MBA สายพันธุ์ใหม่ ‘ศาสตร์จัดการ’ ผสาน ‘ศิลป์เฉพาะธุรกิจ’

MBA สายพันธุ์ใหม่ “ศาสตร์จัดการ” ผสาน “ศิลป์เฉพาะธุรกิจ”
ในยุคเอ็มบีเอเกลื่อนเมือง คนเรียนต้องการสิ่งที่มากกว่าเอ็มบีเอปกติธรรมดา จึงเกิดพาราไดม์ใหม่ “เอ็มบีเอเฉพาะทาง” ที่ต้อง Mix & Match ระหว่างศาสตร์บริหาร และศิลป์ทางธุรกิจเชิงลึก และเป็นที่มาให้หลายสถาบัน แตกแขนงเอ็มบีเอ “เฉพาะทาง” ขึ้น เพื่อจับลูกค้า “เฉพาะกลุ่ม” (Niche)

จากการสำรวจของ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ปีการศึกษานี้มีเอ็มบีเอ เฉพาะทางมากกว่า 10 สาขา เฉพาะมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแห่งเดียว เปิดหลักสูตรซีอีโอ เอ็มบีเอ 10 สาขา และโกบอล เอ็มบีเอ สาขาไชน่า อาเซียน เอฟทีเอ และปลายปีนี้จะเปิดเอ็มบีเอ สาขาการจัดการโลจิสติกส์

ขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เน้นความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เปิดหลักสูตรธุรกิจโทรคมนาคม เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ สาขาจัดการวิศวกรรมธุรกิจ

วิทยาลัยเซาท์อีสต์บางกอก เปิดหลักสูตร เอ็มบีเอ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ สำหรับมหาวิทยารังสิต และ ศรีปทุม เปิดหลักสูตร การจัดการธุรกิจผ่านอิเล็กทรอนิกส์

และหลักสูตรใหม่ที่เพิ่งเปิดในปีแรก ได้แก่ สาขาการจัดการสาธารณะ ของมหาวิทยาลัยบูรพา และสาขาการจัดการการบิน (Aviation) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรจุเป็นสาขาใหม่ของเอ็มบีเอ

ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ ผู้อำนวยการหลักสูตร Global MBA มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ยุค Knowledgebase Economy ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ความรู้เน่าเปื่อยได้ เพราะความรู้มีมาใหม่เรื่อยๆ เรียนจบมา 2-3 ปี ออกมาใหม่ทุกวัน คนที่อยู่ในองค์กรอาจจะเรียน MBA มาแล้ว กลับมาเรียนใหม่

“วันนี้ MBA นิชมากขึ้น แต่ไม่ใช่นิชแบบเดิม เป็นนิชในสาขาที่จะไปขยาย Career path ไปขยายความสามารถในการทำธุรกิจ ในการทำงาน เช่น คนหนึ่งเรียนเอ็มบีเอมาแล้วหรือวิศวปริญญาโทมา แต่วันนี้มีเอ็มบีเอ โลจิกติกส์ เป็นความรู้ที่เฉพาะเจาะจง หากคุณไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่เป็นคนรู้รอบ จะขยาย แคร์เรียพาร์ทไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียนมาก่อนปี 2000 ในแง่ของบริหารธุรกิจมันใช้ไม่ได้แล้ว”

เขา เชื่อว่า เอ็มบีเอกำลังเปลี่ยนโฉมหน้า หรือเข้าสู่พาราไดม์ใหม่ ที่ต้อง เฉพาะ “สาขา” และต้อง “รู้รอบ” ไม่ใช่ฟังก์ชันบิซิเนส หรือเป็นเอ็มบีเอ “นิช” ในพาราไดม์เก่าที่ตีกรอบไว้กว้างแค่การจัดการ การเงิน หรือการตลาด เป็นเอ็มบีเอในแบบ Mix & Match ในแง่สหวิชาการ

“ต้องมีความผสมผสาน ไปด้วยกันระหว่างศาสตร์ด้านบริหาร และศาสตร์ด้านสาขาอาชีพ เพราะบริหารเดี่ยวๆ ก็ไปไม่รอด หรือจะเป็นวิศวะเดี่ยว สถาปัตย์เดี่ยวๆ ก็ไปไม่รอด แต่ต้องมีทั้งส่วนบริหาร และส่วนของสาขา อย่างเช่น ธุรกิจบันเทิงก็เป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์ศาสตร์ หรือนิเทศศาสตร์ บวกกับบริหาร เพราะถ้าอาร์ตอย่างเดียวไม่คิดคำนวณต้นทุนก็เจ๊ง จะสร้างคนเป็นโกลบอลแมเนเจอร์ต้องรู้จริง และรู้รอบ”

เพื่อให้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารที่แกร่งทั้งด้านบริหาร และเชี่ยวชาญด้านเทคนิค

เขาเชื่อว่า เทรนด์นี้จะเป็นไปอีกอย่างน้อย 3 ปี เพราะโมเดลหลักสูตรเฉพาะทางประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากองค์กรธุรกิจเป็นอย่างดี

“ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในหน้าคลาสซิฟายด์รับสมัครงานแต่ละที่จะระบุคุณสมบัติว่า ถ้ามีประสบการณ์หรือเอ็มบีเอตรงสาขาจะพิจารณาเป็นพิเศษ”

ดร.ทรรศนะ รับว่า เอ็มบีเอ ส่วนหนึ่งคือธุรกิจของสถาบันการศึกษา และหากทำเหมือนสถาบันอื่นก็ไม่มีความแตกต่าง

“การแตกสาขาด้านเอ็มบีเอ ของมหาวิทยาลัยต้องยึดทิศทางของประเทศเป็นหลัก เช่น เอฟทีเอ จะช้าเร็วก็ต้องมีการเปิดเสรี ในฐานะที่หอการค้าเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างธุรกิจ การจะเปิดหลักสูตรอะไรต้องเน้น Core ของเราด้วย”

เช่นเดียวกับหลักสูตรเอ็มบีเอ โลจิสติกส์ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเปิดหลักสูตรใหม่ในปลายปีนี้ตามทิศทางหลักของประเทศ

“หลักสูตรเราดีไซน์ไว้แล้ว ครอบคลุมทั้งแวลู เชน , ซัพพลาย เชน รวมทั้งกฎหมาย อยู่ระหว่างรอวิพากษ์หลักสูตรจากนักธุรกิจจริง นักศึกษา และอาจารย์ร่วมวิพากษ์ เพราะเรากำลังผลิตคนให้ธุรกิจใช้ได้จริง” ดร.ทรรศนะ กล่าว

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.จิรศิลป์ จยาวรรณ ประธานหลักสูตรวิชาการจัดการธุรกิจโทรคมนาคม มหาวิทยาลัย พระจอมเกล้าธนบุรี ที่มองว่า ภาวะเอ็มบีเอเกลื่อนตลาด เมื่อบัณฑิตจบไปแล้วต้องไปเรียนรู้คาแรคเตอร์ธุรกิจใหม่ แม้ว่าการเรียนศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงจะมีกรอบความรู้ที่แคบกว่า แต่เป็นศาสตร์ “Ready to Use”

“บางครั้งเอ็มบีเอทั่วไป ก็ไม่ได้ต่างจากปริญญาตรีที่ต้องเรียนรู้งานใหม่ อย่างธุรกิจโทรคมนาคม ถ้าเขาพูดถึงเทคโนโลยี 2 จี 3 จี คุณไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเป็นการศึกษาเฉพาะทางสามารถทำงานต่อได้เร็วขึ้น”

แม้ว่าจะหลักสูตรเฉพาะจะมีขีดวงจำกัดของเป้าหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันจะน้อยลง ในทางกลับกันสาขาที่เป็นที่นิยมต้องรับแรงกดดันถึงสองทาง นั่นคือ การแข่งขันกับเอ็มบีเอในสาขาพื้นฐาน อีกทางคือต้องแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นที่เปิดสาขาเดียวกัน

นอกจากสถานที่ในการเรียนจะเป็นยุทธศาสตร์การทำตลาดการศึกษาเอ็มบีเอแล้ว ในแง่ของหลักสูตรต้องชูความแข็งด้วย

ดร.จิรศิลป์ บอกว่า หลักสูตรธุรกิจคมนาคมของมหาวิทยาลัยใช้หลักผสมผสานศาสตร์ 3 แกน คือ แกนบริหาร เทคโนโลยี และกฎหมาย

“หลักสูตรของที่อื่นจะผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี และด้านการจัดการในสัดส่วน 50:50 แต่ของเรามีเรื่องกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายโทรคมนาคมเข้ามา เพราะการทำธุรกิจด้านนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายค่อนข้างมาก แต่คนไทยมักจะไม่ค่อยตระหนักถึงเรื่องนี้”

ขณะที่ ผศ.ดร.อรรณพ ตันละมัย ประธานคณะกรรมการดำเนินงานหลักสูตรเอ็มบี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นที่ต่างไปว่า เอ็มบีเอ เฉพาะทางไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะองค์ความรู้ของเอ็มบีเอเพียงพอที่จะนำไปปรับใช้ในแต่ละสาขาวิชาชีพ

เว้นแต่เป็นศาสตร์ที่มีความ “เฉพาะตัว” จริงๆ อย่างการจัดการการบินหรือ Aviation หรือแม้แต่เอ็มบีเอ โลจิสติกส์

ดร.อรรณพ มองว่า สาขาจัดการการบินเป็นศาสตร์ที่มีความเฉพาะ และมีความต้องการสูงจากการขยายตัวของธุรกิจการบินในประเทศ

“เราต้องดูความพร้อมของตัวเองก่อนที่จะเปิดแต่ละสาขา และต้องดูว่าตลาดจะไปได้ขนาดไหน อย่างสาขา Aviation เราก็ดูว่าถ้าเปิดปีละ 50 คน ถ้าเปิดอีก 10-20 ปี จะมีคนเรียนไหม ซึ่งมองว่าตลาดมีมากกว่านั้น เฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินกรุงเทพต่างจังหวัด สายการบินต่าง บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบิน บริษัทที่ซ่อมเครื่องบิน รวมทั้งตลาดจากรอบๆ บ้านเรา เช่นกัมพูชา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ เป็นสาขาที่ไม่แคบ สามารถเติบโตได้มาก และปัจจุบันคนใช้การบินค่อนข้างมาก”

นี่คือยุคใหม่ของเอ็มบีเอที่ผู้บริหารแสวงหาทั้งศาสตร์การจัดการ และเทคนิคเชิงลึก เพื่อต่อกรทางธุรกิจ

เรื่อง :เปรมศิริ ฤทัยเจตน์เจริญ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *