Intel ตอน 2

Intel ตอน 2 : การเกิดขึ้นของไมโครโปรเซสเซอร์

ระยะไม่กี่ปีแรกของอินเทล เป็นแค่การนำร่องก่อนการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ ที่ผลักดันการขยายตัวของบริษัทและทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1970 สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวก็คือไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งกอร์ดอน มัวร์เรียกว่า “หนึ่งในผลิตภัณฑ์เชิงปฏิวัติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” การค้นพบดังกล่าว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่คาดคะเนเอาไว้ แต่เป็นขั้นตอนความพยายามจะผลิตชิพหน่วยความจำที่ฉลาดขึ้น และต้องการลดขนาดอุปกรณ์ซึ่งให้กำลังแก่คอมพิวเตอร์ให้เล็กลง

                ปี 1969 บริษัทญึ่ปุ่นแห่งหนึ่ง ติดต่อขอให้อินเทลช่วยผลิตชุดของชิพคอมพิวเตอร์ ที่จะทำให้เครื่องคิดเลขแบบพกพา สามารถคำนวณเลขที่มีความสลับซับซ้อนแบบเดียวกับเครื่องบวกเลข หรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่กว่าได้ แทนที่จะนำเอาชิพมาจัดวางเป็นแถวๆรวมกันไว้หลายๆแถว เท็ด ฮอฟว์ วิศวกรของอินเทลก็เกิดไอเดียจะนำชิพคอมพิวเตอร์หลายๆ แผ่นมาบรรจุรวมกันโดยแผ่นที่มีกำลังมากที่สุดอยู่ตรงกลาง และในระหว่างขั้นตอนผลิตนี้เอง ฮอฟว์ก็คิดค้นวิธีการบรรจุหน่วยประมวลผลกลางทั้งหมด (CPU) ลงบนชิพเพียงอันเดียว และชิพเพียงอันเดียวซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบไม่ตั้งใจ เพื่อทำตามคำขอร้องจากลูกค้ารายหนึ่ง ได้กลายมาเป็นไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น 4004 ของอินเทล

                ตลาดของอินเทล 4004 ไปลิ่ว ทำให้เกิดความนิยมนาฬิกาดิจิตอลอย่างบ้าคลั่งอยู่พักหนึ่ง และทำให้เครื่องคิดเลขแบบพกพาขยายตัวได้มากขึ้น ปี 1972 อินเทลทำตามสัญญาที่ให้ไว้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทรงอำนาจมากขึ้น และนำเอาชิพไมโครโปรเซสเซอร์ 8008 ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่า และทำงานได้เร็วกว่า เป็นที่รู้จักกันในนามของโปรเซสเซอร์ขนาด 8 บิตออกสู่ตลาด บริษัทขยายตัวหลายเท่า ยอดขายพุ่งลิ่วจาก 9.4 ล้านดอลลาร์ในปี 1971 ไปเป็น 23.4 ล้านดอลลาร์ในปี 1972 และเกือบเป็น 3 เท่าถึงระดับ 66.17 ล้านดอลลาร์ในปี 1973 ปีนั้นเองที่ราคาหุ้นของอินเทลพุ่งสูงเป็น 88 ดอลลาร์ต่อหุ้น เกือบ 4 เท่าของราคาเสนอขายเริ่มแรกที่ 23.50 ดอลลาร์ นอยส์กับมัวร์มีหุ้นถือครองอยู่ในมือคนละ 27 เปอร์เซ็นต์ ในระหว่างสองคนนี้มีหุ้นมูลค่ารวมกันแล้วประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ ผู้ก่อตั้งอินเทลทั้งสองคน สามารถจำหน่ายหุ้นแล้วเกษียณจากการทำงานได้ แต่ทั้งคู่เพิ่งจะเริ่มต้น แทนที่จะจ่ายเงินปันผล หรือสร้างสำนักงานใหญ่ของบริษัทให้ใหญ่โตหรูหรา คนของอินเทลล้วนแล้วแต่มีหัวใจเป็นนักวิศวกร ทุกคนนำเอารายได้ทุ่มกลับไปที่การวิจัย และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านการผลิต ปี 1973 บริษัทใช้ผลกำไรจากปีก่อนหมดไปกับงานวิจัยและพัฒนามากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า

                เพื่อเตรียมตัวสำหรับรับยุคแห่งการขยายตัวที่บริษัทหวังไว้ อินเทลจึงมีการจัดองค์กรใหม่ ในเดือนเมษายน 1975 มีการเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้บริหารระดับสูงนอยส์ได้เลื่อนขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร ส่วนกอร์ดอน มัวร์ก็กลายเป็นผู้บริหารสูงสุด แอนดรูว์   โกรฟได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานบริหาร ส่วนอาเธอร์ ร็อค ยังเป็นกรรมการบริษัทและเป็นรองประธานกรรมการบริหารควบอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ซึ่งการเลื่อนตำแหน่งของโกรฟ เป็นสัญญาณบอกให้เห็นการเน้นให้ความสำคัญด้านบริการการผลิตและระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของบริษัทด้านไฮเทคซึ่งมีธรรมชาติเปราะบางอยู่ในตัวเอง

                ราคาเริ่มตกต่ำทันทีที่อินเทลนำสินค้าออกสู่ตลาด พวกชอบลอกเลียนแบบก็หาวิธีการซิกแซ็กหลบหลีกการคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์ เพื่อนำเอาสินค้าออกสู่ตลาดด้วยเช่นกัน ส่วนลูกค้าก็เริ่มคาดหวังโมเดลรุ่นต่อไป ที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าเรียบร้อยแล้ว ในปี 1974 ไมโครโปรเซสเซอร์ รุ่น8080 สามารถปฏิบัตการ 290,000 ครั้งต่อวินาที ก็เข้ามาแทนที่ชิพรุ่น 8008  ความต้องการหน่วยความจำที่ทำงานได้เร็วกว่ามีกำลังมากกว่า ดูเหมือนไม่รู้จักจบสิ้นผลิตภัณฑ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์สำหรับตลาดผู้บริโภคอย่างอัลแตร์ กับ TRS-80 กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมทันที และต่างก็ใช้ชิพของอินเทลบรรจุอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ปี 1978 เมื่ออินเทลนำเอาชิพ 8086 ออกสู่ตลาด รายได้ของบริษัทก็สูงเกือบ 400 ล้านดอลลาร์

 

การแข่งขัน

ยุค 1970 ได้เปลี่ยนอินเทลให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของโลก รายได้ของบริษัทพุ่งสูงจาก 4.2 ล้านดอลลาร์ในปี 1970 ไปเป็น 661 ล้านในปี 1979 เป็นปีเดียวกับที่บริษัทสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดไมโครโปรเซสเซอร์มูลค่า 820 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาดทั้งหมด และพอถึงปี 1980 ราคาหุ้นของอินเทลก็เพิ่มขึ้นจากราคาเสนอขายเริ่มแรกที่ 23.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ถึง 10,000 เปอร์เซ็นต์

                ในปี 1980 อินเทลก็ไม่ใช่ผู้ครองตลาดรายใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอีกแล้ว บริษัทอย่างไซล็อคกับโมโตโรล่า ลงทุนเป็นเงินมโหฬาร เพื่อปรับปรุงศักยภาพของตนเอง ซึ่งเมื่อมีคู่แข่งน่ากลัวพยายามเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด อินเทลจึงไม่มีวันแน่ใจได้ว่า ชิพไมโครโปรเซสเซอร์ของตนจะได้รับการเลือกเป็นส่วนประกอบมาตรฐาน เมื่อใดก็ตามที่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนขึ้นมา ยอดขายของอินเทลเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วเนื่องจากคุณภาพและมาตรฐานของชิพที่เหนือกว่าคู่แข่ง  โดยเพิ่มจาก 789 ล้านดอลลาร์ในปี 1981 ไปเป็น 1.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 1984 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจด้านหนึ่งของบริษัทก็อยู่ภายใต้ความกดดันอย่างใหญ่หลวง เมื่อมีผู้ผลิตญี่ปุ่นขึ้นมาแข่งขันด้วย ทำให้ราคาของดีแรมต่ำกว่าต้นทุนการผลิต อินเทลต้องรีบถอนตัวออกจากตลาดนี้ แล้วหันไปหาธุรกิจแขนงที่ตนเองสามารถควบคุมราคาจำหน่ายได้ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *