GRAMMY คืนบัลลังก์ 'ผู้นำ'

GRAMMY คืนบัลลังก์ ‘ผู้นำ’

โดย บิสิเนสไทย [30-11-2007]

หลังเพลี่ยงพล้ำให้ ‘อาร์เอส’ นานกว่า 2 ปี ตัวเลข ‘กำไร’ ที่เคยถดถอย ของ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” เริ่มทำแต้มดีขึ้น ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา การผ่าตัดครั้งใหญ่ของชายผมสีขาวดอกเลา ‘ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม’ คงไม่อยากกินน้ำใต้ศอกของ “อาร์เอส” อีกต่อไป
บทเรียนที่สอนให้ “ไพบูลย์” กล้าเปลี่ยน “แกรมมี่” ไปสู่โลกดิจิทัล เหมือนกับที่ “เฮียฮ้อ” นายใหญ่ อาร์เอส เคยออกมาบอกว่า ‘ถ้าไม่เปลี่ยน เราก็ตาย’ คือ ตำราชีวิตสำคัญอีกบทหนึ่งที่ไพบูลย์ เลือกเดินบนสายเดียวกัน

และนี่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อ ‘แกรมมี่’ ปรับเปลี่ยนแนวบริหารจัดการมาสู่โลกดิจิทัล จะยืนหยัดบนตำแหน่งผู้นำเหมือนเดิมได้หรือไม่

ในสภาพ “ช้างติดหล่ม” เพราะผลประกอบการที่เคย “รุ่งเรือง” ในอดีตกลับสู่ “ภาวะอิ่มตัว” และ “ถดถอย” อย่างน่าใจหาย ตอกย้ำความ “พ่ายแพ้” ต่อ “เทคโนโลยี” และ “พฤติกรรมผู้บริโภค” ที่หันมาเสพเพลงผ่านระบบ “ดิจิทัล” MP3 และ MP4 จากเดิมที่นิยมซื้อเทป – ซีดี มาฟังได้อย่างลงตัว ส่งผลให้จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ต้องพลาดท่า อย่างช่วยไม่ได้

ธุรกิจวงการเพลง ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่าน ‘เทคโนโลยี’ อาร์เอส โปรโมชัน กล้าปรับตัว และยอมขาดทุนในช่วงแรก และถือเป็นช่วงเก็บเกี่ยวธุรกิจแล้ว

ขณะที่ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ปรับตัวช้ากว่า ทำให้ผลประกอบช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โตแบบถดถอย และนำมาสู่การผ่าตัดครั้งใหญ่ เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้เอง

ว่ากันว่าปัจจัยที่บั่นทอน “กำไรสุทธิ” ของ “แกรมมี่” มาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ที่หันมาเสพเพลงผ่านระบบ “ดิจิทัล” จากเดิมที่นิยมซื้อเทปและซีดีมาฟัง ขณะที่ผู้บริโภคบางรายนิยมอุดหนุนเทปผีซีดีเถื่อน จนทำให้ “รายได้หลัก” ที่พร้อมจะกลั่นออกมาเป็น “กำไรสุทธิ” ขององค์กรแห่งนี้เข้าสู่ “ภาวะถดถอย” อย่างเต็มตัว

“นักการตลาดรายหนึ่ง” บอกว่า การเปลี่ยนถ่าย “เทคโนโลยี” ในธุรกิจเพลง ภายใต้กระแส “โลกาภิวัฒน์” ที่ขับเคลื่อนด้วย “เงินทุน” มิใช่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยหรือกับผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับเวทีโลก

“ธุรกิจเพลงเป็นธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก อยู่ที่ว่าใครเข้าใจสภาพแวดล้อมของธุรกิจแล้วนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาต่อยอดกับเกมรุกของบริษัทได้เร็ว คนนั้นก็เป็นผู้ชนะ” นักการตลาด กล่าว

คำวิเคระห์ดังกล่าวอาจใช้ได้ดีกับ “อาร์เอส” คู่ปรับตลอดกาลของ “แกรมมี่” ที่ปัจจุบันมี “เฮียฮ้อ – สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” นั่งบริหารในตำแหน่ง “บอสใหญ่”

แต่สำหรับ “แกรมมี่” คำวิเคราะห์ดังกล่าวคงใช้ไม่ได้ !!!

นั่นเพราะ….”แกรมมี่” ใช้เวลาส่วนใหญ่ครุ่นคิดที่จะสร้างแต้มต่อผ่านธุรกิจใหม่ที่คาดว่าจะ “ทำเงิน” ให้กับองค์กรแห่งนี้ อาทิ ธุรกิจสร้างภาพยนตร์ , อีเวนท์ , ร้านหนังสือ ,ฟิตเนส หรือแม้แต่การทำสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะ “อากู๋” มองว่า นี่คือหนทางที่จะทำให้อาณาจักรแห่งนี้ครองความเป็น “ผู้นำ” ในธุรกิจ “มีเดีย” จนลืมไปว่าวันนี้ “ธุรกิจเพลง” คือ Core Business สำคัญของแกรมมี่

ผิดกับ “อาร์เอส” ที่ เฮียฮ้อ บอสใหญ่ อาศัยช่วงจังหวะการเปลี่ยนถ่ายของ “เทคโนโลยี” และ “ผู้บริโภค” ประกาศยกเครื่ององค์กรใหม่ พร้อมกับปรับแนวคิด ปูพื้นฐานและเปลี่ยนมุมมองของคนทั้งองค์กร ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้มองทุกอย่างเป็น “คอนเทนต์” เพิ่มรายได้ส่วนเทคโนโลยี การดาวน์โหลด ริงโทน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการเพิ่มสปีดการทำงาน ที่ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค เป็นตัวกำหนดแผนการรุกตลาด

เพราะ “เฮียฮ้อ” มองว่า รายได้ในอนาคตที่มาจากการขายเทป และซีดีคงจะไม่รุ่งเรืองเหมือนเดิม การนำศิลปินที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นคอนเทนต์ที่เลียนแบบกันไม่ได้ ไปบริหารเพื่อสร้างรายได้ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะในรูปของดิจิตอลคอนเทนต์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนมากกว่าการออกเทปเป็นม้วนๆหลายเท่าตัว แต่มีแนวโน้มสร้างรายได้ดีกว่า

นี่คือสิ่งที่ “อาร์เอส” ปรับตัวได้เร็วกว่า “แกรมมี่” อาณาจักรสร้างความมั่งคั่งให้กับ “อากู๋”

อย่างไรก็ตาม บนรอยต่อที่เกิดขึ้น “แกรมมี่” ใช้เวลาตั้งหลักในการวางเกมรุกอยู่นานหลายดือน หลังจาก “อาร์เอส” เดินเกมรุกสร้างความเหนือชั้นให้กับองค์กรไปก่อนหน้านี้ ก่อนจะได้ฤกษ์ออกมาประกาศแนวทางธุรกิจที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางหรือ Customer Centric กำหนดแต่ละเซ็กเมนต์อายุผู้บริโภคเพลงและนำ Product ที่เป็นคอนเท็นต์มาทำการตลาดแบบ Customize เพิ่มช่องทางรายได้ดิจิตอล มือถือ ดาวน์โหลด เพื่ออุดรูรั่วเดิมที่เม็ดเงินหายไป พร้อมจับมือกับพันธมิตรที่เป็นค่ายเทเลคอมใกล้ชิดขึ้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การปั้ม “รายได้” และ “ผลกำไร” ที่พร้อมจะสะท้อนไปยังราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

“เราจะก้าวสู่ยุคดิจิตอลมากขึ้น” นั่นคือประกาศอย่างหาญกล้าของชายผมสีขาวดอกเลา ‘ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม’ ประธานกรรมการบริหาร จีเอ็มเอ็ม แกรรมมี่

ตามโรดแมพที่เพื่อให้องค์กรแห่งนี้ก้าวสู่ยุคดิจิตอลมากขึ้น ไพบูลย์ บอกว่า แกรมมี่ในมาดใหม่ จะมาในรูปแบบทั้งการจัดเก็บค่าสมาชิกเว็บไซต์ ดาวโหลดเพลงทางอินเทอร์เน็ตระบบไอคีย์ ผ่านมือถือ ไอพอด พีซี ซึ่งจะมาช่วยเสริมรายได้ ซีดี วีซีดี ที่เคยหายไป จากการละเมิดลิขสิทธิ์

ส่วนรูปแบบการขายนั้น เขาย้ำว่า จะมีหลากหลายมากขึ้น เช่น การดาวน์โหลดเพลงที่เพิ่งออกใหม่ ทั้งแบบเพลงเดียวหรือเต็มอัลบั้ม

ไม่เพียงเท่านั้น นายไพบูลย์ ยังย้ำว่า ด่านแรกที่ “แกรมมี่” ต้องทำเพื่อสร้างเกมรุกให้โดดเด่นคือ CRM ผ่าน G-Member เว็บไซต์สมาชิกเจาะ Consumer Insight Depthที่สามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้ได้ ทำให้รู้ถึงพฤติกรรมความชอบของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร และจะพัฒนาให้ G-Member เป็นบรอดคาสติ้งเว็บไซต์อินเทอร์เน็ตในการทำตลาดต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการเตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด

การปรับธุรกิจมาเป็นไลฟ์สไตล์ มาร์เก็ตติ้งครั้งนี้จึงเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง( Customer Centric) นำโปรดักส์มาทำตลาดจะต้องเฉพาะกลุ่ม (Mass Customaize ) หรือ Tailor-Made มากขึ้น การใช้งบผ่านสื่อจะไม่เหวี่ยงแห โดยออกแบบและเพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้าตามไลฟ์สไตล์

เกมรุกดังกล่าวทำให้ผู้นำองค์กรแห่งนี้ กล้าที่จะ “ฟันธง” ถึงรายได้ปี 2550 ของ “แกรมมี่” ว่าจะอยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท และตั้งเป้าที่จะผลักดันให้แกรมมี่ กลับมาเติบโตทั้งในเรื่องรายได้และกำไรสุทธิอีกครั้งในปี 2551 หลังได้ปรับตำแหน่งให้แกรมมี่ เข้าสู่ยุคดิจิตอลนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา

จากข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์ฯ บ่งชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2548 กำไรสุทธิของบริษัทหล่นหายไปจนน่าตกใจ จากปี 2547 ที่ “แกรมมี่” เคยทำกำไรได้มากถึง 700.20 ล้านบาท จากรายได้ 6,671.44 ล้านบาท ลดลงเหลือกำไรเพียง 203.51 ล้านบาท จากรายได้ 6,313.28 ล้านบาท ในปี 2548 และปี 2549 กำไรลดลงเหลือ 171.70 ล้านบาท จากรายได้ 4,734.05 ล้านบาท

พร้อมกับราคาหุ้น GRAMMY ที่ร่วงติดดินไปกับผลงานที่อ่อนค่าลงระดับราคา 3 บาท หลังจากเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2549 หุ้น GRAMMY เคยขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดที่ระดับ 17.40 บาท สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นมานักต่อนัก

“นายไพบูลย์” บอกว่า ธุรกิจเพลงจะเป็นตัวหลักสร้างรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการบริหารอัลบั้มใหม่ต่อปีกว่า 200 อัลบั้ม คลังเพลงกว่า 17,000 เพลง และศิลปินกว่า 270 คน มาทำการตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Utilize) ซึ่งเป็นจุดความแข็งแรงของแกรมมี่ที่มีคอนเท็นต์และทาเลนต์ทั้งคุณภาพและปริมาณนี้จะกลายเป็นข้อ ได้เปรียบที่ไม่มีคู่แข่ง

“นักวิเคราะห์” มองว่า แผนกลับมายิ่งใหญ่ของ “แกรมมี่” ภายใต้การคุมเกมของ “อากู๋” น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคำประกาศว่า “จะนำแกรมมี่ก้าวสู่ยุคดิจิตอลมากขึ้น” และการฟันธงถึงรายได้ปี 2550 ของ “แกรมมี่” ว่าจะอยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท เมื่อรวมกับการแสวงหา “กำไร” จากธุรกิจเพลงที่องค์กรแห่งนี้จะเน้นใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยศิลปิน หรือนักแสดงในสังกัด 1 คน ต้องสามารถสร้างรายได้ให้ได้มากที่สุด

ไม่เพียงเท่านั้น ผลประกอบการในรอบต่าง ๆ ที่ “แกรมมี่” ประกาศผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็น่าจับตาไม่แพ้กัน ซึ่งล่าสุดไตรมาส 3 ปี 2550 “แกรมมี่” สามารถเก็บเกี่ยวกำไรไปได้ 140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการทำธุรกิจ

โดยผลกำไรที่ดีขึ้น “นายไพบูลย์” บอกว่า เกิดขึ้นจากการดำเนินกลยุทธ์ Customer Centric อย่างจริงจังต่อเนื่อง คือการทำงานโดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นหลัก และการมีคอนเทนต์และทาเลนต์ที่แข็งแกร่ง สำหรับธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นใน ไตรมาสสาม คือธุรกิจเพลง โดยเฉพาะโชว์บิซเติบโตถึง 52% ซึ่งเกิดจากการสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของกลุ่มเป้าหมาย ส่วนธุรกิจมีเดีย จีเอ็มเอ็ม ทีวี ซึ่งเน้นกลุ่มเจนเนอเรชัน Y เติบโตโดดเด่นถึง 28%

“รักพงศ์ ไชยศุภรากุล” นักวิเคราะห์ จากบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่า ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้นตามแนวโน้มกำไรที่ดีในไตรมาส 4 ปี 2550 กล่าวคือ 1.การฟื้นตัวต่อเนื่องในธุรกิจดนตรีจากอัลบัมที่ประสบความสำเร็จของ ธงชัย แมคอิไตย์ และนักร้องที่ได้รับความนิยมอื่น ๆ ธุรกิจคอนเสิร์ตจะคงไปได้ดีในช่วงปลายปี และอัตราการใช้งานที่สูงสำหรับรายการโทรทัศน์ควรจะผลักดันรายรับต่อเนื่อง

นอกจากนี้แนวโน้มกำไรที่ดีจาก GMM Media ซึ่งเป็นบริษัทที่แกรมมี่ถือหุ้นใหญ่จากงานเฉลิมพระชนม์พรรษา 80 พรรษาและงาน SEA Games ควรจะช่วยบริษัทฯ สามารถรักษาอัตราการขยายตัวที่ดี

ไม่เพียงเท่านั้น การใช้จ่ายในช่วงเลือกตั้ง ปัจจัยด้านฤดูกาลอื่น ๆ และการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจภายในประเทศควรช่วยธุรกิจวิทยุให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้นและทำให้กำไรโดยรวมดีในไตรมาส 4 ปี 2550

“เราปรับเพิ่มรายรับอีก 4.5% และ 4.6% ในปี 2550 และ 2551 และปรับกำไรเพิ่มอีก 28% ในปี 2550 และ 24% ในปี 2551 เพื่อสะท้อนแนวโน้มที่ดีในไตรมาส 4 ปี 50 ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโดยรวม

อย่างไรก็ดี ในระยะยาวไม่มั่นใจว่าการฟื้นตัวจะต่อเนื่องในระยะยาว การพิจารณาถึงผลประกอบการและกำไรของบริษัทฯ ชี้ให้เห็นว่ากำไรมีความผันผวนสูงตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งในช่วง 7 ปีที่เราทำการศึกษา กำไรสุทธิของบริษัทฯ พบว่า บางปีอาจสูงถึง 700 ล้านบาทหรืออาจต่ำเพียง 204 ล้านบาท กำไรที่แตกต่างกันมากดังกล่าวทำให้ไม่มั่นใจว่าแนวโน้มของกำไรจะต่อเนื่องในระยะยาว

ยิ่งกว่านั้น บริษัทฯ ยังยอมรับอีกว่าในปีหน้าจะเป็นปีที่มีการแข่งขันสูงสำหรับผู้ผลิตรายการโดยเฉพาะโทรทัศน์ บริษัทฯ ระบุว่าการแปลง TITV ให้เป็นสถานนีสาธารณะจะทำให้เวลาในการออกอากาศมีน้อยลง และทำให้การแข่งขันในด้านรายการมีเพิ่มขึ้น รายการที่ไม่ได้รับความนิยมจะถูกถอดออกจากผังอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ผลิตรายการอย่าง Grammy และ GMM Media ทำงานได้ลำบาก

“เราเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการสถานนีโทรทัศน์ได้ประโยชน์มากขึ้น และเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เราคิดว่าสถานนีโทรทัศน์จะปลอดภัยกว่าในระยะยาว”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *