งยังเป็นตลาดที่ใหญ่มาก

โดยในช่วงเริ่มต้น เราทำยอดขายในเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นบาท โดยเรายังไม่เปิดครบทุกจอ เรียกว่าเปิดอยู่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะเริ่มที่วัดใหญ่ๆ ก่อน แต่วัดอื่นก็ติดจอไว้แล้ว แต่จะใช้แบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป โดยอยากให้ทีมงานมันเข้มแข็งกว่านี้ แต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป คาดว่าจะเปิดได้ครบทุกจอ”

“กัมพล” บอกว่า ปัจจัยที่กระทบกับธุรกิจดังกล่าวก็มีบ้าง อาทิเช่น กรณีการเสียชีวิตแบบกะทันหัน ที่ญาติมักเร่งรีบจัดงานให้เร็วที่สุด แต่เขาบอกเราว่า กลุ่มนี้มีไม่มากนัก เพราะงานศพส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะที่มาใช้บริการที่วัดขนาดใหญ่ ผู้เสียชีวิตมักจะรู้ตัวก่อน

เพราะความเชื่อมั่นในธุรกิจ พวกเขาจึงตั้งเป้าคืนทุนไว้ที่ 3 ปี โดยวางแผนงานสำหรับอนาคตที่จะปรับคอนเทนท์ให้เป็นเรื่องราวมากขึ้น จากที่มีเพียงข้อความในปัจจุบัน เพื่อสร้างความรู้สึกให้มากกว่านี้ รวมถึงการบริการรูปแบบอื่นๆ เช่น ข่าวสารข้อมูลผ่านเวบไซต์ เพิ่มศักยภาพจากเวบไซต์เดิม www.memoryandlove.com สำหรับผู้ที่อยากค้นหาข้อมูลผู้เสียชีวิต โดยปัจจุบันเวบดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดแผนที่วัดได้ และรู้เวลาสวดของแต่ละวัด ซึ่งในอนาคตข้อมูลด้านต่างๆ จะแน่นขึ้น โดยยังคงเน้นวัดในกรุงเทพฯ เป็นหลัก เนื่องจากมีวัดอยู่มากถึงพันกว่าแห่ง

“เราคงเน้นที่ธุรกิจงานศพเป็นหลัก แต่คงไม่มองถึงการทำเป็นงานศพครบวงจร เพราะมีความยุ่งยากและเป็นงานที่ละเอียด อยากเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ไปเลยมากกว่า แต่หากใครจะเข้ามาทำธุรกิจแบบเดียวกันเราก็ยินดี เพราะตลาดยังมีขนาดใหญ่มาก และจะสามารถกระตุ้นตลาดนี้ให้โตมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการทำการตลาดให้บริการเป็นที่รู้จักมากกว่านี้”

ที่มา : http://www.bangkokbizweek.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *