Distribution Center (DC)

Distribution Center (DC)

Source: ธนิต โสรัตน์
ศูนย์กระจายสินค้าหรือที่มักเรียก ทับศัพท์ว่า DC เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการโลจิสติกส์ โดยเป็นกล
ไกของโลจิสติกส์ให้เกิดการขับเคลื่อนหรือเคลื่อนย้ายสินค้าไปสู่ลูกค้าที่เป็น End User ภายใต้เงื่อนไข
ของเวลาและต้นทุน ที่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยศูนย์กระจายสินค้าเป็นหน่วยของโลจิสติกส์ในการทำหน้าที่ทางธุรกรรมรับช่วงส่งสินค้าสำเร็จรูปที่
เป็น Final Production เพื่อให้มีการส่งมอบไปสู่ลูกค้าหรือผู้ใช้คนสุดท้าย (End User) ดังนั้น หน้าที่
สำคัญของศูนย์กระจายสินค้าจึงเป็นแหล่งในการรวบรวม แบ่ง บรรจุ คัดเลือก ให้เหมาะสมของประเภท
พาหนะที่จะใช้ในการขนส่งให้กับลูกค้า ซึ่งจะมีความแตกต่างไปตามสภาพแวดล้อมโดยพันธกิจที่สำคัญ
ของศูนย์กระจายสินค้าจะเกี่ยวข้องกับการจัดการความสัมพันธ์ของข้อมูลข่าวสาร การจัดเก็บสินค้า
(Storage) และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) รวมทั้งการจัดการประเภทของการขนส่ง (Mode of
Transport) โดยเฉพาะหน้าที่ของการวางแผนการส่งมอบสินค้า Delivery Load Planning เพื่อให้ส่ง
สินค้าที่ถูกต้องในเวลาที่ถูกต้องไปสู่ลูกค้าตามเวลาที่ต้องการ

การที่ประเทศไทยยังไม่สามารถพัฒนาการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ไปสู่ในระดับ
World Logistics ได้นั้น นอกเหนือจากปัจจัยหลายประการแล้ว ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ประเทศ
ไทยยังขาดการพัฒนาหรือความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของศูนย์กระจายสินค้า จนมีการเปรียบเปรยว่า
ระดับการพัฒนาโลจิสติกส์ของไทยยังอยู่ในระดับโลกที่สาม (The Third World Logistics) ซึ่งผลเสียที่
ชัดเจนจะเห็นได้จากการที่เรามีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่สูงถึงร้อยละ 16-19% ต่อ GDP ซึ่งประมาณ 47%
เป็นต้นทุนสต็อกสินค้าและอีกประมาณ 41% เป็นต้นทุนที่เกิดจากการขนส่ง ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้น
ทุนดังกล่าวสูง เกิดจากการที่ผู้ผลิตต้องขนส่งสินค้าไปให้กับลูกค้าในต่างจังหวัด โดยไม่มีศูนย์รวบรวม
พักสินค้าตามจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางขนส่ง (HUB) ทำให้ส่วนใหญ่แล้วต้องขนส่งรถเที่ยวเปล่ากลับหรือ
สินค้าส่งมอบไม่เต็มคันรถ

การจะแก้ปัญหาดังกล่าวจะต้องมีศูนย์กระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพภายใต้การบริหารจัดการโดย
Outsourcing ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีโครงข่ายการกระจายสินค้า ทำหน้าที่ในการรวบรวมสินค้าให้เต็ม
คันรถหรือจัดพาหนะให้เหมาะสมกับจำนวนและสอดคล้องกับสถานที่ส่งมอบสินค้า อีกทั้งยังมีเครือข่าย
ในการรวบรวมสินค้า จากแหล่งที่ส่งมอบสินค้าปลายทาง ทำให้ไม่ต้องขนส่งรถเที่ยวเปล่ากลับ ซึ่งการ
ดำเนินการเช่นนี้ได้นอกเหนือการต้องมีเครือข่ายและการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ยังจะต้องมีระบบการ
บริหารข้อมูลข่าวสารและความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับงาน
โลจิสติกส์มาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ ได้แก่ ระบบ Barcode , RFID , EDI , ebXML รวมถึงโปรแกรม
ระบบปฏิบัติการคลังสินค้าและกระจายสินค้า เป็นต้น ซึ่งการที่ประเทศไทยจะพัฒนาเครือข่ายการกระจาย
สินค้าจะต้องเริ่มต้นด้วยการพัฒนาระบบ e-Trade Logistics เพื่อให้การดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวโยงใน
ระดับเอกชนให้สามารถเชื่อมต่อกันเป็น B2B และในส่วนที่ต้องเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางด้าน
เอกสาร และกฎระเบียบของภาครัฐ ก็จะต้องให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลเป็น B2G โดยนำระบบทั้งภาครัฐและ
เอกชนมาเสริมต่อให้อยู่ในโซ่อุปทานเดียวกัน ที่เรียกว่า One Stop Service

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเร่งการพัฒนาและให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศูนย์กระจาย
สินค้า ให้สามารถเป็นเครือข่ายในการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการกระจาย
สินค้าทั้งในระดับภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์
ของผู้ประกอบการรายย่อย เช่น SMEs และ OTOP

ศูนย์กระจายสินค้าในความหมายนี้จะต่างกับศูนย์กระจายสินค้าที่เป็นลักษณะ Private เช่น ศูนย์กระจาย

สินค้าของห้างสรรพสินค้าของ Tesco Lotus ซึ่งศูนย์กระจายสินค้าซึ่งจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนโลจิ
สติกส์ จะต้องมีลักษณะเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าในลักษณะที่เป็นสาธารณะหรือ Public ซึ่ง
ภาครัฐอาจจะมีการประมูลเพื่อให้เอกชนเข้าบริหารตามสถานที่ที่เป็นชุมทางขนส่งของภูมิภาค หรือตาม
ประตูเชื่อมโยงขนส่ง (Corridor Link) สู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่ทางหมายเลข 9 หรือ ที่ท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งจะเป็นประตูในการกระจายสินค้าไปสู่ประเทศจีน
ตอนใต้ ภายใต้การขนส่งทางแม่น้ำโขง หรือการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่อำเภอแม่สอด ในการที่จะรวบ
รวมและกระจายสินค้าผ่านอำเภอเมียวดีไปสู่ประเทศพม่า ซึ่งภาคเอกชนหากจะให้ไปลงทุนเอง ก็อาจจะมี
ปัญหาในการต้องลงทุนเฉพาะที่ดินที่ติดกับประตูเศรษฐกิจไปสู่พรมแดนประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่มัก
เป็นที่ของทางราชการ โดยเฉพาะที่ดินซึ่งยังไม่มีเอกสารสิทธิ

โดยทั่วไปแล้วศูนย์กระจายสินค้าภายในประเทศควรจะตั้งอยู่ตามเส้นทางขนส่งหลัก โดยมีระยะห่างจาก
ศูนย์กลางแหล่งผลิตเป็นระยะทาง 400-500 กิโลเมตร เช่น ทางภาคเหนือ อาจมีที่พิษณุโลก จังหวัด
ตราด ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็อาจเป็นที่ขอนแก่น หรือทางภาคใต้ก็อาจเป็นที่สุราษฎร์ธานี ฯลฯ
ซึ่งทำเลที่ตั้งควรจะสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟ หรือเชื่อมโยงกับการขนส่งทางแม่น้ำหรือท่าเรือ
ชายฝั่ง จะเห็นได้ว่าศูนย์กระจายสินค้าจะมีความสัมพันธ์กับการขนส่งที่เรียกว่า Multimodal Transport
ซึ่งก็คือการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ต้องมีการเปลี่ยนประเภทพาหนะขนส่ง

การที่จะให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยสามารถลดลงเหลือร้อยละ 13 ภายในปี 2553 ตามที่ภาครัฐได้มี
การตั้งเป็นนโยบายไว้ ความสัมฤทธิ์ผลจึงอยู่ที่จะต้องพัฒนาให้มีศูนย์กระจายสินค้าในแบบที่สามารถรวบ
รวมและกระจายสินค้าให้เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงได้ทั่วประเทศ ซึ่งกลไกที่จะมาขับเคลื่อนได้ ก็อยู่ที่จะ
ต้องพัฒนาให้เกิดผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตามการที่ศูนย์กระจายสินค้าจะสามารถ
บรรลุภารกิจดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องอาศัยระบบการบริหารจัดการขนส่งที่เป็น Multimodal
Transport ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยยังไม่มีการขับเคลื่อนเพราะไม่รู้ว่าจะต้องพัฒนาส่วนใดก่อน ก็พอจะ
อนุมานคล้ายกับ “ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่ควรเกิดก่อนไก่” ก็คงจะเป็นวังวนในการแก้ปัญหาระบบ
โลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งไม่น่าแปลกใจว่าการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทยก้าวหน้าน้อยมาก เพราะ
ประเทศไทยไม่ชอบคิดอย่างเป็นระบบ

การที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ไปสู่ World Class Logistics เพื่อให้เกิดพลวัตรในการลดต้นทุน
โลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคธุรกิจจะต้องเข้าใจบทบาทและ
หน้าที่ของศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าที่เป็นลักษณะ Trade Logistics ให้สามารถเป็นกลไกในการ
ส่งมอบสินค้าทั้งในระดับจังหวัดและในระดับการค้าโลก….

ธนิต โสรัตน์

ประธานกรรมการ V-SERVE GROUP

โปรย :

“ศูนย์กระจายสินค้าภายในประเทศควรตั้งอยู่เส้นทางขนส่งหลัก ห่างจากศูนย์กลางผลิต 400-500
กิโลเมตร สามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟ หรือเชื่อมโยงกับการขนส่งทางแม่น้ำหรือท่าเรือชายฝั่ง”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *