Meta-Value Creation ในระดับโลก

Meta-Value Creation ในระดับโลก
กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2548
ประเทศไทยได้มีการวาดฝันไว้สำหรับธุรกิจ และประชาชนในการเป็นผู้นำโลกสำหรับตลาดเฉพาะด้าน (World Leader in Niche Market) ซึ่งทั้งหมดคงได้มาจากพื้นฐานที่ พอร์เตอร์ ได้นำมาเสนอไว้ ถ้าจะย้อนความหลังกันคงจะจำได้ว่าประกอบด้วย
๐เป็นครัวของโลก โดยจะเป็นศูนย์กลางของอาหารพร้อมกิน (Ready-to-Eat) รวมถึงผลไม้เมืองร้อนสำหรับสุขภาพและครัวในโลกนี้
๐เป็นดีทรอยต์ของเอเชีย คือ ศูนย์กลางการผลิตและจำหน่ายรถปิกอัพและศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ของภูมิภาค
๐เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพของเอเชีย โดยเป็นเมืองหลวงของการท่องเที่ยวแห่งเอเชีย เป็นฮับของการขนส่งทางอากาศ เป็นศูนย์กลางการประชุมและนิทรรศการ รวมถึงการแพทย์ทางเลือกและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
๐ผู้นำแฟชั่นเขตร้อนในเอเชียโดยการสร้างกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น และเสื้อผ้าพื้นเมืองในเอเชีย
๐ศูนย์กลางการออกแบบและแอนิเมชันของโลก จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคด้านการออกแบบและบริการเทคโนโลยี
ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการต่างก็ให้ความสนใจว่า การวาดฝันประเทศไทยตามกลุ่มวิสัยทัศน์ทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าว จะมีความเป็นจริงมากน้อยเพียงใดบัดนี้ก็ผ่านมาสู่ปีที่ 5 แล้ว
หากเราลองใช้ดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในปี 2005 (World Competitiveness Scoreboard) ของ IMD จะเห็นว่าประเทศไทยมีการขยับอันดับจาก 29 ขึ้นเป็นอันดับ 27 จากทั้งหมด 60 ประเทศและมีสหรัฐอเมริกายืนเป็นอันดับ 1 ฮ่องกง กระโดดจากอันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 สิงคโปร์ตกจากอันดับ 2 ไปอยู่อันดับ 3
ผู้เขียนเองสนใจและศึกษาด้าน “การจัดการยุทธศาสตร์อย่างสมดุล” (Strategic Management-Balanced Scorecard) และตามที่ได้เล่าให้ฟังในครั้งก่อนว่าได้มีโอกาสไปเข้าโปรแกรม “Strategic Management” ของมหา’ลัยระดับโลกคือ UC Berkeley ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง หลักสูตรการจัดการธุรกิจดุษฎีบัณฑิต ม.ราชภัฏสวนดุสิตกับ Hass School of Business UC Berkeley
ผู้เขียนได้เล่าให้ฟังถึง กรอบแนวคิดสำหรับกลยุทธ์การแข่งขัน (A Framework for Competitive Strategy) ให้ฟังไปแล้ว (สรุปย่อๆ จะประกอบด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่สมบูรณ์สูงสุด โดยมีวัตถุประสงค์ กลยุทธ์หลัก เป้าหมายลูกค้า-คู่แข่ง และโปรแกรมกับยุทธวิธี)
เนื้อหาในส่วนต่อมาที่จะเล่าให้ท่านผู้บริหารธุรกิจและผู้ที่สนใจฟังคือ กรอบแนวคิดสำหรับการคิดเชิงกลยุทธ์ (A Framwork for Strategic Thinking) ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เลือกวัตถุประสงค์และ/หรือกลยุทธ์หลักที่เหมาะสมมากที่สุด และการคิดเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวมีประโยชน์มากต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ในเทอมของ 2 มิติระหว่างมิติการดึงดูดทางการตลาดและตำแหน่งในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการปรับมาจากแนวคิดของ MABA : Market Attractiveness-Business Attractiveness (Leeflang, 1994) แต่ประเด็นที่เป็นไฮไลต์คือ การประยุกต์ใช้ของการคิดเชิงกลยุทธ์ดังรูป
การมอง 2 มิติของ การดึงดูดทางการตลาดกับตำแหน่งในการแข่งขันจะทำให้กำหนดกลยุทธ์ หรือยุทธศาสตร์การแข่งขันได้อย่างเหมาะสมกับช่วงของวัฏจักรธุรกิจ
ผู้เขียนมีสมมติฐานว่าประเทศไทยที่อยู่ในช่วงของการปฏิรูปแผนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยมีการจัดทำ “กรอบยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศในระยะ 4 ปี (2548-2551) โดยสภาพัฒน์ เมื่อ 11 ม.ค.2548 ที่ผ่านมาและกุนซือรอบรัฐบาลต่างก็ออกมาประกาศว่า ประเทศไทยไม่อยากรากเลือด ต้องหนีไปจาก Value Added แล้วเข้าไปสู่วงจรการสร้างคุณค่า (Value Creation)
สิ่งที่ผู้เขียนได้เรียนที่ UC Berleley พร้อมกับการศึกษาดูงานอีกหลายๆ แห่งในสหรัฐอเมริกา ทำให้มีสมมติฐานว่า
ประเด็นแรก อิทธิพลทางโซ่คุณค่า (Value Chain) ของพอร์เตอร์ มีอยู่สูงในกรอบยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งนี้ก็เพราะว่า
๐ แนวคิดของพอร์เตอร์ที่เสนอไว้ว่า ผลิตภาพ (Productivity) เป็นความสามารถในการแข่งขันและนำไปสู่ความร่ำรวยของชาติ โดยผลิตภาพของแต่ละชาติจะเกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรบุคคล ทุนและทรัพยากรธรรมชาติและผลิตภาพนี้จะขึ้นอยู่กับมูลค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งมีสมรรถนะด้านนวัตกรรม (Innovation Capacity) เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของชาติและผลิตภาพในแต่ละชาติ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการที่ธุรกิจทั้งในประเทศและลงทุนต่างประเทศเลือกทำในที่ตั้งนั้นๆ โดยความเป็นเจ้าของสถานที่ตั้งนั้นๆ เป็นความร่ำรวยลำดับถัดมาของชาติ
ประการต่อมา การเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยฐานความรู้ (Value Creation from Knowledge Application) จะอยู่บนแนวคิดของการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เช่น ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ฯลฯ และได้ผลประโยชน์ในตลาดเงิน ซึ่งนำไปสู่ความมั่งคั่งให้กับผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา
ทั้ง 2 ประการข้างต้นถือเป็นสมมติฐานการปฏิรูปเศรษฐกิจในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการด้วยโซ่คุณค่าตามกลุ่มคลัสเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาคน การลดกฎระเบียบและความเป็นราชการ
“Meta-Value Creation” เหนือกว่า การสร้างคุณค่า (Value Creation) ที่ประยุกต์ใช้ความรู้ แต่เป็นการสร้าง และใช้สินทรัพย์สิ่งที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) หรือทุนทางปัญญา ( Intellectual Capital) เพื่อนำไปสู่ความร่ำรวยของประเทศชาติ
ผู้เขียนจะอธิบายโดยละเอียดในคราวหน้า ทั้งแนวคิดที่ได้จาก UC Berkeley และแกรี่ ฮาเมล (Gary Hamel, 2005) ในหนังสือของ Campbell และ Park (2005; The Growth Gamble) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แนวคิดของพอร์เตอร์และ Bostion’ BCG Matrix ไม่เพียงพอที่จะสร้างยุทธศาสตร์การแข่งขันของชาติ
หลังจากนั้นจะนำไปสู่ข้อสรุปในการจัดทำ “การสร้างคุณค่ายกกำลังสอง” (Meta-Value Creation) โดยมีตัวอย่างสินค้าของไนกี้ที่ผลิตจาก OEM ในประเทศ เวียดนามใส่แบรนด์ไนกี้และ “สร้างคุณค่ายกกำลังสอง” ด้วยแบรนด์ของ UC Berkeley
นี่ละครับ! ของจริงในโลกการแข่งขันของประเทศชาติและธุรกิจระดับโลก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *