First Things First!

First Things First!
( สำคัญกว่า ทำก่อน! )

ชื่อหัวเรื่องในครั้งนี้ ผมหยิบยืมมาจากชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของ Stephen R.Covey (ผู้เขียนหนังสือThe Seven Habits of Highly Effective People ซึ่งเป็นหนังสือที่ขายดีมาก และเป็นหนึ่งในหนังสือที่โด่งดังมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่เก้าสิบ)

เหตุที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเขียน ก็เพราะเมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ไปเป็นวิทยากร ในการปัจฉิมนิเทศน์ แก่นักศึกษาระดับปริญญาโท ภาคปกติ จำนวน 60 คน ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาเป็นมหาบัณฑิต ว่าที่มหาบัณฑิตเหล่านี้ กำลังอยู่ในช่วงระยะเวลาในการทำวิทยานิพนธ์ (สำหรับผู้ที่เลือกแผน ก.) หรือมิฉะนั้นก็กำลังอยู่ในช่วงเตรียมสอบ Comprehension (สำหรับผู้ที่เลือกแผน ข.) คณะรัฐประศาสนศาสตร์เห็นว่าควรที่จะได้เตรียมความพร้อมให้แก่พวกเขา เพื่อออกไปสู่โลกแห่งการทำงานได้อย่างมั่นใจ ได้อย่างมี “ทิศทาง” (Direction) ที่ถูกต้อง ไม่ว่าพวกเขาแต่ละคนจะมี “ที่หมาย” (Destination) ในชีวิตอย่างไรก็ตาม นิด้าให้ความสำคัญกับการปัจฉิมนิเทศนี้ ด้วยการให้เวลาผมถึงสองวันเต็ม ในการทำกิจกรรมกับว่าที่มหาบัณฑิตทั้ง 60 คน เหล่านั้น เลี้ยงเบรกชา กาแฟ เครื่องดื่ม เครื่องเคียง รวมสี่มื้อ ตลอดการสัมมนานี้ เพียงแต่ไม่ได้เลี้ยงข้าวกลางวันเท่านั้น และเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้เรียกเก็บเงินแม้แต่สลึงเดียวจากนักศึกษา!

กิจกรรม “ปัจฉิมนิเทศ” นี้ เป็นกิจกรรมที่นิด้าไม่เคยทำมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก เพราะผู้บริหารของนิด้าเห็นว่า จากปีนี้เป็นต้นไปอีกหลายปี มหาบัณฑิตของนิด้า จะต้องเผชิญกับความท้าทายอันใหญ่หลวง ในการก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน เป็นความท้าทายอันเป็นเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ว่าที่มหาบัณฑิตเหล่านี้ ล้วนเป็นนักศึกษาในภาคปกติ ซึ่งยังไม่มีงานทำ ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนเลย นี่ยิ่งเป็นความท้าทาย เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่ทว่า..เกิดอะไรขึ้นทราบไหมครับ? ปรากฎว่ามีนักศึกษา ที่กำลังจะเป็นมหาบัณฑิต ในอีกไม่นานนี้ เข้ามาร่วมกิจกรรมปัจฉิมนิเทศนี้จริงๆ เพียง 12-15 คนเท่านั้นเอง!?! และในจำนวนนี้ มีผู้ที่เข้าร่วมเต็มๆ ทั้งสองวัน ราว 10 คนเท่านั้น ที่เหลืออีกสี่ซ้าห้าคน ก็หมุนเวียนกันไปไม่ซ้ำหน้าตลอดสองวัน ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.พรเพ็ญ เพชรสุขสิริ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ (ด้วยความเคารพ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการนี้ รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเป็นอันมาก ท่านเอ่ยปากขอโทษขอโพยผม และท่านได้แสดงความรู้สึกผิดหวังกับนักศึกษาเหล่านั้นเป็นอย่างมาก ท่านถึงกับบอกกับผมว่า โชคดีที่ผมเป็นศิษย์เก่าของนิด้า และมีความคุ้นเคยกับผู้บริหาร และคณาจารย์ของนิด้าอยู่แล้วเป็นอันดี อีกทั้งก็เคยเข้ามาช่วยงานด้านการสอน การบรรยาย ให้กับบุคลากร และนักศึกษาของนิด้าอยู่บ้างเป็นระยะๆ อยู่แล้ว จึงอาจถือได้ว่าผมเป็นคนกันเองกับประชาคมนิด้า ท่านจึงไม่ต้องรู้สึกอาย และเสียหน้ามากนัก นี่ถ้าเป็นวิทยากรท่านอื่น ท่านก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ผมได้บอกกับท่านอาจารย์พรเพ็ญ ไปว่า อย่าได้มีความวิตกเลย จะมีคนร่วมสัมมนากี่คน ก็ไม่เป็นปัญหาอันใดสำหรับผม มีแค่คนเดียว ผมก็บรรยายได้ ผมให้ความสนใจกับคนที่มา ไม่ได้สนใจกับคนที่ไม่มา ผมใส่ใจกับคนที่สนใจฟัง ผมไม่ใส่ใจกับคนที่ไม่สนใจฟัง และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติของสังคมไทย ของทุกสถาบัน ของทุกหน่วยงานเลยก็ว่าได้ หลายครั้งที่ผมได้รับเชิญจากหลายบริษัท ให้ไปบรรยายให้กับบุคลากรของบริษัท จำนวนราวร้อยคน ปรากฏว่าทั้งหมดถูกเกณฑ์มา ถูกบังคับให้มาฟัง โดยที่พวกเขาไม่ได้เต็มใจ ไม่ได้สมัครใจ คนส่วนใหญ่จึงไม่ให้ความสนใจกับการบรรยายของผม แต่ในทุกครั้ง ก็จะมีคนส่วนน้อย ราวห้า ถึงสิบคน (จากร้อยคนนั่นแหละ) ที่ตั้งใจ ที่สนใจ ที่ให้ความร่วมมือ กับการสัมมนา ผมจะทุ่มเท ให้ความใส่ใจไปที่คนจำนวนห้าคน สิบคนนั้น เป็นสำคัญ ผมไม่กังวลกับคนอีกราวเก้าสิบคนนั้นเลย ผมจะไม่ต่อว่าใคร ผมจะไม่บ่น ผมจะไม่ทำให้คนที่ตั้งใจ ที่สนใจ นั้นเสียประโยชน์ ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้คนกลุ่มเล็กน้อยนี้ ได้ประโยชน์ให้มากที่สุด ผมถือว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ที่จะไปหงุดหงิดอารมณ์เสียกับคนที่ไม่สนใจ แล้วเป็นเหตุให้ผู้สนใจพลอยไม่ได้อะไรตามไปด้วย คนที่ตั้งใจ คนที่สนใจ ต้องได้รับรางวัลครับ ไม่ใช่ไปลงโทษเขา ด้วยการตัดพ้อ ต่อว่าต่อขาน ด่าว่าประจาน ไปเสียถ้วนทั่วทุกตัวคน เลยเป็นอันว่าไม่มีใครได้อะไรเลย เมื่อฟังผมกล่าวดังนี้ ท่านอาจารย์พรเพ็ญ ท่านก็รู้สึกผ่อนคลาย และสบายใจขึ้น

อันที่จริง ผมก็พอเข้าใจน้องๆ ว่าที่มหาบัณฑิตเหล่านั้นอยู่เหมือนกัน ผมเข้าใจดีว่าพวกเขากำลังเป็นกังวลกับวิทยานิพนธ์ที่ยังทำไม่เสร็จ กำลังเป็นกังวลกับการสอบไล่ครั้งใหญ่สุด คือสอบประมวลผล (Comprehension) พวกเขากำลังใส่ใจไปในกิจกรรม ที่ทั้ง “เร่งด่วน” และ “สำคัญ” ยิ่งนี้ มากกว่าที่จะปลงใจมาร่วมกิจกรรมปัจฉิมนิเทศ ซึ่งเขาเห็นว่า “ไม่เร่งด่วน” แม้บางคนอาจเห็นว่า “สำคัญ” และหลายคนอาจเห็นว่า “ไม่สำคัญ” แต่ประการใดเลยด้วยซ้ำไป! พูดก็พูดเถอะ ในบางมหาวิทยาลัย ที่ผมเคยไปบรรยาย ในกิจกรรมปัจฉิมนิเทศน์แบบนี้ ให้กับบัณฑิตระดับปริญญาตรี ซึ่งจบการศึกษา อย่างเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องกังวลใจอีกต่อไปแล้ว รอแค่รับปริญญาเท่านั้น และจัดเพียงครึ่งวันด้วยซ้ำไป ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาเกือบทั้งหมด ยังไม่มีงานทำ ยังหางานทำไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าจะไปทำมาหากินอะไร หลายคนยังไม่ได้ทำอะไรเลยทั้งสิ้น ในการที่จะออกไปเผชิญกับโลกแห่งการทำงาน เกือบทั้งหมดนั้น ฐานะทางบ้าน ก็ไม่ได้เป็นที่ไว้วางใจได้เลย แต่ก็ยังปรากฏว่า กิจกรรมปัจฉิมนิเทศน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกของการทำงานนี้ ก็ยังไม่ค่อยจะได้รับความสนใจเลยเช่นกัน พวกเขาเหล่านั้น เอาแต่วุ่นวายอยู่กับการเตรียมตัวรับปริญญา นัดแนะกันเป็นอภิโกลาหลอลหม่าน กับการหาคนถ่ายรูป การเดินทาง การแต่งหน้า การหาสถานที่จัดเลี้ยงสังสรรค์ในตอนเย็นวันรับปริญญานั้น ฯลฯ พวกเขาเป็นกังวลในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องการทำงาน!

ครั้นพวกเขาที่ว่ามานี้ทั้งหลาย ทั้งบัณฑิต และมหาบัณฑิต ได้เข้าไปสู่โลกแห่งการทำงานได้จริงๆ ก็ปรากฏว่าพวกเขา ก็ยังไม่อาจจัด “ลำดับความสำคัญ” อะไรในชีวิตได้อยู่ดี ในทุกเรื่อง พวกเขาไม่เคยรู้ว่าพวกเขาควรมี “ที่หมาย” (Destination) อย่างไรในชีวิต พวกเขาไม่เคยรู้ถึง “ทิศทาง” (Direction) ที่ถูกต้องเหมาะสม ในการไปสู่ที่หมายเหล่านั้น พวกเขาไม่เคยรู้ว่าอะไร “สำคัญ” จริงๆ สำหรับตัวเขา ครั้นพอรู้ได้บ้างว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ ก็ยังไม่รู้อีกว่า แล้วอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง อะไรเร่งด่วน อะไรไม่เร่งด่วน ไปจนถึง ก็ยังไม่สามารถรู้อีกว่า อะไรควรทำเอง อะไรควรให้คนอื่นทำ และอะไร ไม่ต้องไปยุ่งกับมันเลย จะเป็นมงคลชีวิตสูงสุด!

ผมเชื่อว่า คนเราต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าอะไร “สำคัญ” ที่สุดในชีวิตเรา เราจะรู้ได้ว่าอะไรสำคัญสำหรับเรา ก็ต่อเมื่อเราต้องถามตัวเองว่า สวรรค์ส่งเรามาเกิดในโลกใบนี้ เพื่อให้สามารถเป็นอะไรได้ดีที่สุด อะไรเป็นพรสรรค์ของเรา อะไรเป็นจุดแข็ง อันเป็นจุดเด่นของเรา อะไรเป็นความถนัดแท้จริงสำหรับตัวเรา (จะเป็นประโยชน์มาก ถ้าจะกรุณาอ่านข้อเขียนเรื่อง “ต้นแบบ จุดแข็ง ความถนัด อัจฉริยะ พรสวรรค์ : คนละเรื่องเดียวกันหรือไม่?” ในเว็บไซต์นี้ประกอบด้วย) ซึ่งแน่นอน มันอาจต้องเริ่มต้นด้วยการ “ค้นหา” ด้วยการลองผิดลองถูก ซึ่งนั่น ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการลงมือทำอะไรสักอย่าง ไปจนกว่าจะ “ค้นพบ” เมื่อค้นพบแล้วนั่นแหละ ก็ถึงเวลาเดินหน้าลุยเพื่อ “สร้างสรรค์ตนเองสู่ความเป็นเลิศ” ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ในกระบวนการ “ค้นหา” เพื่อจะ “ค้นพบ” และเพื่อจะ “สร้างสรรค์” นั้น เราย่อมรู้สึกได้ด้วยหัวใจ ด้วย “ญาณทัสนะ” หรือ “ปัญญาญาณ” (Intuition) ว่าอะไรเหมาะสม และเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับเรา เราจะสามารถหยั่งรู้ได้ด้วยใจว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับเรา และเราจะเลือก และตัดสินใจ ทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น ที่เหลือ ก็เพียงแต่มาแยกแยะให้ได้ว่า อะไรควรทำก่อนหลังเท่านั้น

บรรดานักศึกษา และบัณฑิต รวมทั้งมหาบัณฑิต และก็น่าจะดุษฎีบัณฑิต (คนที่จบปริญญาเอก) ด้วย จำนวนมาก อาจไม่เคยทราบว่า เคยมีนักวิชาการด้านการศึกษา ของสหรัฐอเมริกา ได้เคยทำการค้นคว้าวิจัย เมื่อหลายปีก่อน พบว่า “เทคนิควิธีการทำงาน” หรือ “ความรู้ความสามารถในการทำงาน” นั้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของคนเรา คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็เพียงราวๆ 15% เท่านั้น ในขณะที่ “ทัศนติ” หรือ “วิธีคิด” นั้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในชีวิต ถึงราว 85% เลยทีเดียว นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า “วิธีคิด” นั้น สำคัญกว่า “วิธีทำ” มากมายนัก อย่างเทียบกันไม่ได้เลย นอกจากนี้ งานค้นคว้าวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ ยังพบเรื่องที่น่าเศร้าว่า สังคมประเทศชาติ ต่างทุ่มเทสรรพกำลัง ทั้งกำลังเงิน กำลังคน เวลา พลังงานต่างๆ เครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยีสารพัด ราว 90% (คืองัดเอาเกือบทุกอย่างที่มี เพื่อมาทุ่มเทกับสิ่งนี้) ไปทุ่มเทให้กับไอ้เจ้า 15% ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลน้อยมากกับความสำเร็จในชีวิต (คือสอนกันแต่เรื่องเทคนิคการทำงาน) แต่สังคมประเทศชาติ กลับเจียดเงิน คน และพลังงานอื่นๆ เพียง 10% ที่เหลือเพียงน้อยนิด ไปลงใน 85% อันเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมหาศาลกับความสำเร็จของชีวิต (สอนให้มีวิธีคิด สอนให้มีทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสม) งานค้นคว้าวิจัยนี้ ยังถึงกับสรุปว่า นี่นับเป็นความล้มเหลวของสังคมประเทศชาติ ในการจัดระบบ จัดหลักสูตรการเรียนการสอน ในสถานศึกษา ในทุกระดับเลยทีเดียว!

ลำพังความล้มเหลวของระบบการศึกษาก็แย่พอแรงอยู่แล้ว แต่คนเราในฐานะปัจเจกชน หากมีสติรู้ตัวที่ดีพอ ก็ยังสามารถทำชีวิตให้มันถูกต้องได้ ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องสำคัญ มากกว่าเรื่องเร่งด่วน มุ่งเน้นไปในการฝึกฝน “วิธีคิด” เป็นสำคัญ มากกว่า “วิธีทำ”

ถ้าเอาเรื่อง “กฎพาเรโต” มาวิเคราะห์ในเรื่องนี้ ก็จะสามารถได้คำตอบว่า เหตุใดคนส่วนใหญ่ จึงเสียเวลาส่วนใหญ่ไปถึงราว 80% ไปทำกิจกรรมโน่นนี่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ให้ได้ความสำเร็จ กลับคืนมาได้เพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่คนจำนวนไม่มาก ใช้เวลาเพียง 20% เท่านั้น ไปทำกิจกรรมใดๆ ที่เขาเห็นว่าสำคัญจริงๆ แล้วก็ได้ผลลัพธ์ ได้ความสำเร็จกลับคืนมา ถึง 80% เลยทีเดียว นี่มันไม่ใช่เรื่องบุญทำ กรรมแต่ง แต่มันเป็นเรื่องของ “คนโง่” และ “คนฉลาด” เท่านั้นเอง (อ่านข้อเขียนเรื่อง “ไล่ล่าเรื่องสำคัญ อย่ามัวเมามันแต่เรื่องเร่งด่วน” ในเว็บไซต์นี้ประกอบด้วย ก็จะเข้าใจกระจ่างขึ้น)

กล่าวโดยสรุป คนฉลาดเลือกทำในสิ่งที่ “สำคัญ” เท่านั้น และเขาจะลงมือทำทั้ง “สิ่งสำคัญและเร่งด่วน” และ “สิ่งสำคัญ แต่อาจไม่เร่งด่วน” คู่ขนานกันไป อย่างจำแนกแยกแยะ โดยรู้ว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง อะไรควรทำเอง อะไรควรให้คนอื่นทำ

ส่วนคนโง่นั้น มักเลือกทำแต่ในสิ่ง “เร่งด่วน” เป็นสรณะ พวกเขาเสียเวลาไปทั้งชีวิต ทำแต่ในสิ่งที่ “เร่งด่วน และไม่สำคัญ” ทั้งสิ้น มีบ้าง บางคน โดยฟลุ้คๆ โดยบังเอิญ พวกเขาก็อาจไปทำสิ่งที่ “เร่งด่วน และสำคัญ” ได้บ้าง ก็ถือว่าพอจะมีโชคดีอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่โศกนาฏกรรมก็คือ คนจำนวนมาก กำลังสาละวนอยู่ทั้งชีวิต ไปกับกิจกรรมที่ “ทั้งไม่สำคัญ และไม่เร่งด่วน”

ท่านผู้อ่านล่ะครับ ท่านกำลังทำกิจกรรมในชีวิต อยู่ในช่องไหน ท่านกำลังเน้นที่เรื่อง “สำคัญ” หรือสนใจแต่เรื่อง “เร่งด่วน” ตรวจตราเรื่องนี้ดูก่อนให้แน่ใจ ก่อนที่จะไปกล่าวหา โทษฟ้าดิน สาปแช่งว่าสวรรค์ไม่มีตา หรือถึงแม้มีตาก็หามีแววไม่ ทำไมพระเจ้าช่างโหดร้ายนัก ทำไมพระเจ้าถึงทำกับคนที่ขยันทำงานชนิดตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต ก้นเป็นสว่าน เรียกว่าร่อนไฟแล่บถึงวันละสิบสองชั่วโมงได้ถึงขนาดนี้ ขยันขนาดนี้ ทำไมได้มาแค่นิดเดียว!!

มหากาพย์เรื่องราวโศกนาฏกรรมของคนที่ “โง่แต่ขยัน” นั้น เล่ากันอย่างไร ก็ไม่มีวันสิ้นสุดครับ ( นี่ยังไม่นับพวก “ทั้งโง่ ทั้งขี้เกียจ”ด้วยนะครับ ซึ่งขอโทษเถอะ ขอพูดในสิ่งที่พูดอยู่บ่อยๆ อีกทีว่า คนพวกนี้ แม้เอาไปทำปุ๋ย บรรดาต้นไม้ยังร้องกันระงมเลยว่า อย่าเอามันมารดฉัน ฉันยังไม่อยากเฉาตายก่อนเวลาอันควร! คิดดูก็แล้วกัน คนบางคน ขนาดเอาไปทำปุ๋ย ต้นไม้ยังเคืองเลย!! )

อันเนื่องมาแต่ 5 รอบนักษัตร รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา

ผมได้รับการ์ดเชิญให้ไปร่วมงานฉลองอายุครบ 5 รอบนักกษัตร หรือครบรอบ 60 ปี ของ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา หรือที่พวกผมในฐานะรุ่นน้องของท่าน มักจะเรียกท่านว่า “พี่อี๊ด” ในทุกครั้งที่พบหน้ากัน พี่อี๊ด เขียนข้อความไว้ในการ์ดเชิญดังกล่าวว่า..

“ตอนอายุ 20 ปี ดีใจที่บรรลุนิติภาวะ
ตอนอายุครบ 25 ปี ไม่สบายใจ เพราะคนเขาบอกว่าเบญจเพศต้องระวัง!
ตอนอายุจะถึง 40 ปี ใจหาย นี่เราแก่ขนาดนี้เชียวหรือ?
ตอนอายุครบ 50 ปี ดูนายร้อย นายพัน ผู้กำกับ ผู้จัดการ คณบดี อธิการบดี เด็กไปหมด
หวั่นไหวนิดๆ ว่าเราคงแก่เต็มที ที่มองใครๆ รู้สึกว่าเขาเด็ก
ตอนนี้อายุจะครบ 60 ปี วันที่ 14 มีนาคมนี้!
ดีใจจังเลย ในที่สุดเราก็ถึงวันที่คนเขาบอกว่าใช้ชีวิตคุ้ม และมีค่า”

นอกจากนี้ ที่ปกหลังของการ์ดนี้ พี่อี๊ดยังเขียนข้อความไว้อีกว่า…

“ทำได้ดั่งฝัน”
“หลายคนบอกว่า ดร.เสรี เป็นคนที่ทำอะไรได้ดังฝัน
ประสบความสำเร็จหลายสิ่งอัน
เพราะรู้จักฝันสิ่งที่ควร…และเป็นไปได้
หลายคนบอกว่า ดร.เสรี เป็นคนที่ชีวิตมีความสุข
เป็นคนไม่ยอมจะเป็นทุกข์
เพราะนึกว่าสุขหรือทุกข์..อยู่ที่ใจ..ของตนเอง”

ผมเขียนข้อเขียนชิ้นนี้ ก่อนวันงานดังกล่าวข้างต้นจะมีขึ้นหนึ่งวัน ดังนั้นกว่าที่ท่านจะได้อ่านข้อเขียนของผมชิ้นนี้ งานฉลองที่ผมต้องไปร่วมด้วยอย่างแน่นอน ก็คงจะผ่านพ้นไปแล้ว

ผมแน่ใจอย่างยิ่งว่าสิ่งที่พี่อี๊ดเขียนไว้ในการ์ดนั้น เป็น “ของจริง” และเป็น “สิ่งที่ใช่” ตามนั้นทุกถ้อยกระทงความ…OSHO พูดไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “Maturity : The Responsibility of Being Oneself” (หรือในชื่อฉบับภาษาไทยว่า “วุฒิภาวะ : ศิลปะของผู้ถึงพร้อม” แปลโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด) โดย OSHO ได้เล่าว่า..

ครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่ง ถาม Ralph Waldo Emerson ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกัน ว่า “ท่านอายุเท่าไหร่?” อีเมอร์สันตอบว่า “เกือบสามร้อยหกสิบปีแล้ว!” ชายคนดังกล่าวจึงพูดขึ้นว่า “ข้าไม่เชื่อ ดูท่านไม่น่าจะอายุเกินหกสิบปี” อีเมอร์สันจึงได้ตอบไปว่า “ที่จริงแล้วข้ามีชีวิตอยู่มาหกสิบปี ท่านพูดถูกแล้ว แต่ในหกสิบปีของข้านี้ มันมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย จนเวลาสามร้อยหกสิบปีของท่านก็อาจจะรับมันได้ไม่หมด ข้าได้อยู่มาเป็นเวลาหกเท่าของอายุตัว!”

OSHO ได้สรุปไว้อีกว่า คนจำนวนมาก ได้แต่ “แก่ตัวลง” (Growing Old) ในทุกวันเดือนปีที่ผ่านไป แต่มีคนเพียงบางคนเท่านั้นที่ “เจริญพัฒนา” หรือ “เติบโตขึ้น” (Growing Up)ไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไปตลอดวันเดือนปีที่ผ่านไป คนพวกแรก (Growing Old) มีชีวิตอยู่ใน “แนวราบ” คือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ไปตามอายุขัยของกาลเวลาทางโลก แต่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้ หรือมีประสบการณ์อันล้ำค่าอย่างใดเลย แต่คนพวกหลัง (Growing Up) มีชีวิตอยู่ใน “แนวตั้ง” ซึ่งบนเส้นทางในแนวตั้งนี้ เราไม่ได้นับกันที่จำนวนปี แต่นับกันที่ประสบการณ์ของคนๆ นั้น สิ่งที่อยู่บนเส้นทางในแนวตั้งนั้น ถือว่าเป็นสมบัติทั้งหมดของการดำรงอยู่…เราจะต้องเคลื่อนไปบนเส้นทางในแนวตั้ง เพราะไม่เช่นนั้น เราจะพลาดโอกาสทั้งหมดของชีวิตไป เมื่อเราเคลื่อนไปบนเส้นทางในแนวตั้งทุกๆ วัน เรากำลังเข้าใกล้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ยิ่งไกลออกไป แล้วการเกิดของเราก็จะไม่เป็นการเริ่มต้นของความตายอีกต่อไป การเกิดของเราจะเป็นการเริ่มต้นของชีวิตที่เป็นนิรันดร…..

แม้ว่า ดร.เสรี หรือพี่อี๊ดของผม อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติครบถ้วน สมบูรณ์แบบ ที่จะถือได้ว่าเป็นผู้ “เจริญพัฒนา” (Growing Up) ซึ่งมีชีวิตอยู่ใน “แนวตั้ง” ตามอุดมคติที่ OSHO ได้พูดไว้ในหนังสือของเขา แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ดร.เสรี เป็นคนเพียงไม่กี่คน บนโลกใบนี้ ที่ “ใช้ชีวิต” อย่างคุ้มค่า และอย่างมีคุณค่า สมตามที่ท่านได้เขียนข้อความไว้ในการ์ดเชิญดังกล่าว แทนที่จะเพียงแค่ “ทำมาหาเลี้ยงชีวิต” อย่างที่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ มักจะกระทำกัน

ไหนๆ ก็ไหนๆ เพื่อไม่ให้ข้อเขียนนี้ดูเป็นเรื่องส่วนตัว ที่คนกันเองมาชมกันเอง ผมจึงใคร่ขอขยายความเรื่องนี้ไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รับประโยชน์เพิ่มเติมยิ่งขึ้น ด้วยการขอยกข้อความจากหนังสือ “มณฑลแห่งพลัง : ญาณทัสนะแห่งการเข้าถึงตัวตนที่แท้” ซึ่งเขียนโดย อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ดังนี้ :-

ในประเด็นเรื่อง “ช่วงแห่งชีวิตการงาน” หนังสือเล่มดังกล่าว ได้อ้างอิงถึง รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) ว่า รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ได้แบ่งช่วงชีวิตของคนเรา ออกเป็นช่วงละเจ็ดปี สามช่วงแรกคือแรกเกิด ถึงยี่สิบเอ็ดปี ซึ่งก็ถือได้ว่าคือช่วง “วัยแห่งการศึกษาเรียนรู้”

เจ็ดปีแรก คือการเรียนรู้ผ่านกาย ผ่านอายาตนะ หรือประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว เด็กๆ จะเรียนรู้ผ่านกิจกรรม การเล่น การเรียนรู้ต่างๆ ช่วงนี้เป็นการสั่งสมพลังชีวิต หรือเจตจำนง สั่งสมพลังแห่งกิจวัตร หรือการสร้างนิสัยด้านบวก

เจ็ดปีที่สอง เป็นจิตหรืออารมณ์ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ และผู้คนต่างๆ เป็นการเรียนรู้ผ่านศิลปะและความงาม ความรักและเอื้อเฟื้อ

เจ็ดปีที่สาม เป็นการเข้าถึงจิตวิญญาณ หรือธรรม หรือความคิด เป็นเวลาที่โลกแห่งสัญลักษณ์เข้ามามีความหมาย เรียนรู้บัญญัติ และเนื้อที่แห่งการไปพ้นบัญญัติ เปิดตาที่สามขึ้น อันสามารถมองไปพ้นทวิภาวะ หรือคู่ตรงข้ามอันขัดแย้งกันทั้งหลาย

เจ็ดปีที่สี่ (คืออายุยี่สิบเอ็ด ถึงยี่สิบแปด) เป็นช่วงของการเผชิญโลกและค้นหาตัวเอง เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะค้นหาว่า ตัวเราคือใคร? มีที่ทางอย่างไรในโลก? นั่นคือการหา “งานของชีวิต” ซึ่งบางทีโลกสมัยใหม่ ได้ลดทอนมันลงไปเป็นเพียง “อาชีพการงาน” เท่านั้น ซึ่งมิติของมันออกจะคับแคบเกินไป สิ่งที่ดีที่สุดของคนในวัยนี้นั้น เขาควรจะได้ค้นหา ได้ลอง ได้ท่องไปในโลกกว้าง เวลานี้โครงสร้างในการจัดหางาน ของอารยธรรมปัจจุบัน ไม่ได้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับความต้องการนี้ โลกมนุษย์เห็นแก่ประโยชน์ทางวัตถุอันคับแคบเกินไป เราไม่ได้ให้ที่ให้ทางกับคนวัยนี้ อย่างที่เขาและเธอควรจะมีได้ เราสร้างงานขึ้นมาในสังคมมนุษย์อย่างคับแคบ และแข็งตัวเกินไป เพราะฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษา และเศรษฐกิจสังคม จะต้องมีการปฏิบัติอย่างจริงจัง

เจ็ดปีที่ห้า (คือวัยยี่สิบแปด ถึงสามสิบห้า) พอเข้าอายุยี่สิบแปด เขา หรือเธอ ก็จะพบกับตัวเองพอสมควร คนที่โชคดีก็จะพบสิ่งที่ท้าทายศักยภาพของตนเอง ช่วงนี้มนุษย์จะมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น เป็นช่วงแห่งการนิ่งลง มากขึ้น และมั่นคงในการงานที่ตัวทำ เป็นช่วงวัยแห่งการทำงาน การทำให้งานสำเร็จเป็นจริงเป็นจัง คนวัยนี้จึงเป็นวัวงานในทุกๆ สถานที่ แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้ถึงซึ่งความกลมกล่อมของชีวิต พวกเขาอาจจะเครียดและจริงจังกับงาน กับโลก และกับชีวิตไปบ้าง โดยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นจริงเป็นจังมากเกินไป เห็นอะไรเป็นขาวเป็นดำมากไปหน่อย เขาต้องการผู้อาวุโสที่เข้าใจถ่วงดุลมิติในการมองโลก โลกของเขาจึงจะอ่อนโยนขึ้น และน่าอยู่ขึ้น แต่ในโลกที่รังเกียจความแก่ชรา และไม่รู้คุณค่าของผู้อาวุโสเช่นนี้ บางทีรอยต่ออันสำคัญตรงนี้ ก็ขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย

เจ็ดปีที่หก เมื่อเข้าใกล้วัยสามสิบห้า เราจะเข้าสู่วิกฤติของการผ่านเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้ง เราจะเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามใหญ่ๆ อีกครั้ง เป็นรอยต่อระหว่างการใช้ชีวิตไขว่คว้าหาวัตถุ ทรัพย์สินศฤงคารเท่านั้น หรือว่าจะหาความหมายอันยิ่งใหญ่ของชีวิต แรงผลักดันแห่งการเรียนรู้ และวิวัฒนาการแห่งจิตวิญญาณ จะเข้ามาอีกระลอกใหญ่ หลายคนเริ่มเป็นโรคนอนไม่หลับ และเริ่มตั้งคำถามขึ้น ในค่ำคืนอันเงียบสงัดว่า “ชีวิตมีความหมายเช่นไร กับเขาหรือเธอ?”

คำถามที่มาคราวนี้ มั่นคงหนักแน่น และจริงจังกว่าเมื่อช่วงเจ็ดปีที่สี่ (วัยยี่สิบเอ็ดถึงยี่สิบแปด) ซึ่งช่วงนั้น ก็เป็นวัยที่มีความใฝ่ฝันเช่นกัน แต่ความฝันครั้งที่สองนี้ อัดแน่นและทรงพลังกว่า อีกทั้งยังมีเจ็ดปีแห่งความสามารถในการดำรงอยู่ในโลกอย่างที่เป็นอยู่ รองรับอีกด้วย มันจึงเป็นการถ่างออกครั้งใหญ่ มันจึงเจ็บปวดมาก และเป็นวิกฤติที่รุนแรงกว่าทุกครั้ง บางคนเรียกมันว่า “เบญจเพศใหญ่”

เจ็ดปีที่หกนี้ ส่วนมากสำหรับคนในสังคมนั้น เป็นเพียงการประนีประนอมกับวัฒนธรรมแห่งความกลัว และวิตกกังวลอย่างไม่รู้จักจบสิ้น มันสอนให้เราแหย และเลือกหนทางการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เราไม่กล้าหาญและมั่นคงพอ ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่โต และบางคนก็ตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ไม่เปลี่ยน ชีวิตของพวกเขาคือฝันร้าย เพราะเขาหรือเธอไม่ยอมเคลื่อนไป พวกเขาจึงต้องเผชิญหน้ากับรุ่นน้อง และรุ่นน้องพวกนี้ ก็กลายมาเป็นคู่แข่งในการทำงาน ถ้าไม่เปลี่ยนงาน แต่ได้เลื่อนขึ้นไปทำงานทางนโยบายมากขึ้น พวกเขาจะเหมาะสำหรับการดูแลพวกรุ่นน้องไฟแรง เพราะพวกเขาเริ่มจะมีมิติของการมองไป พ้นจากขาวดำมากขึ้น และสามารถประสานประโยชน์ได้มากกว่า

เจ็ดปีที่เจ็ด (คือวัยสี่สิบสอง ถึงสี่สิบเก้า) ในช่วงวัยนี้นั้น โอกาสและวิกฤติทางจิตวิญญาณ ก็เปิดออกให้กับเราอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ในโลกแห่งวัตถุธรรมนั้น ผู้คนจะหลงลืมวัย และพยายามจะคงวัยหนุ่มสาวให้ได้อยู่เสมอ มันจึงเป็นโศกนาฏกรรมอันบอกเล่าได้ไม่รู้จบสิ้น

วัยนี้ ในแง่การงาน เขาหรือเธอจะต้องเข้าสู่เรื่องนโยบายอย่างจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ผลักดันงานเชิงปฏิบัติแล้ว และไม่เพียงแต่เท่านั้น พวกเขาควรจะได้เปิดตัวเองให้กับงานที่ลุ่มลึกกว่างานอันคับแคบของที่ทำงาน พวกเขาควรจะเปิดตัวตนออกรับมิติอันกว้างกว่า ด้วยการรับผิดชอบต่อสังคมและโลก วัยนี้อาจจะเป็นวัยแห่งการประสานนโยบายทางโลก เข้ากับวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณก็เป็นได้ คนวัยนี้จะเป็นสุขมาก หากได้ขยับตัวและทำงานรับใช้ผู้อื่น และสังคม ตลอดจนสรรพชีวิตในโลก มากขึ้น

เจ็ดปีที่แปด (คือวัยห้าสิบปีขึ้นไป ถึงห้าสิบหกปี) เป็นวัยที่ควรจะจุดตะเกียงส่องทางให้กับยุวชนรุ่นหลังแล้ว นั้นแล ชีวิตและการงาน จึงจะสมบูรณ์พูนสุขได้อย่างแท้จริง!

นอกจากจะขอแสดงความชื่นชมยินดี มายัง รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา หรือ “พี่อี๊ด” ของผม ในโอกาสฉลองแซยิด ครบห้ารอบนักษัตร อายุหกสิบปี แล้ว ผมก็ขอจบข้อเขียนนี้ ด้วยถ้อยความของ OSHO ซึ่งพูดไว้ในหนังสือดังกล่าวข้างต้นว่า…

“ขณะนี้ เรากำลังอยู่ในยุคของความมืด – มันเป็นความคิดของคนแก่ที่มองว่า ข้างหน้ามีแต่ความมืด ไม่มีอะไรเลย เด็กๆ คิดถึงแต่อนาคต อนาคตที่เรืองรอง คนแก่ คิดถึงแต่อดีต อดีตที่เรืองรอง แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นเฉพาะบนเส้นทางใน “แนวราบ” เท่านั้น บนเส้นทางใน “แนวตั้ง” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ล้วนแต่เรืองรองทั้งสิ้น เพราะมันเป็นชีวิตแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่

ดังนั้น โปรดอย่าได้กังวลเกี่ยวกับกฎของวัยชราเลย ให้ท่านคิดถึงเส้นทางที่รถไฟของท่านจะวิ่งต่อไป มีเวลาเสมอที่จะเปลี่ยนทิศทาง ทั้งนี้เนื่องจากในทุกๆ ขณะ นั้น ท่านสามารถสับรางได้ตลอดเวลา ท่านสามารถจะเลือกว่า ต้องการจะไปในแนวราบ หรือจะไปในแนวตั้ง มันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ!!”

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *