RFID ชิปอัจฉริยะ

RFID ชิปอัจฉริยะ
Source: LogisticsDigest

พลิกโฉมระบบโลจิสติกส์-ซัพพลายเชน
ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจับตามองเทคโนโลยี RFID หวังพลิกโฉมการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน กูรูชี้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกแต่ยังไม่แทนที่บาร์โค้ดในเร็ววัน เหตุต้นทุนยังสูง-ผู้ใช้งานน้อย เผยตลาด RFID ไทยมีศักยภาพสูงโต 30% ต่อปี ส่วนระดับโลกอยู่ระดับ 1 แสนล้านบาท
นับวันเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) หรือเทคโนโลยีการระบุข้อมูลที่แสดงเอกลักษณ์ของวัตถุหรือบุคคลด้วยคลื่นความถี่วิทยุยิ่งได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายฝ่ายจับตามองว่า จะช่วยยกระดับการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพราะเมื่อ RFID เชื่อมต่อเข้ากับระบบการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม (Enterprise Resource Planning: ERP) ของคู่ค้าในระบบซัพพลายเชน จะทำให้มองเห็นความเคลื่อนไหวของสินค้าในซัพพลายเชนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

หัวใจสำคัญและประโยชน์หลักในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในวงการอุตสาหกรรม คือเป็นตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด ลดขั้นตอน ลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ และขยายขอบข่ายถึงสามารถบริหารระบบซัพพลายเชนทั้งระบบอีกด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากจุดเด่นของ RFID ที่แตกต่างกับบาร์โค้ด คือสามารถอ่านค่าได้อัตโนมัติแบบไร้สัมผัส อ่านค่าได้ในระยะไกลด้วยความเร็วสูงและสามารถอ่านได้คราวละมากๆ มี Serial number ของสินค้าแต่ละชิ้น สามารถเขียนข้อมูลเพิ่มเติมในชิปได้ และมีความปลอดภัยสูงเพราะเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี แม้ RFID เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก แต่ต่อประเด็นที่ว่า RFID จะเข้ามามีบทบาททดแทนบาร์โค้ดหรือไม่ และปัจจุบันเป็นเวลาของ RFID แล้วหรือยังนั้น กูรูในวงการต่างให้ความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า RFID น่าจะเป็นเทคโนโลยีทางเลือกมากกว่าการเข้ามาทดแทนบาร์โค้ด เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้นิ่ง ประกอบกับทั้ง RFID และบาร์โค้ดต่างมีจุดเด่น-จุดด้อยที่แตกต่างกัน การพิจารณาใช้งานต้องดูถึงความจำเป็น ความเหมาะสม และประโยชน์ที่จะได้รับด้วย

สำหรับการใช้งาน RFID ในภาคอุตสาหกรรม-การค้าในปัจจุบัน ในระดับโลกที่เห็นตัวอย่างชัดเจนคือห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่วอล-มาร์ทที่จะประกาศทดลองใช้ RFID ในระดับรายสินค้าแล้วในปี 2553 นี้ ซึ่งจากที่ทดลองใช้ติดในระดับพาเลทตั้งแต่ปี 2548 พบว่า ช่วยลดปัญหาสินค้าขาดและเสียโอกาสในการขายสินค้าได้กว่า 10%

ส่วนประเทศไทย นำมาใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การบริหารคลังสินค้า การผลิตในโรงงาน การติดตามสถานะสินค้าระหว่างการขนส่งในรูปแบบ Electronic Seal (e-Seal) ใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับของอุตสาหกรรมอาหาร (Traceability) งานด้านเกษตรและปศุสัตว์ สาธารณสุข เป็นต้น

สำหรับอัตราการเติบโตและมูลค่าการตลาดของเทคโนโลยี RFID ในประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI) ระบุว่า ตลาดมีศักยภาพสูง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี โดยในปี 2551 มีมูลค่าการตลาด 1,850 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2552 นี้จะมีอัตราการเติบโตที่ 30% เช่นกัน สำหรับมูลค่าในตลาดโลกคาดว่าอยู่ในระดับ 1 แสนล้านบาท

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *