Good to be Great บริหารองค์กรโตแบบยั่งยืน (1)

Good to be Great บริหารองค์กรโตแบบยั่งยืน (1)

์ไฮไลต์จากการสัมมนาสุดยอดการตลาด Business Excellence 2006 ใน หัวข้อ “Good to be Great : กระแสโลกาภิวัตน์กับการบริหารจัดการองค์กรสู่ความยั่งยืน” ที่มีประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน), ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริษัท หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) และดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคน ออมเงิน ร่วมแบ่งประสบการณ์เพื่อการนำองค์กรเข้าสู่การเติบโตแบบยั่งยืน โดยมี ดร.กิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์ ผู้บริหารสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ ทำเนียบรัฐบาล เป็นผู้ดำเนินรายการ

ปตท.ตั้งเป้า 10 ปี Great Companyแท้จริง นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน)
ถึงแม้ว่าปตท.จะขึ้นอันดับ 1 ของบริษัทมหาชนในเอเชียด้านรายได้จากการจัดอันดับของ Business Week แล้วก็ตาม แต่ผู้บริหารปตท.มองเป้าหมายการผลักดันบริษัทสู่ Great Company ที่แท้จริงต้องใช้ระยะเวลาพิสูจน์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

โลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโลกของการค้าข้างหน้าไม่มีพรมแดน และต้องแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) ยิ่งผนวกกับความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารจากการเชื่อมโยงทางอินเทอร์เน็ต จึงไม่อาจรอดพ้นสิ่งเหล่านี้ได้ และจำต้องปรับตัวเอง พร้อมรู้จักหาช่องทางกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาทำให้เกิดประโยชน์ ไม่เช่นนั้นอาจจะอยู่ได้อย่างยากลำบาก

“กรณีน้ำมันนับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการเชื่อมโยงของโลกการค้ายุคโลกาภิวัตน์ เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมงในตลาดโลก เหมือนราคาหุ้นในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นเมื่อเกิดการปรับเปลี่ยนกับภูมิภาคหนึ่งย่อมส่งผลกระทบกับภูมิภาคอื่นๆ ด้วย”

แนวทางการบริหารจัดการองค์กรสู่ความยั่งยืน หรือ Good to be Great นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่สามารถสร้างได้ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี เพราะการที่บริษัทหนึ่งจะเปลี่ยนจาก Good Company มาเป็น Great Company ต้องเริ่มจากการมีกลยุทธ์ที่ดี (Good Strategy) ผนวกรวมกับผลการดำเนินงานที่ดีด้วย

จากนั้นขยายอาณาจักรให้เติบใหญ่ จนเป็นที่พิสูจน์ว่าสามารถมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องและยืนอยู่ได้ จึงจะกลายมาเป็น Great Company ในที่สุด
เขายกตัวอย่างเส้นทางการบริหารจัดการองค์กรสู่ความยั่งยืนของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ซึ่งเริ่มตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ หรือประมาณ 27 ปีที่แล้ว จากวิกฤตพลังงาน และเกรงว่าจะมีน้ำมันไม่เพียงพอ จึงได้ตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยขึ้น โดยเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% เพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลให้มีน้ำมันและพลังงานใช้อย่างพอเพียง ในราคาเป็นธรรม
กิจการของปตท.ดำเนินการมาด้วยดีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพัฒนามาเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดี และกลายบริษัทมหาชนเมื่อปี 2544 ส่งผลให้วิสัยทัศน์กระบวนการทำงานเริ่มมีการปรับเปลี่ยน โดยเน้นให้ความสนใจกับลูกค้ามากขึ้น ใส่ใจการทำงานเพื่อให้เข้ามาตรฐาน โดยการนำระบบมาตรฐานสากล ISO ต่างๆ เข้ามาใช้ เพื่อการันตีการทำงานอย่างเป็นระบบและเกิดการยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน

การนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจมีมุมมองที่ต่างกันไป บางบริษัทไม่อยากเข้าตลาดเพราะกลัวว่าต้องเปิดเผยข้อมูล หรือโปร่งใสยิ่งขึ้น การตัดสินใจต่างๆ ต้องแจ้งตลาด ไม่สามารถคุยกันภายในได้ แต่สำหรับของปตท.การเข้าตลาดฯ ถือว่ามีส่วนขับเคลื่อนให้ปตท.ขยับ และเติบโตมาจนถึงวันนี้อย่างรวดเร็ว ในปี 2544ปตท.มียอดขายกว่า 3 แสนล้านบาท และปี 2547ยอดขายกว่า 6 แสนล้านบาท ถ้าดูในแง่ของกำไรสุทธิ ในปี 2544 ปตท.มีกำไร 2 หมื่นกว่าล้านบาท ปี 2547 กำไรกว่า 6 หมื่นล้านบาท ในปีนี้คาดว่ายอดขายจะเติบโตถึง 8-9 แสนล้านบาท ซึ่งกำไรคงเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน

การที่ปตท.มีผลกำไรเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเป็นบริษัทมหาชน ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบและมีความแข็งแกร่ง จนเข้าไปช่วยฟื้นฟูกิจการของบริษัทในเครือซึ่งกำลังประสบปัญหาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทยออยล์ อโรเมติกส์ไทยและไทยโอเลฟินส์ ให้พลิกฟื้นกลับมาอีกครั้ง

สำหรับผลกำไรของปตท.ที่เติบโตสูงสวนทางกับสภาพตลาดปัจจุบันนั้น 40% มาจากธุรกิจน้ำมันในประเทศและขายน้ำมันระหว่างประเทศ ที่เหลือ 30% มาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งธุรกิจก๊าซธรรมชาติไม่ใช่แค่การนำเอาก๊าซไปขายให้กับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า ทว่ากำไรกว่าครึ่งมาจากธุรกิจโรงแยกก๊าซที่บริษัทจำหน่ายแก๊ซหุงต้ม และอีเทน โพรเพน ให้กับโรงงานปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบต้นทาง ที่เหลือจะมาจากขุดเจาะสำรวจ และปิโตรเคมี

ชูบริหารองค์กรแบบกลุ่ม

27 ปีกับการยืนหยัดและมีตัวเลขผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์การเป็น Great Company ของปตท.ได้เป็นอย่างดี แต่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของปตท. กลับถ่อมตัวและบอกไม่มั่นใจเช่นนั้น เพราะการเป็น Great Company ควรให้บุคคลภายนอกตัดสิน
ในแง่สถานะของบริษัท ซึ่งมีเครดิตความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)เป็นตัววัด เขายอมรับว่าปตท.ในวันนี้เทียบเท่ากับประเทศไทย เห็นได้จากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของนิตยสาร Fortune ปตท.อยู่ในลำดับ 373

ขณะที่ในแง่ของรายได้ นิตยสาร Business Week (ฉบับ 24 ต.ค.2005)ได้จัดอันดับบริษัทเอเชีย 50 อันดับจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ ในเอเชีย ให้ปตท.เป็นอันดับหนึ่ง และหากบริษัทฯยังยืนอยู่โดยได้รับการยอมรับอย่างนี้ไปอีก 10 ปี วันนั้นจึงจะสามารถยืนยันได้ว่าปตท.เป็น Great Company
ปัจจุบันปตท.ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการองค์กรแบบกลุ่ม เน้นสร้างพลังร่วมให้ธุรกิจเกิดความเชื่อมโยง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การบริหารจัดการแบบกลุ่มธุรกิจทำให้ บุคลากรที่อยู่ในปตท.ต้องเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเครือข่ายองค์กรทั้งหมด เพราะบริษัทฯกำลังรวมเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามา

แม้กระทั่งงบประมาณก็เป็นงบที่เข้ามารวมเช่นกัน เพื่อเสริมประสิทธิภาพความแข็งแกร่งให้แก่องค์กร
นั่นเพราะเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า ปตท.ต้องการก้าวไปสู่การเป็นบริษัทไทยข้ามชาติ (Thai Premium Multinational Corporation) เพื่อให้ไทยมีศักยภาพเข้มแข็ง

โดยเบื้องต้นสิ้นปีนี้ปตท.คาดว่าจะมียอดขายเกือบ 9 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปีจะต้องเติบโตแบบก้าวกระโดด Double Size ในทุกๆ ด้าน
“ปตท.ยิ่งใหญ่ แล้วใครได้ประโยชน์ วันนี้โครงสร้างปตท.ถือหุ้นโดยรัฐทางตรงและอ้อม 70% ก็ต้องกลับไปที่รัฐบาลแน่ 70% ซึ่งเราก็จ่ายในรูปของ Dividend, คืนเงินปันผล และภาษี แต่ก่อนแปรรูปปีหนึ่งๆ เราจ่ายเงินเข้ารัฐไม่กี่พันล้าน แต่ปีนี้ทางตรงและอ้อมที่ปตท.จะส่งเงินเข้ากระทรวงการคลังนั้นเกือบ 5 หมื่นล้านบาท 5 ปีข้างหน้าเราจะจ่ายเป็นเม็ดเงินถึง 2 แสนกว่าล้านบาท”

เอาไว้ต่อคราวหน้านะครับ

ที่มา : http://www.businessthai.co.th/

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *