HR สัญจร จับตามองยุโรปตะวันออก

HR สัญจร จับตามองยุโรปตะวันออก
“การท่องเที่ยวเดินทาง คือกำไรของชีวิต” คำกล่าวนี้มีมาช้านานแล้ว และผู้เขียนก็ถือเป็นคติข้อหนึ่งในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาชีพการเป็นนักวิชาการนั้นจำเป็นต้องมีโลกทัศน์ที่กว้าง ได้เห็น ได้รับรู้ข่าวสารจากหลายมุมมอง ดังนั้นก่อนเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาจะเริ่มไม่กี่วัน ผู้เขียนก็รีบตะลีตะลานสะสางการงานให้เรียบร้อย แล้วเก็บเสื้อผ้ายัดใส่ กระเป๋าเดินทางไปเปิดหูเปิดตายังประเทศเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก และออสเตรีย
ผู้เขียนนั้นมีความสนใจในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ของประเทศที่อยู่ใน กลุ่มยุโรปตะวันออก มานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาแม้จะเคยแวะเวียนไปประเทศเหล่านี้บ้าง ก็มักจะเป็นเรื่องของการทำงานที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ มากนัก การเดินทางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อไปพักผ่อน จึงทำให้มีเวลาสังเกตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองต่างๆ ที่ได้แวะเยี่ยม และเก็บตกสาระต่างๆ ซึ่งแน่นอนต้องมีเรื่อง HR อยู่ด้วย จึงนำมาฝากท่านผู้อ่านเช่นเคย แต่อาจจะเน้นที่สาธารณรัฐเช็กเป็นพิเศษ เพราะไม่มีเนื้อที่พอจะคุยถึงทุกประเทศโดยละเอียด
คณะผู้เดินทางในกลุ่มของผู้เขียนได้ใช้บริการของ สายการบินกาตาร์แอร์เวย์ ซึ่งมีโปรโมชั่นให้แวะพักที่เมืองโดฮาก่อนบินต่อไปแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นการดีเหมือนกันที่จะได้แวะพักโดฮาสัก 1 วัน เพื่อได้ดูบ้านเมืองเขาบ้างว่ามีความเจริญและความพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการเป็นเจ้าภาพ เอเชียนเกมปี 2006 นี้ เมื่อคณะของเราเดินทางไปถึงโดฮา ในตอนรุ่งเช้าก็พบกับสนามบินซึ่งอยู่ในสภาพกำลังก่อสร้างขยายอาคารรับผู้โดยสารอยู่ และสังเกตว่าเครื่องบินยังไม่สามารถจอดเทียบอาคารได้เลย กล่าวคือผู้โดยสารต้องลงบันไดแล้วเดินเข้าตัวอาคารเอง ขณะนั้นมีเครื่องลงหลายลำ แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำหน้าที่อยู่ 5 คน และพอทำๆ อยู่ก็ หยุดทำงาน หายตัวไปเสียเฉยๆ ประมาณ 20 นาที ปล่อยให้ ผู้โดยสารคอยอยู่อย่างนั้นแหละโดยไม่มีคำอธิบาย สรุปแล้วการตรวจคนเข้าเมืองในวันนั้นใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่าๆ ผู้เขียนคิดว่าคงกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวและปรับระบบการทำงาน เพื่อรับนักกีฬาชาติต่างๆ และผู้มาชมเอเชียนเกมในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ หวังว่าถึงเวลานั้นคงมีความพร้อมกว่านี้
เมืองโดฮา นั้นตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลที่สีสวยเหมือนสีเทอร์คอยส์ ขอบอกว่าอากาศดี ไม่ร้อนอย่างที่คิด แม้แดดจะแผดจ้าแต่มีลมพัดตลอดเหมือนอยู่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บ้านเมืองสะอาดมาก ไม่เห็นเศษขยะเลย มีอาคารสูงลิบฟ้าขึ้นมากมาย รูปทรงอาคารทันสมัย เข้าใจว่าคงเพิ่งพัฒนาประเทศเมื่อไม่นานมานี้ โรงแรมที่ทางกาตาร์แอร์เวย์จัดให้เราพักนั้นอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก ห้องหับหรูหรามาก เตียงใหญ่ ห้องน้ำหินอ่อน อาหารก็อร่อย บริการของพนักงานโดยทั่วไปดี มารยาท เรียบร้อย พูดภาษาอังกฤษในเกณฑ์ใช้ได้ แต่พอสอบถามดูปรากฏว่าไม่ใช่คนพื้นเมือง โดยมากเป็นชาวปากีสถานบ้าง อินเดียก็มี สังเกตดูแล้วแรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ส่วนงานในหน่วยราชการนั้นแน่นอนเป็นคนพื้นเมือง
ผู้เขียนใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในโดฮา จับรถแท็กซี่เข้าไปชมบ้านเมืองและศูนย์ช็อปปิ้งของโดฮาที่เรียกว่า “City Center” คนที่นี่ขับรถเร็วมากๆ ในศูนย์ช็อปปิ้งก็มีร้านแบรนด์ดังๆ เหมือนห้างที่เมืองไทย แต่ห้างสรรพสินค้าของไทยใหญ่กว่าหลายเท่า ที่นี่มี Tesco Lotus ด้วย ซึ่งผู้เขียนก็ได้เข้าไปชมสินค้าของเขา ยอมรับว่าสินค้าที่นี่มีหลากหลายมากกว่าที่เมืองไทย และแผนกอาหารและเบเกอรี่ก็มีอาหารและขนม หน้าตาน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง เช่น บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก เค้กหน้าต่างๆ ตกแต่งสวยงามมาก
อย่างไรก็ตาม มีคนเข้าไปช็อปปิ้งบางตา โดยทั่วไปแล้ว โดฮา ยังเป็นเมืองเงียบๆ ไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไร ทั่วเมืองนั้นจะติดสัญลักษณ์ “แพะ” ซึ่งเป็น Mascot ของเอเชียนเกมปีนี้เต็มไปหมด รู้สึกว่าการได้เป็นเจ้าภาพจัดเอเชียนเกมนี้ถือเป็นงานใหญ่ของประเทศทีเดียว โดยส่วนตัวผู้เขียนขอเอาใจช่วยกาตาร์ให้จัดงานได้สำเร็จ สิ่งที่ผู้เขียนเป็นกังวลคือเรื่องแรงงานหรือบุคลากรที่จะทำงาน เพราะกาตาร์เป็นประเทศเล็กๆ แม้จะ ร่ำรวยเพราะน้ำมัน แต่ในเรื่องของจำนวนบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์ในการจัดการนั้น ยังเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่ และนี่ก็คือ 8 ชั่วโมงที่อยู่ที่โดฮา
จากโดฮาเราก็บินเข้าแฟรงก์เฟิร์ตในตอนเช้าตรู่ อากาศเย็นต่ำกว่า 10oC ทุกคนจึงรีบคว้าเสื้อหนาวมาสวมใส่ แล้วนั่ง รถโค้ชจากแฟรงก์เฟิร์ตเข้าสาธารณรัฐเช็กโดยทันที ไม่มีการ เสียเวลา ระหว่างทางได้ผ่านเมืองวืซบวร์กที่มีแม่น้ำไมน์ไหลผ่าน วิวของเยอรมนีในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิสวยงามมาก บนเขายังมี หิมะขาวโพลนปกคลุม ในขณะเดียวกันดอกไม้ก็เริ่มผลิดอก ให้สีสัน บรรยากาศโรแมนติกมาก เผลอแป๊บเดียวก็เข้าเขตสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็นประเทศเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นพันปี ผู้เขียนมีความสนใจในสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเมื่อก่อนชื่อว่าประเทศเช็กโกสโลวะเกียเป็นพิเศษ เพราะเคยมีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์อยู่หลายทศวรรษ (ระหว่าง ค.ศ.1948-1989)
เมื่อเปรียบเทียบเช็กกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยุโรปตะวันออกที่เคยมีการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ เช่น บัลแกเรีย ฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย และแอลเบเนียแล้ว เช็กดูจะมีความเจริญทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่น เช็กได้ผลิตรถยนต์มียี่ห้อรู้จักกันไปทั่วโลก ตั้งแต่ราวปี ค.ศ.1920 คือรถ สโกด้า (Skoda) ชาวเช็กส่วนใหญ่มีเชื้อสายเช็กถึง 90% นอกนั้นเป็นเชื้อชาติโมราเวียน สโลวัค โรมา โปลิช และเยอรมัน พื้นฐานการศึกษาของชาวเช็กอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยมีอัตราผู้รู้หนังสือถึง 99.8% และมีรายได้ของประชากรต่อหัวปีละประมาณ 440,000 บาท (ตัวเลขปี พ.ศ.2547) จำนวนประชากรทั่วประเทศมีประมาณ 10.2 ล้านคน โดยทำงานในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้างและการค้าธุรกิจ ประมาณ 55% ทำงานกับภาครัฐฯ และภาคบริการอื่นๆ 41% และทำการเกษตร 4.7% เท่านั้น
จากตัวเลขนี้ทำให้เราพอมองออกว่าเช็กนั้นเป็นประเทศ อุตสาหกรรม และเน้นอุตสาหกรรมหนักเสียด้วย คือ รถยนต์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ เหล็ก เหล็กกล้า ซีเมนต์ แผ่นกระจก ฯลฯ การที่ปกครองอยู่ในระบอบคอมมิวนิสต์มานาน ทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจการค้าของเช็กเป็นไปค่อนข้างช้า เนื่องจากยังติดอยู่กับระบบราชการ (Bureaucratic System) อยู่มาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ถูกล้มเลิกในปี 1989 โดยแรงต่อต้านของชาวเช็กผู้รักประชาธิปไตย รัฐบาลเช็กก็พยายามเร่งรัดพัฒนาประเทศในทุกวิถีทาง โดยมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับนานาประเทศ และเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2004 ที่ผ่านมานี้เอง อย่างไรก็ตามสภาพเศรษฐกิจการค้าของเช็กยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะใช้เงินยูโร เช็กจึงยังใช้เงินสกุลคราวน์ของตนเองอยู่ โดย 1 คราวน์เท่ากับประมาณ 2 บาทไทย การที่สกุลเงินของเช็กยังไม่แข็งพอเปลี่ยนเป็นยูโรนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเรามีความพอใจมาก เพราะข้าวของยังไม่แพงจนจับลงแต่ซื้อไม่ลงเหมือนสินค้าในหลายประเทศที่ใช้เงินยูโร
ไปเช็กจะช็อปปิ้งอะไรกันหรือ? แม้เช็กจะไม่มีชื่อเรื่องคริสตัลกระหึ่มเท่าออสเตรีย เจ้าของแบรนด์ Swarovski แต่เครื่องแก้วเจียระไน โคมไฟระย้า (Chadelier) ฝีมือช่างเจียระไนแก้วและคริสตัลในย่าน Bohemia ของเช็กนั้นก็ถือว่าเป็นเลิศ คนในคณะของเรารวมทั้งผู้เขียนได้เสียเงินกันโดย ถ้วนหน้า เมื่อเราไปชมส่วนที่เป็นเมืองเก่าของกรุงปรากซึ่งเป็นเมืองหลวงของเช็ก ในส่วนเมืองเก่าของปรากนี้เป็นที่ตั้งของ วังเก่าและโบสถ์วิหารที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมในยุคศตวรรษที่ 14 โดยองค์การยูเนสโกได้จดทะเบียนส่วนสวยงามทั้งหมดนี้เป็นมรดกโลก ในย่านเมืองเก่ามีตลาดนัดขายของ พื้นเมืองมากมาย ซึ่งโดยมากเป็นเครื่องแก้ว
นอกจากสินค้าพวกเครื่องแก้วแล้ว ผู้เขียนก็ได้สอดส่ายสายตามองดูว่าชาวบ้านร้านช่องเขารับประทานอะไรกันบ้างอันถือเป็นอาหารพื้นเมือง และแล้วก็ได้พบเจอกับ Hot Wine ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำจากอะไร เดาว่าน่าจะเป็น น้ำผลไม้หมักใส่ส่วนผสมบางอย่างที่อาจเป็นเครื่องเทศแล้ว นำไปต้มให้ร้อน อากาศหนาวๆ ดื่มแล้วอุ่นดี รสชาติหวานนิดๆ อมเปรี้ยวหน่อยๆ มีกลิ่นเครื่องเทศผสม แต่ไม่รู้สึกว่ามีกลิ่นหรือรสของแอลกอฮอล์ ทำให้ไม่เหมือนว่ากำลังดื่มไวน์อยู่ ใครมีความรู้เรื่อง Hot Wine ช่วยเขียนมาเล่าให้ผู้เขียนทราบด้วยนะคะ
แม้สภาพบ้านเมืองของกรุงปรากจะเป็นเมืองที่มีอาคาร หน้าตาค่อนข้างโบราณ เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันมีนายทุนและบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมาลงทุนมากมาย รัฐบาลเช็กส่งเสริมให้ประชาชนเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งส่งผลให้เช็กพร้อมที่จะเข้าสู่เวทีนานาชาติ ผู้เขียนสังเกตว่าชาวเช็กเจ้าของร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตามการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนาของประเทศยังเป็นประเด็นปัญหาของเช็กอยู่ เนื่องจากผู้คนยังคงติดอยู่กับวัฒนธรรมการทำงานแบบดั้งเดิมภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์
เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานของบริษัท Deloitte ใน สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งทำการวิจัยเรื่องการบริหาร HR ในประเทศออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี โปแลนด์ สโลวะเกีย และ สโลเวเนีย บ่งชี้ว่าการบริหาร HR ในประเทศเหล่านี้เริ่มมี วิวัฒนาการที่สะท้อนถึงการบริหาร HR ของประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่ทันสมัยกว่า (เพราะไม่เคยอยู่ใต้ระบอบคอมมิวนิสต์)
รายงานของ Deloitte กล่าวว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทที่ได้รับการสำรวจใน 6 ประเทศเหล่านี้ มีฝ่าย HR ที่เริ่มทำตัวเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ (Strategic Partner) มากขึ้นกว่าการทำงานที่เน้นงานบริหาร (Administrative Work) ทั้งนี้วิธีการทำงานของฝ่าย HR ในประเทศเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปโดยพยายามสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายธุรกิจมากขึ้น ด้วยการพัฒนาระบบการสรรหาคัดเลือก การเรียนรู้และพัฒนาพนักงาน การทำ Talent Management และการปรับปรุงระบบ ผลตอบแทนและการจูงใจ
ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนางาน HR ในทิศทางเดียวกับองค์กรชั้นนำทั่วโลก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะบรรดาบริษัทชั้นนำต่างชาติที่เข้าไปดำเนินธุรกิจในเช็กก็ได้นำระบบบริหารจัดการของตนเองไปใช้ในการบริหารชาวเช็กด้วย อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในระบบ HR นั้นยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร โดยในออสเตรียมีเพียง 47% ขององค์กรที่ถูกสำรวจที่มีระบบ IT ใช้กับงาน HR อย่างสมบูรณ์ ในโปแลนด์มี 63% และประเทศอื่นๆ ที่เหลือเพียง 25% เท่านั้น และนี่ก็คือสถานการณ์ล่าสุดของงานบริหาร HR ในเหล่าประเทศทางตะวันออกของภูมิภาคยุโรปค่ะ
สำหรับผู้เขียนแล้ว การเดินทางครั้งนี้ก็นำกำไร (ความรู้) ติดตัวมาด้วยเช่นเคย พร้อมน้ำหนักที่มากขึ้น เพราะไปชิม ช็อกโกแลตที่เวียนนาเพลินไปหน่อย ขอตัวไปรีดน้ำหนัก ออกก่อนนะคะ! m
หากท่านมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม กรุณาติดต่อที่ : siriyupa.hrvariety@sasin.edu
ข้อมูลและประสานงาน : คุณอารีย์ พงษ์ไชยโสภณ

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *