Oprah Winfrey: คนดังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

Oprah Winfrey: คนดังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ของดำกำลังมา แรงด้วย เราขอฟันธงและคอนเฟิร์ม ก็ลองมองไปไกลๆ โน่นดูดิ มองไปให้ถึงทวีปสหรัฐอเมริกาเลยนะ ประธานาธิบดีคนใหม่ของเขาน่ะ เป็นคนผิวสีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งอันสำคัญนี้ใช่มั๊ยล่ะ ให้มันรู้ไปสิว่าจะไม่มาและไม่แรง
เลิกเล่นดีกว่า ที่เขียนไปทั้งหมดนั่นไม่ใช่เพื่ออะไรหรอก เรื่องมันก็มีอยู่แค่ว่า เราจะพาคุณไปรู้จักกับผู้หญิงผิวสีสุดแรงอีกคนของยุคนี้ พ.ศ.นี้กัน อย่าเข้าใจผิดว่าเรากำลังจะพูดถึง Naomi Campbell เพราะเธอผอมไป เอ้ย ไม่ใช่ ที่เราอยากให้คุณรู้จักคือ ผู้หญิงผิวสีอีกคนที่ประกาศตนอย่างชัดเจนว่าจะยืนเคียงข้างสนุบสนุน Barack Obama ในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ Michelle Obama (ยังเล่นได้อีก) แต่เรากำลังพูดถึง Oprah Winfrey (โอปราห์ วินฟรีย์) ต่างหาก
โอปราห์ วินฟรีย์ นั้น ณ เวลานี้ใครๆ ก็มองว่าเธอกำลังประสบความสำเร็จ แต่แท้จริงนี่ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นของเธอ เพราะเธอนั้นดังมาตั้งนานแล้ว และมากๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ครองตำแหน่ง คนดังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่สอง (2008) และติดอันดับดังกล่าวมาแล้วถึงห้าครั้ง (จัดอันดับโดยนิตยสาร ”ฟอร์บส์” จากการสำรวจโดยใช้ปัจจัยเรื่องรายได้ในช่วง 12 เดือน ทั้งการมีชื่ออ้างอิงตามเวบ, เป็นข่าวตามหนังสือพิมพ์, การถูกเอ่ยถึงตามสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ และการเป็นดาราหน้าปกนิตยสาร เป็นต้น)

Oprah กับ ประธานาธิบดี Barack Obama

เส้นทางสายอาชีพของเธอเริ่มต้นเมื่ออายุ 19 ปี ที่สถานีวิทยุ W VOL ในแนชวิลล์ ณ ขณะนั้น เธอคือผู้ประกาศข่าวที่อายุน้อยที่สุด และเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงผิวสีคนแรกในสหรัฐอเมริกา ตามติดมาด้วยการเป็นผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์ของ W TVF-TV แล้วเธอก็ย้ายไปที่บัลติมอร์ เพื่อไปเป็นผู้ประกาศข่าวในรายการ “Six O’Clock News” และเป็นพิธีกรร่วมในรายการ “People are Talking”

แต่จุดหักเหที่นำเธอสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในวันนี้ คือเมื่อโอปราห์ตัดสิน ใจย้ายมาทำงานที่ชิคาโก รับหน้าที่พิธีกรทอล์กโชว์ในรายการ “AM Chicago” ในปี 1984 ภายในหนึ่งเดือนเท่านั้น เธอทำให้รายการนี้มีเรตติ้งสูงสุดของชิคาโก ไม่ถึงปีต่อมา “AM Chicago” ก็กลายมาเป็น “The Oprah Winfrey Show” และได้ขยายเวลาจากครึ่งชั่วโมงเป็นหนึ่งชั่วโมง รายการของเธอได้ออกอากาศไปทั่วประเทศ ในปี 1986 และทำสถิติเป็นรายการทอล์กโชว์ที่มีเรตติ้งสูงสุด ในประวัติศาสตร์ทีวีสหรัฐฯ

อาจะพูดได้ว่า แทบไม่มีคนดังคนไหนปฏิเสธรายการของเธอ “The Oprah Winfrey Show” เน้นไปที่เรื่องราวชีวิตจริงของผู้คน รวมทั้งเรื่องบันเทิงด้านต่างๆ ทุกวันนี้ รายการของเธอ มีคนดูทั่วสหรัฐหลายสิบล้านคน และยังออกอากาศไปร้อยกว่าประเทศทั่วโลก ด้วยวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยม โอปราห์เลือกประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจ หรือประเด็นที่จะสะเทือนใจคนได้ในวงกว้าง เลือกแขกรับเชิญที่อาจจะเป็นคนมีชื่อเสียง หรือสัมภาษณ์ “คนธรรมดาในประเด็นที่ไม่ธรรมดา” การแสดงชัดถึงความเข้าอกเข้าใจในแขกรับเชิญตลอดช่วงสนทนา ทั้งหมดนี้แหละที่หลายๆ สื่อวิเคราะห์ออกมาว่าทำให้รายการของเธอสร้างกระแส เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ได้เสมอๆ

ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่วงการทีวีเท่านั้น โอปราห์รุกคืบเข้าไปในวงการสื่ออื่นๆ อีกด้วย ในปี 2000 เธอร่วมทุนกับ Hearst Magazines ทำนิตยสารไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงในชื่อเล่นว่า “O” จากชื่อเต็ม “The Oprah Magazine” นิตยสารของเธอนั้นเป็นที่นิยมในอันดับต้นๆ ของอเมริกา มียอดผู้อ่านราวๆ 2.3 ล้านคนในแต่ละเดือน เมื่อได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก บริษัทจึงตัดสินใจทำฉบับ “international edition” ออกวางขายนอกสหรัฐอเมริกา ในปี 2002 ตามมาด้วยนิตยสารแต่งบ้านอีกฉบับที่ชื่อ “O at Home” (วางแผงทุก 4 เดือน) ในปี 2004อีกด้วย

The Oprah Magazine

ก่อนที่อเมริกาจะตกหลุมรักบทบาทการเป็นพิธีกรของเธอนั้น โอปราห์เป็นที่สนใจของผู้คนมาก่อนแล้ว กับผลงานการแสดงภาพยนต์ครั้งแรกของเธอในบท ‘Sofia’ ในหนังเรื่อง “The Color Purple” (1985) กำกับโดยพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด Stephen Spielberg ที่ทำให้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์และราวัลลูกโลกทองทองคำ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ต่อมาเธอยังได้เล่นหนังฮอลลีวู้ดอีกหลายเรื่อง อาทิเช่น เรื่อง “Native Son” ที่สร้างจากนวนิยายสุดคลาสสิคของ Richard Wright และ “Beloved” หนังที่สร้างจากนิยายรางวัลพูลิตเซอร์

ด้วยความรักในการเสดง และความต้องการที่จะผลิตผลงานคุณภาพออกมาสู่สายตาผู้ชม เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ ตั้งบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองในปี 1986 โดยใช้ชื่อว่า HARPO Productions, Inc. ปัจจุบัน HARPO ผลิตรายการโทรทัศน์ ภาพยนต์โทรทัศน์ มาแล้วมากมาย เช่น “The Oprah Winfrey Show”, ละครชุดThe Women of Brewster Place, ภาพยนต์ทางโทรทัศน์ There Are No Children Here (1993) และ Before Wo men Had Wings (1997)

แม้แต่โลกไซเบอร์ โอปราห์ก็ไม่พลาด เธอสร้างเวบไซต์ www.oprah.com โดยรวบรวมเอาเนื้อหา ทั้งจากรายการโทรทัศน์และนิตยสารมาป้อนสู่ชุมชนออนไลน์ ปัจจุบัน เวบไซต์ของเธอมีสถิติผู้เยี่ยมชมราว 70 ล้านคนต่อเดือน มีสมาชิกลงทะเบียน 4 ล้านคนและได้รับอีเมล์พูดคุยสอบถามถึงเดือนละราว 2 หมื่นฉบับแทบทุกเดือน (ตอบเมล์ทันเหรอนั่น)

Oprah บนปกนิตยสาร Time

บนเส้นทางของความสำเร็จสายอาชีพอันสวยงาม หากเรามองย้อนไปในวัยเด็กของเธอ คุณจะได้รู้ว่าเด็กหญิงโอปราห์นั้นผ่านอะไรมากมาย โอปราห์ วินฟรีย์ ในชื่อเต็มว่า โอปราห์ เกล วินฟรีย์ (Oprah Gail Winfrey) เกิดเมื่อ 29 มกราคม 1954 ในเขตชนบทรัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ครอบครัวของเธอยากจน แม่ของเธอท้องทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน พ่อของเธอเป็นเพียงคนงานในเหมืองถ่านหิน เธอเติบโตขึ้นมาในไร่โดยการเลี้ยงดูของคุณยาย ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับแม่ตอนอายุ 6 ขวบ ในชุมชนสลัม เด็กหญิงโอปราห์ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 10-14 จนเธอท้อง และเสียลูกไปหลังจากคลอดได้ไม่นาน เธอหนีออกมาในที่สุด โอปราห์ไปอยู่กับพ่อที่ Nashville เริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอภายใต้การดูแลของคุณพ่อผู้เข้มงวด เธอจบปริญญาตรีด้าน Speech Communications and Performing Arts จาก Tennessee State University

จากความทรงจำอันเลวร้ายในวัยเด็กนี่เอง ที่ผลักดันและเป็นแรงบันดาลใจให้โอปราห์ทำงานเพื่อการกุศล เธอก่อตั้ง The Oprah Winfrey Foundation เน้นด้านการศึกษาและบทบาทของผู้หญิง เธอจัดตั้งเครือข่าย Oprah’s Angel Network เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปทั่วโลก วินฟรีย์ซึ่งเชื่อว่าการศึกษาคือประตูสู่อิสรภาพ เธอมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทั้งในและนอกสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี

โอปราห์ วินฟรีย์ในวัยย่างเข้าปีที่ 55 มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง เธอเป็นอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรก ที่ติดโผอันดับอภิมหาเศรษฐีของโลก จากการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ในปี 2003 ในช่วงปี 2008 ผ่านมา ฟอร์บส์ยังรายงานว่า เธอมีรายได้ถึง 275 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่าอดีตอันไม่น่าจดจำของเธอนั้น ไม่ใช่อะไรที่คอยจะฉุดดึงพาเธอลงสู่เหว (อย่างที่หลายๆ คนชอบยกมาเป็นข้ออ้างของความล้มเหลวในชีวิต) แต่มันกลับเป็นแรงผลักดันส่งให้เธอพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ณ วันนี้ ที่ใครๆ ต่างก็ต้องยอมรับ

กี่ครั้งกันที่เธอสร้างประวัติศาสตร์ โอปราห์ วินฟรีย์ นี่ล่ะ คือไอคอนและไอดอลในหมู่ไอคอนอย่างแท้จริง

ขอขอบคุณ: www.achievement.org, www.matichon.co.th, www.positioningmag.com, www.thainewsland.com, Wikipedia, the free encyclopedia,
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *