RFID ไทยไม่หวือหวา ผู้ประกอบการรอเทคโนโลยีนิ่ง

RFID ไทยไม่หวือหวา ผู้ประกอบการรอเทคโนโลยีนิ่ง
Source: มนัญญา อะทาโส

โอจีเอ อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้ตลาด RFID ในประเทศยังอยู่ระยะเริ่มต้น ผู้ประกอบการสนใจ แต่ยังไม่ตัดสินใจใช้ คาดปีหน้าโต 10% แนะหากไทยต้องการก้าวสู่ผู้ผลิต RFID ควรมุ่งด้านซอฟแวร์ เพราะฮาร์ดแวร์ติดลิขสิทธิ์สินค้า

จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ ระบุว่าตลาด RFID (Radio Frequency Identification) ในปี 2006 โตขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 39% และคาดการณ์จะมีการใช้เพิ่มสูงถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.2 แสนล้านบาท ในปี 2010 แสดงให้เห็นถึงบทบาทของไมโครชิปที่กลายเป็นเทรนด์ร้อนในวงการอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการยอมรับ และนำมาใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น ทวีปอเมริกา ยุโรป ส่วนในบ้านเรายังถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น เพราะมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ และกลุ่มผู้ส่งออกที่ส่งสินค้าไปยังประเทศที่ออกกฎให้ติดระบบ RFID แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการต่างให้ความสนใจ และตื่นตัวกับเทคโนโลยีใหม่ค่อนข้างมาก ต่อประเด็นเกี่ยวกับความพร้อมในการนำเข้ามาใช้งานในประเทศไทยนั้น คุณพิชญา วัชโรทัย ผู้อำนวยการสถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เคยแสดงทัศนะกับ Logistics Digest ว่าอีกประมาณ 5 ปี เชื่อว่าเทคโนโลยี RFID จะเข้ามาในบ้านเราแพร่หลายขึ้น และราคาไมโครชิป (RFID Tags) จะลดลงเพราะมีผู้นำมาใช้มากขึ้น แต่อาจเหมาะกับสินค้าบางประเภทที่มูลค่าสูง ต้องการความปลอดภัยสูง คุ้มค่าต่อการลงทุน ส่วนสินค้าที่ราคาต่อหน่วยน้อย ยังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนระบบ RFID คงต้องใช้ระบบบาร์โค้ดอยู่เช่นเดิม จนกว่าราคาไมโครชิป RFID ลดลง โดยเทคโนโลยี 2 ตัว ต้องใช้ควบคู่กันไปก่อน จนเมื่อราคาไมโครชิป RFID ถูกลงมาก ระบบบาร์โค้ดอาจถูกกลืนไปในที่สุด แต่ต้องใช้เวลานานพอสมควร
นอกจากหน่วยงานราชการที่มองเห็นแนวโน้มการเติบโตแล้ว ตลาดในประเทศยังสามารถสะท้อนความสนใจของผู้ประกอบการ และทิศทางการเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่ง คุณบดินทร์ สวรรค์พรเพ็ญ System Consultant Professional Auto ID Solutions บริษัท โอจีเอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะตัวแทนจำหน่ายเครื่องมืออ่านสัญญาณและไมโครชิป RFID และอยู่ในธุรกิจบาร์โค้ดมานาน ได้สะท้อนภาพการใช้งานเทคโนโลยี RFID ในประเทศว่า ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แม้ผู้ประกอบการมีความสนใจ ตื่นตัว กับเทคโนโลยีใหม่นี้มาก โดยเฉพาะ RFID ระบบ UHF ซึ่งเป็นระบบที่สามารถนำเข้าใช้ในวงการอุตสาหกรรมได้ แต่ยังไม่มีการนำไปใช้แพร่หลายนัก ส่วนหนึ่งมาจากกระแสเทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่นิ่ง ผู้ประกอบการยังต้องการศึกษาข้อมูล เช่น เรื่องระยะคลื่นความถี่ในการใช้งาน ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาสำนักงานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพิ่งได้รับรองการจัดสรรคลื่นความถี่มาตรฐานที่ใช้ในประเทศ ให้อยู่ในช่วง 920-925 MHz โดยเป็นมาตรฐานเดียวกับทั่วโลก ส่วน RFID คลื่นความถี่ระยะใกล้ ได้มีการนำมาใช้หลายรูปแบบ เช่น งานด้านปศุสัตว์ ระบบเก็บค่าผ่านทาง ระบบเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน และการใช้งานในห้องสมุด เป็นต้น
ทั้งนี้คลื่น RFID มีหลายระบบ ซึ่งปัจจุบันมีการกล่าวถึงมาตรฐาน RFID อยู่ 3 คลื่นความถี่ คือ ระบบที่ใช้คลื่นความถี่ low frequency (125 kHz) ระบบที่ใช้คลื่นความถี่ high frequency (13.56 MHz) และระบบที่ใช้คลื่นความถี่ ultra high frequency หรือ UHF (860-960 MHz) โดยแต่ละระบบมีข้อจำกัดและข้อเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกันไป คือ ระบบ low frequency และระบบ high frequency ใช้ระยะห่างในการอ่านสินค้าประมาณ 1 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ เหมาะสมกับสินค้าที่เป็นโลหะหรือของเหลวมากกว่าระบบ UHF ส่วนระบบ UHF อ่านได้ไกลถึง 20 ฟุต จากสินค้า เหมาะที่จะนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรม แต่มีข้อจำกัดกับสินค้าที่มีโลหะหรือน้ำเป็นส่วนประกอบ
จุดเด่นของ RFID ที่สำคัญ คือ การอ่านข้อมูลของฉลากโดยไม่ต้องมีการสัมผัส อ่านค่าได้แม้ในสภาพที่ทัศนวิสัยไม่ดี หรือสามารถอ่านค่าได้ในขณะที่วัตถุกำลังเคลื่อนที่ ทนต่อแรงสั่นสะเทือน และการกระทบกระเทือนโดยภาพรวมปัจจุบันถือว่าผู้ให้บริการเทคโนโลยี RFID ในระบบ UHF ของไทย เป็นเพียงผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเครื่องอ่านสัญญาณ และไมโครชิปจากต่างประเทศ ยังไม่สามารถก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตได้ ส่วนระบบ low frequency และระบบ high frequency มีผู้ผลิตในประเทศบ้าง แต่ไม่สามารถนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมได้ ทั้งนี้เกี่ยวกับการสนับสนุนให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีนั้น คุณบดินทร์ เห็นว่า หากสามารถก้าวเป็นผู้ผลิตได้เป็นสิ่งที่ดี แต่ความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการวิจัยลงทุนพัฒนาในต่างประเทศ และจดลิขสิทธิ์เรียบร้อย หากไทยเข้าไปเป็นผู้ผลิตอาจติดลิขสิทธิ์สินค้า ดังนั้นไทยควรเข้าไปเป็นผู้ผลิตในส่วนซอฟแวร์มากกว่า “ไทยมีผู้ผลิตบ้างสำหรับความถี่ใกล้ๆ มีมานานแล้วแต่เราใช้ในแง่โลจิสติกส์ไม่ได้ ส่วน UHF ในไทยที่เป็นบริษัทคนไทยไม่น่าจะมีการผลิต มีบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในบ้านเรา ถ้าเราเป็นผู้ผลิตได้มองว่าเป็นเรื่องดี แต่เป็นไปได้ยาก เพราะจะติดตัวลิขสิทธิ์ ผู้ผลิตไทยควรไปทำในแง่ซอฟแวร์มากกว่า เพราะ ตัวฮาร์ดแวร์ที่เป็นคลื่น UHF จะนำเข้าจากเมืองนอกเป็นหลัก” คุณบดินทร์ กล่าว

แนะผู้ประกอบการมองประโยชน์เป็นหลัก อย่าใช้ตามกระแส
การที่จะตัดสินใจนำระบบ RFID เข้ามาใช้ในธุรกิจนั้น อันดับแรกผู้ประกอบการต้องวางจุดประสงค์ในการใช้งาน ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี และศึกษาประโยชน์มูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจจะได้รับจากการเปลี่ยนมาใช้ระบบ RFID แทนระบบบาร์โค้ดที่ใช้อยู่เดิม ทั้งนี้ที่ผ่านมายังมีผู้ประกอบการบางรายที่เข้าใจผิด มักตั้งต้นในการเลือกใช้เทคโนโลยีจากระยะทางที่สามารถอ่านข้อมูลสินค้าได้มากกว่าตั้งต้นที่จุดประสงค์การใช้งาน และไม่ควรตัดสินใจใช้เพียงเพราะตามกระแส เพราะระบบ RFID เป็นเพียงสื่อในการเก็บดาต้าเบสซึ่งคล้ายกับระบบบาร์โค้ด เพียงแต่ยกระดับพัฒนาให้ทำงานสะดวกขึ้น ซึ่งการทำงานได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับซอฟแวร์ และการอิมพรีเมนท์ด้วย
คุณบดินทร์ กล่าวว่า “ถ้าผู้ประกอบการอยากใช้ RFID อันดับแรกต้องดูที่จุดประสงค์ ไม่ควรตั้งต้นที่ระยะ เพราะไกลเท่าไหร่ไม่สำคัญสำคัญที่ว่าเราจะใช้ไกลเท่าไหร่มากกว่า มองประโยชน์การใช้ ไม่ใช่ใช้ตามกระแส ต้องคิดว่าทำไมต้องเป็น RFID เพราะบางอย่างแทนบาร์โค้ดไม่ได้ทั้งหมด ไม่ได้วิเศษขนาดว่าติดแล้วช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง หากเรานำมาใช้แล้วช่วยอะไรเราได้บ้าง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ สินค้าอาจมีปัญหาติดบาร์โค้ดไม่ได้เพราะเลอะน้ำมันต้องติดใหม่ตลอด ก็ใช้ RFID ช่วยได้ แต่ถ้าข้อมูลไม่เปลี่ยนแปลงติดอยู่อย่างนั้นเป็นปี แต่มาใช้ RFID กลับกลายเป็นว่า Value บาร์โค้ดกับ RFID เท่ากัน แต่เราใช้ที่แพงกว่า มีต้นทุนมากกว่า แต่ประโยชน์เท่ากัน”
อย่างไรก็ดีแม้เทคโนโลยี RFID ยังไม่นิ่ง เพราะยังต้องมีการวิจัยพัฒนาให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นให้เป็นมาตรฐานการใช้งานเดียวกันทั่วโลก และราคาที่ยังเป็นอุปสรรคในการนำมาใช้ คุณบดินทร์ได้แนะนำว่าผู้ประกอบการอาจนำมาใช้ภายในองค์กรเป็นคลื่นลักษณะเฉพาะควบคุมการทำงานภายใน ไม่ต้องรอกำหนดมาตรฐานร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยนำมาใช้ในลักษณะเวียนกลับมาใช้ใหม่ในไลน์การผลิต ซึ่งมองว่าน่าจะคุ้มทุนมากกว่าการติดในสินค้าส่งออก เพราะการติดในสินค้าส่งออกในเงื่อนไขราคาไมโครชิปที่ยังสูงอยู่อาจต้องคิดต่อไปอีกเรื่องต้นทุนการผลิตด้วย
ทั้งนี้ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี RFID ไปใช้แล้วในหลากธุรกิจ และได้รับประโยชน์ชัดเจน เช่น ในภาคธุรกิจการเงิน อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมเสื้อผ้า กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่นำมาใช้บ่งชี้บรรจุภัณฑ์หรือทรัพย์สิน กลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่นำมาบริหารระบบข้อมูล ลดแรงงานในการสแกนบาร์โค้ดและตรวจสอบสินค้า กลุ่มผู้ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและให้บริการ ลดระยะเวลาในการส่งผ่านข้อมูลเข้าสู่ระบบ และช่วยให้การขนถ่ายสินค้าขึ้นลงรถบรรทุกในจุดขนถ่ายสินค้ารวดเร็วขึ้น เป็นต้น

คาดปี 2007 ตลาดในประเทศโต 10%
สำหรับทิศทางการเติบโตของเทคโนโลยี RFID ของไทยในปีหน้าคุณบดินทร์คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ขึ้นอยู่กับราคาไมโครชิปและเครื่องอ่านสัญญาณด้วย ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าราคาไมโครชิปจะลดลงเมื่อมีผู้ใช้งานแพร่หลายขึ้น แต่สำหรับเครื่องอ่านสัญญาณราคาคงขึ้นลงไม่มากนัก ทั้งนี้คาดการณ์ว่าอีกประมาณ 5 ปี น่าจะมีการใช้แพร่หลายขึ้น
“ตลาดคงโตประมาณ 8-10% เพราะคนสนใจเยอะแต่ลูกค้าตัวจริงอาจจะยังไม่เยอะ ผู้ประกอบการตื่นตัวแต่ยังดูอยู่ว่าใครใช้แล้วประสบความสำเร็จแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้เทคโนโลยียังไม่นิ่ง คลื่นความถี่ก็เพิ่งประกาศ และอุปสรรคใหญ่ยังอยู่ที่ราคา ซึ่งต้องยอมรับว่าเมืองไทย Value ขึ้นอยู่กับค่าแรง บางครั้งเขาจ้างแรงงานหลายคนยังถูกกว่าใช้ RFID”
เมื่อความต้องการใช้เทคโนโลยี RFID มีมากขึ้น แน่นอนว่าต้องมีผู้ให้บริการ RFID เข้ามาในธุรกิจนี้อีกมาก ซึ่งกลยุทธ์การแข่งขันของโอจีเอ อินเตอร์เนชั่นแนล เน้นนำเสนอความมีประสบการณ์และอยู่ในธุรกิจบาร์โค้ดมานานกว่า 19 ปี เพราะมองว่าเทคโนโลยีและราคาของผู้ให้บริการแต่ละรายไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าได้คือการให้บริการที่ประทับใจ
โดยปัจจุบัน โอจีเอ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องอ่านสัญญาณและไมโครชิป RFID และอยู่ในกลุ่มธุรกิจบาร์โค้ด มีสินค้าหลายประเภทภายใต้แบรนด์ Intermec เช่น เครื่องรูดบัตร สมาร์ทการ์ด เครื่องพิมพ์-เครื่องอ่านบาร์โค้ด อุปกรณ์ไร้สาย คอมพิวเตอร์พกพา สแกนเนอร์ บอร์ดเทเบิล เป็นต้น มีบริการศูนย์ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ทั้งหมดให้ลูกค้า ทั้งในกรณีที่ลูกค้าซื้อตรงจากบริษัทฯ และไม่ได้ซื้อตรง นอกจากนี้ให้บริการเป็นที่ปรึกษาในการวางระบบอีกด้วย และหากลูกค้าต้องการคำปรึกษาในด้านซอฟแวร์ ซึ่งบริษัทฯ ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญตรงทางด้านนี้ แต่เนื่องจากอยู่ในธุรกิจมานาน บริษัทฯ จึงสามารถแนะนำพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *