Positive Thinking…ปัจจัยสำคัญสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

Positive Thinking…ปัจจัยสำคัญสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4083

ในสภาวะสังคมในยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์เราต้องอาศัยอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่เมืองใหญ่ ผมมองว่า เป็นชีวิตที่อาศัยอยู่ท่ามกลางความยุ่งเหยิงและความสับสน การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น จำนวนอาชญากรที่เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญความจริงใจระหว่างคนที่มีน้อยลงทุกวัน นึกแล้วก็อิจฉาคนรุ่นก่อนไม่ได้ที่โชคดีที่ได้เกิดมาอยู่ในสภาพสังคมที่ดี เป็นสังคมที่คนมีความปรารถนาดีต่อกัน จริงใจต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ว่ากันตามตรงแล้ว สภาพสังคมดังกล่าวก็ยังหาพบเจอได้ในปัจจุบัน กล่าวคือ ในชนบทในบางประเทศหรือแม้กระทั่งในประเทศไทยนี้เอง แต่ด้วยอำนาจของเงินหรือระบบทุนนิยมที่กำลังขจรขจายไปเรื่อยๆ ทั่วทุกมุมโลก ทำให้สภาพสังคมอันอบอุ่นดังกล่าวนั้นหายไปเรื่อยๆ จากผืนโลกใบนี้

และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้สภาพจิตใจของคนนั้นตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เพราะความจำเป็นที่ต้องดำรงชีวิตเพื่อการอยู่รอดในสภาพสังคมแบบปัจจุบัน ในคำว่าตกต่ำไปเรื่อยๆ นั้น กล่าวคือเป็นการแสดงให้เห็นว่า การหาความสุขทางใจนั้นมิใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เพราะด้วยสภาพสังคมอย่างนี้ คนเราส่วนใหญ่ต้องดำรงชีวิตอยู่บนความเครียด ความเครียดอันเกิดจากความจำเป็นในการเอาตัวรอด และความอยากที่จะมีความสุขทางกายบนโลกอันยุ่งเหยิง เพราะฉะนั้นด้วยปริมาณความเครียดที่มากขึ้นย่อมส่งผลให้คนส่วนใหญ่มักจะมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทว่ามีนักเขียน นักวิจารณ์ นักพูด ทั้งหลายที่กล่าวถึงข้อดีของการมองโลกในแง่ดี หรือการมี positive thinking เพราะถ้าจะกล่าวกันตามความเป็นจริง ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น เรามักที่จะสามารถมองสิ่งที่เกิดขึ้นได้สองแง่ กล่าวคือแง่บวกและแง่ลบ อย่างไรก็ดี ด้วยสภาวะสังคม ดังที่กล่าวมาทำให้จิตใจของมนุษย์มักจะถูกเย้ายวนให้มองสิ่งที่เกิดขึ้นไปในแง่ลบเสมอ ซึ่งถ้าจะมีสติกันสักนิด ผมว่าเราควรจะต้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นในทางบวกหรือทางที่ดีด้วย เพราะอย่างน้อยการมองโลกในแง่ดีจะไม่ทำให้ปริมาณความเครียดที่สะสมอยู่ในใจนั้นมีปริมาณสะสมมากขึ้นไปอีก

นอกจากเป็นการช่วยเรื่องการบริหารความเครียดแล้ว การมี positive thinking ยังช่วยทำให้เกิดค่านิยมในใจของการเป็นบุคคลที่ใฝ่รู้ แต่ก่อนจะกล่าวอธิบายว่าจะเป็นค่านิยมดังกล่าวได้เช่นใด ก็ต้องขอกล่าวว่า สำหรับหลายๆ ท่านในบางครั้งเมื่อมีเรื่องเครียด มีเรื่องไม่สบายใจ สติ มักจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว และมักจะปล่อยให้สติติดกับดักไปกับความทุกข์ใจ และก็จะจมปลักอยู่กับความทุกข์นั้นๆ และพานให้มองโลกในแง่ร้าย บางท่านมีปัญหา มีความเครียด ก็คิดฟุ้งซ่าน ซึ่งผมก็มองว่าความฟุ้งซ่านก็มักจะเป็นการฟุ้งซ่านในเชิงของการมองโลกในแง่ร้ายซะส่วนใหญ่ และก็เป็นความโชคดีของคนไทยที่มีธรรมะตามหลักทางพระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว และได้เข้าใจว่าเป็นการสำคัญยิ่งที่เราจะต้องมีสติในการมองปัญหาหรือความเครียดที่เกิดขึ้น และเมื่อเราสามารถทำอย่างนี้ได้แล้ว สติจะช่วยเตือนให้ใจเรามองสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่บวกด้วย ทำให้อย่างน้อยความเครียดไม่ทวีคูณเพิ่มขึ้นไปเรื่อย และส่งผลให้เราสามารถใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา หรือขจัดความทุกข์ความเครียดออกไป

อยากให้ท่านผู้อ่านมองว่า การแก้ไขปัญหาหรือการแก้ไขเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์หรือความเครียดนั้นถือเป็นการเรียนรู้และความใฝ่รู้ในการแก้ไขปัญหาหรือในเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์หรือความเครียดนั้นจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าคนเราไม่มีสติ หรือสติไปจมปลักอยู่กับปัญหา ความเครียด หรือความทุกข์ เขียนมาถึง ณ จุดนี้ จึงต้อง ขอสร้างข้อแนะนำเพิ่มเติมที่ว่า เมื่อใดท่านผจญกับปัญหา ขอให้ท่านพยายามดึงสติออกมาจากปัญหา เพื่อให้ท่านมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และ ณ ขณะนี้เองที่การ ใฝ่รู้เกี่ยวกับปัญหาก็จะเกิดขึ้น โดยใน ขณะที่พยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหานั้น สติจะช่วยเตือนใจให้ท่านมองปัญหา ในหลายๆ มุมมอง ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านบวกและด้านลบ และการมองปัญหาในแง่บวกจะช่วยทำให้เกิดกำลังใจในการแก้ไขปัญหา กำลังใจช่วยทำให้เรามีความพร้อมมากขึ้นในการต่อสู้กับปัญหาและลดความรู้สึก กลัวต่อปัญหา

ท่านผู้อ่านอาจจะฉงนสงสัยว่าการมองปัญหาในแง่บวกนั้นทำเช่นไร เพราะขึ้นชื่อว่า “ปัญหา” มันก็คือ “ปัญหา” หาใช่เป็นสิ่งที่จะบันดาลความน่าอภิรมย์มาให้ แต่ผมขอแนะนำวิธีในการมองปัญหาในเชิง positive thinking นั่นก็คือเมื่อท่านเจอะเจอปัญหา ก่อนที่สติของท่านจะถลำลึกไปอยู่บนกองความทุกข์หรือความเครียด อยากให้ท่านลองคิดก่อนว่า ตัวท่านก็เป็นหนึ่งในจำนวนประชากรเป็นพันล้านคน ทั่วโลก ผู้คนในโลกใบนี้ไม่ว่าจะยากดีมีจนต่างก็ผจญกับปัญหาทั้งนั้น ต่างคนก็ต่างปัญหา เพราะฉะนั้นท่านก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ ในโลกใบนี้

ถัดไป ท่านสามารถคิดในเชิงบวกได้ว่า ปัญหาทุกปัญหานั้นมีทางแก้ แต่ต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า ทางแก้ที่ว่านั้นมิใช่ว่าจะเป็นความสามารถในการขจัดปัญหานั้นออกไปได้เสมอไป ต้องยอมรับกันตามความเป็นจริงว่าปัญหาบางปัญหานั้นเกิดขึ้นแล้วเกิดเลย ไม่สามารถขจัดออกไปได้ แต่ถ้าเราจะมองโลกในแง่ดี หรือมี positive thinking นั้น เราสามารถมองทางแก้ไขปัญหาโดยการเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่กับปัญหา หรือเรียนรู้ที่จะบริหารปัญหานั้นๆ ไม่ให้กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น หรือเรียนรู้ที่จะไม่นำปัญหานั้นๆ กลายมาเป็นความทุกข์ ความเครียดให้กับตัวของท่านเอง

ถัดไป เมื่อท่านคิดแก้ไขปัญหาได้สติจะช่วยเตือนให้ท่านรู้สึกได้ว่าเป็นความโชคดีของท่านที่ได้เจอปัญหา เพราะปัญหาทำให้ท่านได้เรียนรู้ และเมื่อท่านเจอปัญหานี้หรือปัญหาที่คล้ายๆ กันนี้อีกในอนาคต ท่านก็จะมีความรู้ที่เรียนรู้ได้จากการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต สิ่งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกมุมมองหนึ่งในการที่ท่านมี positive thinking ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ในการบริหารงานในองค์กรนั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งที่ปัญหานั้นเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเป็นการบริหารงานท่ามกลางสภาวะสังคมที่ผมได้เขียนกล่าวในย่อหน้าต้นๆ หรือท่ามกลางเศรษฐกิจโลกในช่วงขาลง ณ ปัจจุบันนี้ ในขณะเดียวกันก็เป็นการบริหารงานท่ามกลางสภาวะการแข่งขันระหว่างองค์กรธุรกิจด้วยกันอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้น ผมจึงมองว่ามิใช่เรื่องแปลกที่ผู้บริหารงานจะดำรงชีวิตการทำงานท่ามกลางความเครียดและเป็นผลให้จิตใจถูกยั่วยวนให้มองทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปในทางลบ อย่างไรก็ดีในภาวะความตึงเครียดเช่นนี้ สิ่งที่ผู้บริหารควรที่จะเรียนรู้ที่จะทำให้ได้ก็คือเรียนรู้ที่จะสร้างความใฝ่รู้ในปัญหา ที่เกิดขึ้น หนึ่งในทักษะที่ผู้บริหารที่ดีต้องมีคือทักษะในการแก้ไขปัญหา และการแก้ไขปัญหานั้นมิจำเป็นจะต้องถูกแก้โดยผู้บริหารเพียงลำพังคนเดียว แต่สามารถให้ลูกทีมร่วมกันช่วยแก้ปัญหาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้อ่านที่เป็นผู้บริหารจะนำแนวคิดที่ผมได้เขียนแนะนำนี้ไปใช้ ผมขอแนะนำว่า ท่านควรที่จะมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ตัวท่านเองและลูกทีมของท่านมองสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานทั้งในทางลบและทางบวก หรือสอนให้คิดแบบ positive thinking เพราะผู้บริหารหลายๆ ท่านมักจะมองอะไรก็เป็นภาพลบไปหมด มองเห็นอะไรก็เป็นปัญหาไปหมดหรือว่ามองปัญหาก็มองไปในทางลบ และถ้าเป็นเช่นนี้ความรู้สึกของความใฝ่รู้ในการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาและหาหนทางร่วมกันแก้ไขปัญหาก็จะ ไม่เกิดขึ้นในทีมงานของท่าน

กล่าวโดยสรุป คืออยากให้ท่านผู้อ่านลองมองสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือในที่ทำงานของท่านทั้งในด้านลบและด้านบวก ส่วนใหญ่มนุษย์เรานั้นมักจะมองเห็นด้านลบ เป็นด้านหลัก และส่งผลให้เกิดการก่อตัวของความทุกข์และความเครียดขึ้นมาในใจ ท่านผู้อ่านต้องอย่าลืมว่าจิตใจคนเรานั้นมิใช่จะมีไว้สำหรับเพื่อการแบกรับความทุกข์ไว้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นการมีสติในการมองสิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ท่านเฉลียวใจมองสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่บวกบ้าง และการมองสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่บวกนี้เองจะช่วยให้ท่าน เกิดความรู้สึกใฝ่รู้ หรือมีความอยากที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหา ท่านก็จะใฝ่รู้ในการแก้ไขปัญหา เพราะจิตใจของท่านคิดในแง่บวกในเชิงที่ว่า ปัญหาคือบทเรียน เพื่อให้เรียนรู้ ปัญหามิใช่สิ่งที่จิตใจจะต้องไปจมปลักอยู่แล้วทำให้เกิดทุกข์ และท้ายที่สุดจิตใจของท่านก็จะเป็นสุขที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะฉะนั้นในองค์กร ที่ประกอบไปด้วยบุคลากรที่มี positive thinking ย่อมเป็นองค์กรที่สามารถก้าวไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ง่ายมากขึ้น เนื่องจากเหตุผลที่ว่าบุคลากร เดินเข้ามาในองค์กรแต่ละวันด้วยความ กระตือรือร้น กล่าวคือพร้อมที่จะรับรู้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือปัญหาด้วยความมีสติ และพร้อมที่จะเรียนรู้ที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกท้าทายมากกว่าที่จะเป็นความรู้สึกของความอยากหนีปัญหา หรือความเกรงกลัวต่อปัญหา

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *