Entrepreneur ไม่ใช่ SME

Entrepreneur ไม่ใช่ SME

หลังวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลกระหน่ำส่งเสริม SME กันอย่างเอิกเกริก
บริษัทขนาดเล็กหลายแห่งแจ้งเกิดด้วยโครงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของรัฐบาล หลายแห่งก็อยู่รอดเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ แต่หลายแห่งก็ล้มหายตายจากไป

วัตถุประสงค์ของนโยบายนี้ ก็เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ เหมือนเม็ดทรายเล็กๆ ที่เป็นฐานอันแข็งแกร่งให้กับหินก้อนใหญ่ๆ ที่วางอยู่ข้างบน แม้จะเกิดการสั่นคลอน หินก้อนใหญ่อาจจะล้มกลิ้งไม่เป็นท่า แต่เม็ดทรายที่เป็นฐานอยู่บนพื้นทราย ก็ยังสามารถดำรงอยู่ได้ เศรษฐกิจประเทศจะได้มีความมั่นคง เป็นการลดความเสี่ยงอย่างหนึ่ง

ขณะเดียวกัน เอสเอ็มอี เองก็ต้องอาศัยบริษัทใหญ่เป็นตลาดด้วยเช่นกัน เพราะมีงบประมาณหลายอย่างที่มีแต่องค์กรขนาดใหญ่เท่านั้นที่จ่ายได้ เช่นงบโฆษณาในสื่อหลักๆ ทั้งหลาย งบฝึกอบรมสำหรับหลักสูตรดีๆ หรือการซื้อหาที่ดิน การเช่าพื้นที่ราคาสูง ตลอดจนการว่าจ้างงานจำนวนมาก เป็นต้น

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของเอสเอ็มอี ที่ใครๆ ก็เห็นตรงกัน ก็ตรงที่เอสเอ็มอีแต่ละปัจเจกเองอ่อนแอ สายป่านไม่ยาว ขาดความสามารถในเกือบทุกด้านที่จะไปแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แข่งขันรุนแรง และต้องใช้ความสามารถหลายแขนงมารวมกัน ทั้งนี้เอสเอ็มอีที่ยังอยู่รอดและขยายตัวกันอยู่ทุกวันนี้ ต้องขอยกนิ้วให้เลยว่าฝีมือจริงๆ เพราะถ้าใครทำธุรกิจได้ดี ไม่นานก็เจอคู่แข่งยักษ์ใหญ่เข้ามาเบียดตลาด แต่ถ้าทำได้ไม่ดีก็ตายไปคนเดียว

ลองดูบรรดาโชห่วยสิครับ โลเคชันไหนดี ก็จะมีคนมาเคาะประตูขอเช่าไปทำคอนวีเนียนสโตร์ ไม่ให้เขาเช่าอีกไม่นานเขาก็มาเช่าข้างร้าน แข่งจนเราก็เจ๊งไปเอง ส่วนที่ไหนโลเคชันไม่ดีก็เจ๊งไปคนเดียวก็แล้วกัน เรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้นกับธุรกิจหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส ร้านกาแฟ ตลาดสด โรงงานอุตสาหกรรม และอื่นๆ

เราอยากจะสร้างธุรกิจขนาดเล็กๆ ให้เป็นหนูทดลองที่ยอมสละชีวิตเพื่อให้คนอื่นเขาได้ดีตลอดไปหรือ

หากมองถึงแรงขับเคลื่อนเพื่อการอยู่รอดระยะยาวและการเติบโตแล้ว จำเป็นต้องมองอีกมิติหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ให้เกิดธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น แต่ต้องฝันให้ไกล กัดฟันไปให้ถึง สร้างองค์กรธุรกิจให้เติบโตยิ่งใหญ่ต่อไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นระบบเศรษฐกิจของเราก็มีแต่ตั้งรับ รอให้ธุรกิจขนาดใหญ่ๆ หรือต่างชาติเขามากลืนของอร่อยไป เหลือแต่เศษเนื้อที่กินไม่อิ่มไว้ให้เรา ไม่มีโอกาสรุกกลับบ้างเลย

น่าเสียดายที่การส่งเสริมธุรกิจเกิดใหม่ของรัฐบาล ไม่ได้ผลักดันให้เกิดธุรกิจที่มีอนาคตกันเท่าไรเลย อาจจะด้วยระเบียบทางราชการที่ทำให้มีการส่งเสริมแต่รูปแบบ ไม่ได้ส่งและเสริมให้เกิดความเข้มแข็งและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

การที่โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เน้นการจัดทำแผนธุรกิจให้ออกมาเป็นกระดาษคนละปึกนั้น เนื้อแท้ไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ที่ปรึกษาเองก็เน้นให้ผู้เข้าอบรมทำ “แผนธุรกิจ” ให้เสร็จเรียบร้อย ที่ปรึกษาจะได้ปิดงานให้จบแล้วก็รับเงินค่าเหนื่อยทันปิดงบประมาณ ผู้ประกอบการเองก็ทำแผนธุรกิจออกมาอย่างลวกๆ แก้ผ้าเอาหน้ารอดให้จบงาน

สุดท้ายแผนธุรกิจที่เขียนมาก็ขาดความเป็นไปได้อย่างรุนแรง ไร้อนาคต

ยิ่งกว่านั้น หลายๆ โครงการก็เน้นการสร้างนักศึกษาจบใหม่หรือกำลังจะจบ ให้เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งนับเป็นวิธีการที่หวังผลได้ยากมาก อันดับแรกก็เพราะว่านักศึกษาขาดประสบการณ์ ขาดความรู้เชิงปฏิบัติ ขาดเครือข่ายเพื่อนฝูงที่จะเป็นตลาดให้ตัวเอง มีแต่พละกำลังของคนหนุ่ม ความกล้าเสี่ยงและต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ต่ำเท่านั้น โอกาสที่จะสำเร็จค่อนข้างต่ำ

ผู้ประกอบการต้องคิดการใหญ่

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การทำธุรกิจเล็กๆ ที่ต้องลุ้นให้อยู่รอดไปวันๆ หลายคนคิดว่านี่คือหลักทฤษฎีพอเพียง ทำแต่พอประมาณ แต่กลับกัน ผมมองว่านี่เป็นการทำขัดหลักทฤษฎีพอเพียง เพราะเป็นการพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

คนจำนวนมากไม่กล้าคิดอะไรใหญ่ เอาคำว่า “พอเพียง” มาอ้าง ไม่พยายามสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองด้วยการก้าวไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง เกียจคร้านที่จะคิดและทำอะไรให้ยั่งยืน เมื่อไปไม่รอดเดือดร้อนขึ้นมาก็เป็นลูกแหง่ให้รัฐบาลอุ้ม วนเวียนอย่างนี้ร่ำไปตั้งแต่เกิดจนตาย ท้ายที่สุดประเทศชาติก็ไม่ได้อะไร

ผู้ประกอบการและรัฐบาลเองต้องเน้นการสร้างธุรกิจที่มีอนาคต โดยเล็งเป้าไปที่เจ้าของธุรกิจรุ่นที่สอง (พวกที่สืบทอดธุรกิจจากรุ่นแรก) และคนหนุ่มที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วสักสิบถึงสิบห้าปี เอาคนที่ “คิดการใหญ่” เหล่านี้มาฝึกให้เป็นมนุษย์พันธุ์ที่จะนำธุรกิจของประเทศไปสู่ตลาดโลก เอาหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต เพื่อเป็นผู้นำของเอสเอ็มอีอีกแรงหนึ่ง

แต่ในช่วงแรกจะต้องคอยประคับประคองให้ธุรกิจอยู่ให้รอด ทั้งนี้ธุรกิจใหม่ๆ มักจะไม่ยืดยาวเพราะเงินหมด และที่เงินหมดก็เพราะว่าเงินรายได้เข้ามาไม่ทันรายจ่ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จะต้องช่วยให้ค่าใช้จ่ายของธุรกิจพวกนี้มีต่ำที่สุด ซึ่งไม่ได้แปลว่าราคาถูกที่สุดหรือจ่ายให้ช้าลง แต่จ่ายให้น้อยลง เช่นค่าเช่า ค่าจัดทำบัญชี ค่าโสหุ้ยทั้งหลายช่วยให้เกิดน้อยที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการแบ่งปันกันใช้หรือจ่ายเท่าที่ใช้ ช่วยให้เขาสามารถประทังชีวิตธุรกิจให้ได้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อรายได้อยู่ตัวแล้ว เขาก็รอดไปสร้างฝันให้เป็นจริงในระยะยาวได้

สังคมเราต้องการคนที่ “คิดการใหญ่” หวังสร้างธุรกิจไปตลาดโลกอย่างบริษัทโจวิท ที่ทำซอฟต์แวร์เด็ดๆ ให้กับหน่วยงานระดับบิ๊ก เช่นกรมอุตุนิยมของญี่ปุ่น หรือซอฟต์แวร์ตรวจทางรถไฟ เป็นต้น

หรือผู้ค้าเม็ดพลาสติกที่ผันตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างโกลบอล คอนเน็คชั่นส์ หรือแกรนด์ อีเทอร์นิตี้ ที่ผันตัวเองจากบริษัทตัวแทนเดินเอกสารนำเข้าส่งออกมาเป็นโลจิสติกส์รายใหญ่ หรือ ที.เค.เอส ในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นผู้ผลิตงานพิมพ์มาแรงในขณะนี้ ล้วนไม่ได้เกิดมารวย แต่สร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ด้วยหนึ่งสมองกับสองมือทั้งนั้น เขาอาจจะโชคดีที่มีคนเก่งมาช่วย แต่ก็เป็น entrepreneur ที่คิดการใหญ่มาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นบริษัทเล็กอยู่ อย่างนี้จึงจะเป็นตัวอย่างของเอสเอ็มอีที่น่าเรียนรู้ เมื่อบริษัทเหล่านี้เติบใหญ่แข็งแรงแล้ว ก็จะเป็นพี่เลี้ยงดึงรุ่นน้องๆ ให้แจ้งเกิดตามมาได้

ที่มา : http://www.siaminfobiz.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *