Just in Time : JIT “การส่งมอบแบบทันเวลา”

Just in Time : JIT “การส่งมอบแบบทันเวลา”

 

ศัพท์ยอดฮิตของ Logistics เห็นจะไม่มีอะไรเกินคำว่า Just in Time หรืออาจเรียกว่า JIT ซึ่งหมายถึง การส่งมอบแบบทันเวลาถูกต้อง ถูกสถานที่ ตรงความต้องการ ภายใต้ต้นทุนที่แข่งขัน (Delivers the right items at the right place in the right need by the right time with the right cost) โดยหลักการของ Just in Time จะหมายถึง การจัดการกระบวนการต่างๆ เพื่อให้มีการส่งมอบผลิตภัณฑ์ , สินค้า หรือบริการให้กับลูกค้าตามวันและเวลาที่ได้มีการตกลงกัน คือ ส่งมอบสินค้าเมื่อมีการใช้จริงเท่านั้น

ทั้งนี้ ความหมายของ Just in Time Delivery ยังครอบคลุมไปถึงความถูกต้องของปริมาณ (Quality) ,จำนวน (Quantity) , เงื่อนไข , สถานที่ และความปลอดภัย รวมถึง ต้นทุนที่แข่งขันได้ ส่วนใหญ่แล้วยังเข้าใจว่า Just in Time มีความหมายเฉพาะการส่งมอบสินค้าเท่านั้น แต่ในการจัดการโลจิสติกส์แล้ว ยังครอบคลุมไปถึงทุกกระบวนการของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SCM : Supply Chain Management) โดยเฉพาะระบบการผลิต ที่เรียกว่า Lean Production ซึ่งเป็นต้นแบบที่ได้มาจากบริษัทผู้ผลิตรถ โตโยต้า (Toyotatilism) ซึ่งทางญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนมาจากการผลิตที่เป็นระบบสายพาน (Tailorlism) และการผลิตแบบ Mass Production (ของผู้ผลิตรถยนต์ Ford) ซึ่งจะเน้นการผลิตปริมาณมาก ซึ่งส่งผลข้างเคียงต่อ    สต๊อกสินค้าคงเหลือจำนวนมาก ระบบการผลิตภายใต้ห่วงโซ่อุปทาน (SCM) ซึ่งเน้นไปที่ Speed Base of Economic คือ การประหยัดจากการส่งมอบที่ทันเวลา คือ รับมอบวัตถุดิบเมื่อจะผลิตจริงและผลิตเมื่อจะมีการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า  ส่งผลให้รอบการหมุนของสต๊อกสินค้า มีรอบการหมุนที่สูง สามารถมีความยืดหยุ่น ที่เรียกว่า Zero Stock Management ซึ่งความสำเร็จของการนำระบบ Just in Time มาใช้จะส่งผลต่อการลดต้นทุนรวม โดยเฉพาะต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับ Logistics Cost  อย่างไรก็ดี องค์กรที่จะนำระบบ Just in Time มาใช้ได้จะต้องมีการสถาปนา Just in Time Value คือ มีระบบการส่งมอบและระบบการทำงานของทั้งองค์กรเป็นแบบทันเวลา มุ่งเน้นต่อความต้องการของลูกค้า โดยทั้งหมดจะต้องอาศัยความเชื่อมโยงของข้อมูลข่าวสาร และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพนักงานและทุกหน่วยงานในองค์กร รวมถึง , คู่ค้า (Suppliers) และลูกค้า (Customers) จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ในการดำเนินธุรกิจแบบ Win Win ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งเครือข่ายของห่วงโซ่อุปทานประสบผลสำเร็จร่วมกัน ทั้งนี้ การจะดำเนินการเช่นนี้ได้ จะต้องมีการสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทำให้เกิดเป็นห่วงโซ่อุปทาน และมีการบูรณาการของการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของอุปสงค์และอุปทานของกระบวนการต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพของคุณค่าความร่วมมือให้กับทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัสดุ , การจัดหา , การส่งมอบ อันนำมาซึ่งความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยการจัดการโลจิสติกส์ จะเป็นกิจกรรมหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน

ที่มา  www.logisticscorner.com

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *