HR&Management : เปิดโมเดล ‘5P’ & ‘5H’ กูรูโลก หลอม ‘มนุษย์ทองคำ’ ฝ่าสมรภูมิรบ

HR&Management : เปิดโมเดล ‘5P’ & ‘5H’ กูรูโลก หลอม ‘มนุษย์ทองคำ’ ฝ่าสมรภูมิรบ

Wind of Change : โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังจะเปลี่ยนแบบสุดขั้ว ภายใต้กระแสโลภาภิวัตน์เวทีการแข่งขันจะถูกยุบรวมเป็นหนึ่ง ..ใครไม่เก่งก็ถอยไป
โลกยุคใหม่แม้ใต้ขอบฟ้าเดิมกำลังต้องการให้คนต่อยอดความรู้เกิดเป็น “นวัตกรรม” ที่จากนี้จะเป็นหัวใจกำชัยชนะเหนือคู่แข่ง

ในงานสัมมนา “ทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยุคใหม่” โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์ สำนักงาน ก.พ. ศาสตราจารย์ Dipak C. Jain คณบดีสถาบันการบริหารจัดการ Kellogg แห่งมหาวิทยาลัย Northwestern ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เปิดโมเดล “5P” และ “5H” วิถีการสร้างและตระเตรียมความพร้อมด้าน “ทุนมนุษย์” พร้อมแนะว่าประเทศไทยควรก้าวฝ่ากระแสลมที่เชี่ยวกรากนี้อย่างไร

เบื้องต้น ศ.Dipak อธิบายถึงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปคือ มีการถ่ายโอนความรุ่งเรืองจากฝั่งตะวันตกมาตะวันออก จากมือยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา และกลุ่มประเทศยุโรปมาสู่มือของประเทศดาวรุ่งอย่างเช่น จีนและอินเดีย

เขาว่าในปี ค.ศ. 2015 ตัวเลขGDP ของจีน อินเดีย และประเทศเอเชียรวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45ของ GDP โลกเลยทีเดียว ดังนั้นนโยบายของทุกๆ ประเทศ จะหันมองตะวันออก (Look East) แทนที่จะมองตะวันตก (Look West) เหมือนเช่นเคย

เชื่อหรือไม่? ว่าอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นยุคทองของเอเชีย และกลายเป็น New USA (United States of Asia ) มันอาจเป็นเรื่องโจ๊กหากคำกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ในวันนี้ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่พลิกกลับว่า…เป็นไปได้

อย่างไรก็ตามประเทศในเอเชียจะต้องรวมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค สร้างความพร้อมสำหรับยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ (The Age of Talent)
ที่ผ่านมาบนเส้นทางความยิ่งใหญ่ สหรัฐอเมริกาทำตัวเป็น talent magnet เสมือนแม่เหล็กแท่งใหญ่ ดึงเอาคนเก่งที่มีความรู้ความสามารถทั่วโลกมาช่วยพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งและมั่งคั่ง ซึ่งเทคนิคความสำเร็จนี้จะเป็นอมตะตลอดกาล

ปัจจุบันด้วยภาพลักษณ์ประเทศแห่งอิสระและเสรีภาพของอเมริกาก็ยังคงดึงดูดทรัพยากรมนุษย์เกรดเอที่มีความสามารถคิดค้น และสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ในกำมือของอเมริกาจึงมี “นวัตกรรม” เป็นจุดแข็ง ศ.Dipak บอกว่าโดยนิสัยของชาวอเมริกันเองนั้นก็ชอบคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก และมีความสามารถในบริหารจัดการในเรื่องใหญ่ๆ ด้วย

ประเทศจีนนั้น ศ.Dipak ประเมินว่า ด้วยภาคการผลิตขนาดใหญ่มหึมา รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศทำให้มีเงินไหลกลับเข้าประเทศจำนวนมาก เกิดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ดี คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น ลัทธิบริโภคนิยมก็เจริญเติบโตขึ้น คนเริ่มถามหาสินค้าแบรนด์เนม และตระหนักถึงคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ส่วนประเทศอินเดียนั้น มีคนเป็นจุดเด่นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความรู้ความสามารถด้านไอทีและภาษาอังกฤษทำให้กลายเป็นประเทศที่ยึดครองตลาดธุรกิจบริการด้าน outsourcing ของโลกไว้ได้

ประเทศไทยนั้นปัจจุบันมีความพร้อมทั้งระบบสาธารณูปโภค ทั้งสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็เอื้ออำนวย มีความเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตได้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการดึงเอาจุดแข็งในมิติของคนไทย เช่น ความโอบอ้อมอารี มีใจรักการบริการ ฯลฯ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่เท่าที่ควร ศ.Dipak มองว่าสิ่งเหล่านี้คือ จุดขายที่แท้จริงของไทย ที่จะทำให้คนต่างชาติหลงใหล และอยากกลับมาเยือนหรืออยากมาลงทุนในประเทศไทย

“เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้”

ศ.Dipak กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลไทยจึงต้องคำนึงและเห็นถึงความสำคัญของคนโดยสร้าง และเพิ่มศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เป็นลำดับแรก
เขาแนะนำโมเดล “5P” และ ” 5H” สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถของคน

โมเดล ” 5P” นั้นจะมีคน (People) เป็นศูนย์กลาง โดยนำความรู้ความสามารถและศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว (Potentiality) ของแต่ละคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต (Productivity) สุดท้ายจะสร้างผลกำไรความเจริญเติบโต (Profitability) และนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ (Prosperity) ในที่สุด

โมเดล “5 H” จะมีความสมดุล (Harmony) เป็นศูนย์กลาง ที่จะทำให้ความพร้อมทางด้านหัว (Head) หมายถึง ความรู้ความสามารถที่เรียนหรือสั่งสมมา ด้านมือ (Hand) หมายถึง ทักษะในการทำงาน ด้านหัวใจ (Heart) หมายถึง ความมีใจเอาใจใส่มุ่งมั่นในการทำงาน ด้านสุขภาพ (Health) หมายถึง ต้องแข็งแรงเอื้อต่อการทำงาน

ศ.Dipak เชื่อว่าหากพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ไม่ว่าจะทำงานที่บ้านหรือที่ทำงานผลงานจะมีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่ากัน ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะเห็นชอบกับเทรนด์การทำงาน “Work at Home” ไม่น้อย

เขากล่าวอีกว่า การพัฒนาคนต้องพยายามทำความเข้าใจถึงการทำงานของสมองของคนอีกด้วย สมองคนเราแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนแรกจะทำงานเรื่องการคิดวิเคราะห์ ส่วนที่สอง จะวางกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญ ส่วนที่สามจะเป็นเรื่องการจัดระบบระเบียบ และส่วนที่สี่เป็นความดีงามจริยธรรม ซึ่งสมองทั้งสี่ส่วนนี้ควรสามารถใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน

นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยหลายประการ เช่น การสร้างแรงจูงใจ (Inspiration) การสร้างแรงกระตุ้น (Motivation) โดยการให้รางวัลทั้งในรูปของตัวเงิน เช่น โบนัส การขึ้นเงินเดือน เป็นต้น รวมถึงรางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การเลื่อนตำแหน่ง หรือมอบโปรแกรมท่องเที่ยวให้กับพนักงานที่ปฏิบัติผลงานยอดเยี่ยม เป็นต้น

” ผู้นำที่ใช้อำนาจและปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัว ที่สุดจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะเอาชนะใจคนไม่ได้ การจะทำให้คนทำงานให้เราอย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น ผู้นำต้องไม่ใช่แค่ “เก่ง” อย่างเดียวแต่ต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ 1.มีความเฉลียวฉลาดทางปัญญา (IQ) 2.มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และ 3. มีคุณธรรมจริยธรรม (MQ: Morality) จะทำให้ลูกน้องเคารพและยอมรับอย่างแท้จริง”

เหล่านี้ที่กล่าวมาอาจเป็นหลักการง่ายๆ แต่ใช่ว่าจะเกิดผลสำเร็จได้ ศ.Dipak บอกว่าขึ้นอยู่กับความร่วมไม้ร่วมมือของทุกๆ คน (Making People Together) แม้มีความแตกต่างแต่ต้องให้ทุกคนมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน และได้ยกคำกล่าวของ Antoine de Saint-Exupery นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีใจความว่า

“หากจะสอนคนให้ทำอะไรสักอย่าง ไม่เพียงแต่แค่สอนให้เขามีทักษะในการปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องทำให้เขามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้และต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำด้วย เปรียบเหมือนจะสอนให้คนต่อเรือ แทนที่จะสอนให้เข้าป่าตัดไม้มาต่อเป็นตัวเรือ แต่ต้องทำให้เขามีความปรารถนาอยากจะออกเดินทางไปในทะเลด้วย”

ปลายทางประเทศไทยจะแข่งขันได้หรือไม่? หรือที่สุดความพยายามจะเหลือเพียงความว่างเปล่า?

ศ.Dipak บอกว่าขึ้นอยู่กับ Global Brand ซึ่งหมายถึง การชูคุณลักษณะพิเศษและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของประเทศตัวเองให้เป็นที่รับรู้ในสายตาชาวโลก ยกตัวอย่าง ประเทศจีน มีจุดเด่นในฐานะเป็นฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ ประเทศอินเดีย นั้นเป็นศูนย์กลางธุรกิจด้าน outsourcing และทางสถาบัน Kellogg เองก็ขึ้นชื่อเป็นสถาบันการบริหารธุรกิจที่ดีที่สุดของโลก

เขาว่าที่ผ่านมาประเทศไทย ยังคงขาดการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้รับรู้ในสายตาชาวโลก แต่ด้วยจุดแข็งที่ ศ.Dipak มองว่าไทยจะสร้างความได้เปรียบ และถือเป็นโอกาสทองในการแข่งขันบนเวทีโลกก็คือ การนำเสนอตัวเองบนเวทีโลกใน 3 ธุรกิจหลักๆ คือ 1. ด้านสุขภาพอนามัย (Customer Well-Being) เนื่องจากแนวโน้มของโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาล และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอนามัยต่างๆ 2. ด้านสื่อสารกับลูกค้า(Customer Engagement) เช่นสื่อและบันเทิง และ3. ด้านบริการ (Customer Hospitality) เช่น ท่องเที่ยว โรงแรมและร้านอาหาร เป็นต้น

ที่มา : www.thaihrhub.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *