How to…CSR ฉบับ "มีชัย วีระไวทยะ" ช่วยสังคมอย่างไรจึงจะยั่งยืน !!

How to…CSR ฉบับ “มีชัย วีระไวทยะ” ช่วยสังคมอย่างไรจึงจะยั่งยืน !!
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3702 (2902)
เมื่อ CSR หรือ corporate social responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงธุรกิจ เกิดความตื่นตัวเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ แต่เมื่อเอาเข้าจริง คำถามหนึ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือ การรับผิดชอบต่อสังคม ตามแนวคิด CSR นั้น เมื่อองค์กรธุรกิจสนใจจะทำจริงๆ แล้ว จะต้องทำอะไรและทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือสังคมไปสู่ความยั่งยืน
ในบทบาทประธานสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน “มีชัย วีระไวทยะ” มีคำตอบที่ว่านี้ !!
“ขณะนี้มีคนส่งเสริมเรื่อง CSR ว่าควรทำ อันนี้ผมเห็นด้วย แต่มีน้อยหน่วยงานที่จะสามารถแนะนำได้ว่า จะทำอะไร ? และจะทำอย่างไร ?”
โดยเฉพาะความถนัดในการ CSR ในด้านปัจจัยภายนอกคือการให้ความช่วยเหลือชุมชน
“จริงๆ แล้ว CSR ทำได้หลายอย่าง อย่างให้ทุนการศึกษา ช่วยงานสังคม อันนี้ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่ผมถามว่าถ้าจะช่วยให้เกิดความยั่งยืนและช่วยในจุดหนึ่ง จะช่วยจุดไหน นั่นคือ ต้องช่วยให้คนมีรายได้เกิดขึ้น และรายได้นั่นแหละที่จะทำให้เขาสามารถไปซื้อบริการทางการแพทย์ที่ดี บริการทางการศึกษา และสามารถใช้รายได้ในการป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบ ดังนั้นหัวใจคือรายได้ เพราะการศึกษาดีแต่ยังจนก็มีอยู่ สุขภาพดีแต่ยังจนก็มี”
ในความเห็นของเขา มีเส้นทางเดียวที่จะทำให้คนจนหลุดพ้นความยากจนนั่นคือเส้นทางธุรกิจ !!
และเป็นทฤษฎีการให้ความช่วยเหลือที่ผ่านกาลเวลาแห่งการพิสูจน์มาอย่างยาวนานกว่า 18 ปีที่สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ทำ แล้วแก้ไขปรับปรุงก่อนจะมาเป็นสูตรสำเร็จของการแก้ไขปัญหาความยากจนซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งในสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “การแปรสภาพการขจัดความยากจน” หรือ The privatization of poverty reduction ซึ่งเป็นการลดความยากจนโดยการทำผ่าน CSR ซึ่งมีองค์กรธุรกิจเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน
“ความพยายามในอดีตที่จะลดความยากจนของประเทศกำลังพัฒนาน้อยครั้งมากที่จะประสบความสำเร็จ เป็นเช่นนี้เพราะเรามองคนจนในมุมแคบว่าเขาจนและต้องให้บริการสังคมสงเคราะห์กับเขาผ่านระบบราชการ ซึ่งเป็นการใช้หมอที่ผิดและยาที่ผิด ไม่ใช่วิธีการสังคมสงเคราะห์ไม่ถูกต้อง แต่รัฐบาลทำอะไรได้หลายอย่างในด้านให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน แต่รวมกับงานสังคมสงเคราะห์แล้วยังไม่เพียงพอที่จะลดความยากจน เพราะในระยะยาวงานสังคมสงเคราะห์เป็นการสอนให้เขาต้องพึ่งคนอื่น พึ่งการยื่นของให้ แต่ไม่ได้ส่งเสริมความรู้ความสามารถใหม่ๆ การแก้ปัญหาที่ผ่านมาจึงไม่ยั่งยืน”
ดังนั้นหากมองคนจนในอีกด้านหนึ่ง คนจนเป็นนักธุรกิจ เขาปลูกผัก เลี้ยงไก่ เพียงแต่ไม่มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้และแหล่งทุน วิธีการลดความยากจนจึงต้องการความรู้ในเชิงธุรกิจและแหล่งทุน
“เราถึงเชื่อว่านักธุรกิจเป็นหมอที่ถูก และหลักการทางธุรกิจเป็นยาที่ถูกต้อง”
ดังนั้น บทบาทสำคัญขององค์กรธุรกิจก็คือความรู้เชิงธุรกิจและเครือข่ายที่ธุรกิจมี แทนที่จะมองไปที่เงินอย่างเดียว บริษัทขนาดเล็กก็เป็นพี่เลี้ยง 1 หมู่บ้านได้ บริษัทขนาดกลางก็เป็นพี่เลี้ยงได้หลายหมู่บ้าน ขณะที่บริษัทใหญ่ก็ทำได้มากกว่านั้น บริษัทไม่ได้ไปเลี้ยงเขาแบบเด็กกำพร้า แต่ไปเป็นผู้ที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนในลักษณะพันธมิตร ซึ่งจุดนี้สำคัญที่สุด เพราะคนจนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแก้ไข ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา”
จากการทำงานร่วมกับกว่า 250 บริษัท ทำให้ที่ผ่านมา PDA มีหลายโครงการที่พอจะหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง ที่ว่าด้วยการเข้ามาช่วยเหลือสังคมขององค์กรธุรกิจ ที่ทั้งสร้างความยั่งยืนและน่าทึ่ง หลายโครงการ เพียงเปิดโอกาสด้วยแหล่งทุน และองค์ความรู้ก็สามารถพลิกชีวิต และหลุดพ้นความยากจน สู่การเป็นธุรกิจเพื่อส่งออก
“Corporate Community Partnership” เป็นโครงการระหว่างบริษัทกับชุมชน ที่บริษัทเข้าไปช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจ
ตัวอย่างหนึ่งที่หมู่บ้านชะอม ที่มีพื้นเพอาชีพในเรื่องการปลูกข้าวโพด แต่ดูเหมือนว่ารายได้จะไม่มากเพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัว เมื่อบริษัทเข้าไปพบ ไปหาข้อมูลดูรายรับรายจ่าย และเห็นว่าอาชีพนี้ดูจะไม่คุ้มกับการเสียเวลาทำ จึงแนะนำให้ชาวบ้านประกอบอาชีพอื่น แรกทีเดียวชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร เนื่องจากเป็นอาชีพดั้งเดิมมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ บริษัทจึงนำไปศึกษาดูงานยังสถานที่ต่างๆ ได้บทสรุปว่าจะปลูกต้นไม้ขาย โดยมีการวางแผนที่ปลูกต้นไม้ 12 ประเภทที่ขายดีที่สุดในตลาด เพียง 6 เดือนก็สามารถสร้างรายได้ กระทั่งสามารถทำเพื่อส่งออก และวันนี้ชุมชนนี้กลายเป็นวิทยากรที่ไปถ่ายทอดองค์ความรู้ยังที่ต่างๆ บางรายถึงกับสามารถส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศได้
อีกโครงการหนึ่ง ดำเนินการโดยบริษัทบางกอก กลาส ซึ่งเข้าไปสอนให้คนในชุมชนผลิตแปรงซึ่งมีด้ามจับเป็นลวด และปลายทำจากฝ้าย ซึ่งใช้เป็นอุปกรณ์หนึ่งในการขึ้นรูปหลอมขวด วันนี้ไม่เพียงแต่รับซื้อใช้ในกระบวนการผลิตของบริษัท แต่ยังส่งออกไปขายประเทศเยอรมนีและประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นเครือข่ายทางธุรกิจของบริษัทบางกอกกลาส
ยังมีโครงการที่น่าสนใจอย่างการสร้างกองทุนชุมชนผ่านการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งสร้างรายได้เข้ากองทุนจากการปลูกต้นไม้ที่ทั้งพนักงานบริษัทและชาวบ้านช่วยกันปลูก โดยมีค่าจ้าง 20 บาทต่อต้น ปลูก 20,000 ต้นก็มีรายได้ 400,000 บาท โดยนำรายได้ไปเข้ากองทุนของชุมชนและเงินนี้จะมีตัวคูณเพิ่มขึ้น โดยเงินจะอยู่ที่ธนาคารหมู่บ้าน ชาวบ้านสามารถกู้เงินมาทำธุรกิจ โดยคิดดอกเบี้ย 12% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 6% ส่วนต่างที่เหลือจะนำไปเป็นปันผล เพราะทุกครั้งที่ชาวบ้านกู้เงินจะต้องปันเงินกู้มาซื้อหุ้นส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันการปล่อยกู้ยังเน้นไปที่เยาวชนเพื่อสอนให้รู้จักทำธุรกิจ
นายมีชัยเล่าว่ามีโครงการที่ PDA ดำเนินการด้วยเงินช่วยเหลือจากองค์กรธุรกิจ แต่ใช้องค์ความรู้ของเอ็นจีโอ เช่น โครงการน้ำประปาหมู่บ้าน ที่ดำเนินการไปแล้วกว่า 150 จุด และธนาคารโลกถือว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดในโลก ด้วยงบประมาณเพียง 6 แสนบาท ซึ่งต้นทุนถูกได้เพราะชาวบ้านเป็นผู้ให้แรง ในขณะเดียวกันราชการน่าจะทำได้ที่ 1.5-2 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หัวใจของการดำเนินโครงการนี้อยู่ที่ความยั่งยืน เพราะเมื่อมีน้ำก็ต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างเดียว โดยทุกครัวเรือนจะต้องปลูกผัก ซึ่งเฉลี่ยจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นราว 1,000-4,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่ต้องจ่ายค่าน้ำราว 400 บาทต่อเดือน ในการบริหารจัดการแต่ละเดือนจะมีต้นทุน 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่าในแต่ละเดือนหลังจากหักค่าบำรุงรักษาและชุมชนยังมีเงินเหลือ ซึ่งเงินดังกล่าวจะไปสู่ธนาคารหมู่บ้านซึ่งทำให้มีธุรกิจอื่นเกิดเพิ่มอีก ทั้งยังมีเงินเหลือไปใช้กิจกรรมต่างๆ ในชุมชน
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ทำในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่บริษัทไม่บริจาคเงินแต่ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารให้ ซึ่งอาจจะช้าคือต้องนำเงินไปคืนธนาคารก่อนจะนำมาเป็นกองทุน
“จึงเห็นได้ว่าเงินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด แต่องค์ความรู้และเครือข่ายสำคัญกว่า ถ้าเปรียบชุมชนก็เหมือนรถ เงินก็เหมือนกับน้ำมันเครื่อง แต่ถ้าไม่มีองค์ความรู้คือน้ำมันเบนซิน รถคันนั้นก็วิ่งไม่ได้”
โครงการ “สร้างโอกาสในการกู้เงินในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชน” เป็นโครงการที่บริษัทให้เงินในการสร้างโอกาส ในการกู้เงินให้คนจน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการใช้แรงงานเป็นหลักประกัน ด้วยแนวคิดที่มองว่าสินทรัพย์ของคนจน คือแรงงาน แต่ไม่มีการยอมรับทำให้คนจนไม่มีโอกาสเข้าถึงเงิน ดังนั้นเมื่อโครงการยอมรับแรงงานเป็นหลักประกัน ทำให้คนจนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน โดยกองทุนจะปล่อยกู้ในวงเงินสูงสุดเท่ากับ 90 วันของแรงงานขั้นต่ำ และหากไม่มีเงินนำมาใช้คืนสามารถคืนด้วยแรงงานของตัวเองและเพื่อนโดยคำนวณจากแรงงานขั้นต่ำต่อวัน ทำให้ท้ายที่สุดการปล่อยกู้นี้ไม่เกิดความเสียหาย
“ทำอย่างนี้จะเกิดความยั่งยืน ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วเอาเงินไปแจก ผมมีความเชื่อว่านักธุรกิจเขาสร้างตัวขึ้นมามีกำไรขยายธุรกิจได้ เขาก็อยากเห็นเงินของเขามีตัวคูณมากขึ้น และชาวบ้านลดความยากจนลงจริงๆ เพราะฉะนั้นองค์กรธุรกิจที่อยากมี CSR ที่ยั่งยืนกับชาวบ้านเรายินดีช่วย แต่พยายามที่จะให้องค์กรเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากที่สุด”
“มีคนบอกว่าการช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่แค่เอาปลาไปแจกเขา แต่ต้องสอนเขาให้จับปลา แต่ผมบอกต้องมากกว่านั้น เราต้องสอนให้เขาเพาะปลาเป็นด้วย”
สิ่งที่เขาทิ้งท้ายน่าจะเป็นบทสรุปได้ดีว่าที่สุดแล้ว…การช่วยเหลือสังคมไปสู่ความยั่งยืน บทบาทขององค์กรธุรกิจมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หน้า 56

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *