Emotional Value

Emotional Value

โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ [6-12-2001]

การบริหารงานในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แนนอนเช่นในปัจจุบัน เราจะเห็นแต่แนวทางการ “ลดต้นทุน” เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง เพราะหันมองทางไหนก็เห็นแต่การตัดค่าใช้จ่าย ลดการลงทุน ของบริษัทต่างๆ

ในอีกแนวทางหนึ่งนอกเหนือจากการลดต้นทุนนั้นก็คือการหาทาง “เพิ่มมูลค่า” ให้กับสินค้าและบริการของตนเอง ซึ่งฟังดูง่ายแต่ในทางปฏิบัตินั้นรู้กันดีว่าทำยากเหลือเกิน
ในความคิดของผมยังมีอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการของเรา นั่นคือการหันกลับมามองที่พื้นฐานความต้องการของมนุษย์ในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือใช้การตอบสนองด้าน “อารมณ์และความรู้สึก” เป็นตัวเพิ่มมูลค่า
ทั้งนี้ก็เพราะอารมณ์และความรู้สึกก็คือพื้นฐานความพึงพอใจของลูกค้า หากเราสามารถจับอารมณ์ของลูกค้าและสนองเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับพวกเขาได้ โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จก็มีมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีผู้เห็นโอกาสของ Emotional Value เป็นกลไกในการสร้างมูลค่าเพิ่มมีน้อยราย ในตลาดจึงยังมีช่องว่างอยู่อีกมากทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วต้นทุนของการสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะนี้หากคิดเป็นต้นทุนต่อการลงทุนในธุรกิจทั่วไป เช่นอาคาร สถานที่ ฯลฯ แล้วนับได้ว่ามีสัดส่วนต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก
การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Emotional Value จึงไม่จำกัดว่าต้องเป็นบริษัทใหญ่ๆเท่านั้นที่ทำได้เพราะไม่ได้มีต้นทุนหรือการลงทุนพิเศษแต่ประการใด มีเพียงการจับอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้าให้ได้ เพื่อที่จะจูงใจให้เขาตัดสินใจเลือกเรา หรือซื้อสินค้าและบริการกับเราตลอดไป
บ้านเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการปรับตัวจากสังคมเกษตรกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตและย่างก้าวที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งก็คือการเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีรูปแบบการทำธุรกิจที่สลับซับซ้อนขึ้นหลายเท่า
ลำพังการขายสินค้าหรือบริการแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่อาจสร้างความสำเร็จได้ เพราะปัจจัยสำคัญอยู่ที่องค์ประกอบที่จับต้องไม่ได้คือมูลค่าเพิ่มที่แฝงอยู่ในสินค้า นั่นคือ Emotional Value ที่ต้องอาศัยความละเมียดละไมและการคิดถึงความต้องการของลูกค้าอย่างสลับซับซ้อน
ที่จริงแล้วการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าก็คือการหาความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการธรรมดาๆ ที่แทบจะเหมือนกันหมดในปัจจุบัน ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อการแข่งขันทางการตลาดมาถึงจุดหนึ่งสินค้าและบริการก็จะมีความใกล้เคียงกันมาก องค์ประกอบประการเดียวที่สามารถแข่งขันกันได้ก็คือ “ราคา” และท้ายที่สุดก็จะก่อให้เกิดสงครามราคาที่ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย
ในขณะที่ Emotional Value นั้นแทบจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมายแต่ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญก็คือการเข้าถึงจิตใจของลูกค้า
มูลค่าเพิ่มในด้านอารมณ์และความรู้สึกจึงเปรียบเสมือนตัวสะท้อนภาพของความประทับใจจากลูกค้าสู่บริษัท โอกาสที่จะสร้างความสำเร็จในระยะยาวจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *