Health Insurance : นวัตกรรมระบบหลักประกันสุขภาพ กับ บัตรสมาร์ทการ์ดคนไทย

Health Insurance : นวัตกรรมระบบหลักประกันสุขภาพ กับ บัตรสมาร์ทการ์ดคนไทย

ในสมัยก่อนที่จะเริ่มมีบัตรสมาร์ทการ์ด หรือบ้างเรียกว่า บัตรอัจฉริยะ (Smartcard) อันเนื่องมาจากบัตรนี้สามารถบรรจุข้อมูลลงไปได้มากกว่าข้อความที่แสดงบนหน้าบัตรมากมาย และยิ่งเวลาผ่านไปบัตรอัจริยะก็มีการพัฒนาให้สามารถลบและเขียนใหม่ได้พร้อมกับความจุที่มากขึ้นไปด้วย ซึ่งมีความสามารถมากพอที่จะทำให้เกิด Campaign จากทางกระทรวงมหาดไทยว่า “One People One Smartcard” หรือ คนไทยใช้บัตรเดียว ก็ว่าได้

ปัจจุบันบัตรสมาร์ทการ์ดคนไทยมีการพัฒนาออกมาแล้ว 2 รุ่น โดยรุ่นแรกบัตรยังมีขีดความสามารถจำกัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความจุหรือการแก้ไขข้อมูลก็ตาม แต่ในรุ่นที่ 2 นี้ได้มีการพัฒนาขึ้นสามารถเขียนข้อมูลทับลงไปใหม่ได้ รวมถึงความจุเพิ่มขึ้นเป็น 64kb หรือ (ประมาณ 65,536 ตัวอักษร) ทำให้ความหวังเรื่องคนไทยใช้บัตรเดียวเป็นจริงมากขึ้น และในอนาคตไม่ไกลมากนักคนไทยทุกคนก็จะได้ใช้บัตรสมาร์ทการ์ดแน่นอน ซึ่งสิงที่เห็นได้คือ “บัตรเด็ก” (อายุ 7 ปีขึ้นไป) ก็สามารถมีบัตรประชาชนได้แล้ว และก็มีแนวโน้มเรื่องการจัดทำบัตรประชาชนตั้งแต่แรกคลอดด้วย (ซึ่งจริงๆแล้วเด็กทุกคนที่เกิดและมีสัญชาติไทย หากแจ้งเกิดตามกฎหมายก็จะได้หมายเลขประจำตัวประชาชน เพียงแต่ยังไม่มีบัตรครับ)

เรื่องของบัตรเด็กคงมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพราะบ้างคงคิดว่าเด็กจะนำบัตรไปใช้ในเรื่องอะไรได้บ้าง แต่หากมองในมุมของสิทธิประโยชน์แล้ว ประชาชนคนไทยทุกคนตั้งแต่เกิด (อายุ 0 ปี) ได้รับสิทธิประโยชน์ตามพรบ.แล้วครับ อย่างน้อยที่สุดคือ “การประกันสุขภาพ” (Health Insurance) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้มีหน่วยงานดูแลในเรื่องของประกันสุขภาพ 3 หน่วยงานใหญ่ คือ

1. สำนักงานประกันสังคม (คุ้มครองสิทธิประกันสุขภาพให้กับพนักงานบริษัทต่างๆ ที่มีรายได้ตามกฎหมาย)
2. กรมบัญชีกลาง (คุ้มครองสิทธิประกันสุขภาพให้กับข้าราชการและผู้ใช้สิทธิร่วม เช่น พ่อ, แม่, ลูก, สามีหรือภรรยา เป็นต้น)
3. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (คุ้มครองสิทธิประกันสุขภาพให้กับ ประชาชนคนไทยที่ยังไม่ได้รับสิทธิประกันสุขภาพจาก 2 กองทุนข้างต้น)

ดังนั้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพด้วยกันทั้งสิ้น และด้วยการที่กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยได้มีการจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดขึ้นมานั้น และเพื่อให้เป็นไปได้ตามสโลแกนที่ตั้งใจไว้ จึงได้มีการประสานกับหน่วยงานต่างๆที่มีการให้สิทธิสวัสดิการกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานทหารผ่านศึก, หน่วยงานที่คุ้มครองสิทธิให้กับคนพิการ, หรือแม้แต่หน่วยงานทีคุ้มครองสิทธิประกันสุขภาพ เป็ฯต้น

ซึ่งหน่วยงานกลุ่มแรกที่เข้าร่วมพันธมิตรกับกรมการปกครองในการนำส่งข้อมูลเพื่อบรรจุลงบัตรสมาร์ทการ์ด เท่าที่ทราบมาคือ

1. หน่วยงานทหารผ่านศึก ได้มีการนำส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับข้าราชการทหารผ่านศึก ซึ่งสามาร์ใช้บัตรสามาร์ทการ์ดทดแทนเทียบเท่ากับบัตรประจำตัวทหารผ่านศึก และยังสามารถปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันได้โดยระบบอีกด้วย

2. หน่วยงานด้านการประกันสุขภาพ โดยสปสช.เป็นหน่วยงานกลางที่รับข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม และกรมบัญชีกลาง รวมข้อมูลผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุนและนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของคนไทยลงบัตรไปด้วย ซึ่งทำให้สิทธิการรับบริการด้านการประกันสุขภาพติดตัวเราไปด้วย ในกรณีทีใช้บริการที่สถานพยาบาลใดทีเกิดปัญหาการเชือมต่อระบบออนไลน์ ก็สามารถเรียกดูสิทธิจากบัตรในการอ้างอิงสิทธิการให้บริการได้ และยังสามารถปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันได้เมื่อระบบมีการเชื่อมต่อออนไลน์ได้อีกด้วย

และล่าสุดหน่วยงานที่กำลังเข้ามาเป็นพันธมิตรกับบัตรอัจฉริยะคนไทยนี้ คือหน่วยงานที่คุ้มครองสิทธิคนพิการ (สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ – พก.) โดยมีความร่วมมือกับสปส. และ สปสช. ในการจัดทำฐานข้อมูลกลางคนพิการและนำส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำไปใช้เพื่อการเบิกกายอุปกรณ์, การให้การรักษาคนพิการที่เกิดจากโรคต่างๆได้ทั่วถึงมากขึ้น, เป็นต้น ซึ่งในอนาคตยังมีแผนความร่วมมือกันในการบูรณาการการให้สิทธิกับคนพิการให้ทั่วถึงมากขึ้นอีกด้วย

และคงไม่หยุดเพียงเท่านี้บัตรสมาร์ทการ์ดคนไทย กับสิทธิของคนไทย จะได้รับเท่าเทียม ทั่วถึง และถ้วนหน้า หรือไม่ ก็ต้องรอดูนโยบายของรัฐบาล ผู้บริหารในแต่ละหน่วยงาน จะมีความร่วมมือกันมากขึ้น หรือมีการสนับสนุนเพื่อพัฒนามากขึ้นหรือไม่

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *