ถอดรหัส Six Sigma วิถีสำเร็จกลิ่นตะวันตก





ถอดรหัส Six Sigma วิถีสำเร็จกลิ่นตะวันตก
ไม่ว่าจะธุรกิจไหนก็ต้องการวัดรอยเท้าบริษัทชั้นนำของโลกอย่างจีอี หรือ โมโตโรล่า และนี่เองที่ทำให้ Six Sigma ก้าวขึ้นมาเป็น “ดาวเด่น” ในจำนวนเครื่องมือบริหารจัดการที่มีหลากหลาย ซึ่งถ้าเป็น “ดารา” Six Sigma ก็จัดอยู่ในข่ายซูเปอร์สตาร์ทีเดียว

องค์กรธุรกิจในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยนำเอา Six Sigma มาเป็นกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถก้าวไปถึงดวงดาว

วชิรพงษ์ สาลีสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญเครื่องมือ Six Sigma สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทย อธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ว่า โดยรวมปัญหาขององค์กรธุรกิจไทยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของ Six Sigma อย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่แค่นำมาประยุกต์ใช้เท่านั้น

“Six Sigma เป็นเครื่องมือที่มีกำเนิดมาจากฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกา ซึ่งวชิรพงษ์ บอกว่าเพราะประเทศตะวันตกมีลักษณะเฉพาะตัวคือ “ใจร้อน ทำอะไรต้องเห็นผลทันตา เขาจึงมักทุ่มเงิน ทุ่มคนเพื่อทำให้โครงการสำเร็จ จึงไม่แปลกที่เราจะได้ยินว่า “Show me money” ในหนังฮอลลีวู้ดที่ฉายภาพของแวดวงธุรกิจฝั่งซีกโลกตะวันตก ”

และ คาแรคเตอร์ของคนตะวันตก ก็ได้สะท้อนมาที่ Six Sigma ซึ่งเป็นแนวคิดในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง

แตกต่างจากเครื่องมือจากฝั่งตะวันออก อาทิ ไคเซ็นของญี่ปุ่น ที่มีความเยือกเย็นเน้นจิตสำนึกของคนในองค์กร เพื่อสร้างองค์กรที่เข้มแข็งซึ่งกว่าจะสำเร็จ ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า

ความสำเร็จจากแนวคิด Six Sigma ขององค์กรชั้นนำของโลกอย่างจีอี (บริษัทเจเนอรัลอิเลคทริก ) และโมโตโรล่า เกิดขึ้นได้เพราะลักษณะพิเศษในแบบโลกตะวันตกอันเป็นต้นฉบับของ Six Sigma นั่นเอง

ลักษณะพิเศษประการแรกที่วชิรพงษ์ชี้ให้เห็นคือ “บทบาทของผู้นำสูงสุดขององค์กร”

เหมือนคำสุภาษิต “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” ผู้นำจึงต้องเป็นผู้ผลักดันให้โครงการ Six Sigma ขับเคลื่อนได้ต่อเนื่อง โดยสนับสนุนในทุกด้านเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงการสนับสนุน “เงิน” ด้วย

ลักษณะประการที่สอง คือ “คัดคนเก่ง” ที่ทั้งองค์กรให้การยอมรับมาเป็นทีมปฏิบัติภารกิจโครงการ

ในกระบวนการ Six Sigma นอกจากผู้นำแล้ว จะมีผู้รับผิดชอบอีก 3 ระดับ คือ 1.ระดับ Steering Committee ระดับนี้ผู้ที่รับผิดชอบ ต้องมีบทบาทเหมือนพวงมาลัย ที่จะกำหนดทิศทางโครงการ และเป็นผู้ที่ทำแผนการสื่อสารให้คนในองค์กรได้รับรู้ถึงโครงการที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็มีความท้าทายว่าจะทำให้คนในองค์กรให้ความร่วมมือและมีความเข้าใจและพูดกันในภาษาเดียวกัน (Steering Langguage )

2.ระดับ Champion จะต้องมีการแต่งตั้ง “แชมปียน” ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามทิศทางที่ Steering กำหนด พร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ และกระตุ้นให้โครงการเดินหน้า

3.ระดับ Blackbelt หรือ “สายดำ” พระเอกของโครงการ Six Sigma เพราะจะเป็นมดงานที่ลงมือปฏิบัติให้โครงการประสบความสำเร็จ

ตำแหน่ง “สายดำ” ไม่จำเป็นต้องมีผลการเรียนดีเลิศที่สุด หรือเก่งคำนวณที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่มีความสามารถในการทำงาน เป็นคนที่คนในองค์กรให้ความยอมรับและการนำเสนองานที่มีขั้นตอนสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยศัพท์แสงที่มีเทคนิคเฉพาะตัว ให้ผู้บริหารรับรู้ และสามารถเข้าใจได้ง่ายภายในระยะเวลาที่จำกัด

“ส่วนใหญ่องค์กรมักจะคัดคนเก่งเป็น “Star” มาเป็น Blackbelt แต่ที่จริงไม่จำเป็นต้องคัดคนที่เก่งที่สุด แต่ก็ต้องไม่ใช่คนที่เรียกว่า “ซาก” สำคัญต้องมีทักษะในการบริหารจัดการ มีความตั้งใจที่จะและนำโครงการ ไปสู่ความสำเร็จ”

ในขณะนี้ตำแหน่ง “สายดำ” เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยทำหน้าที่ “สายดำ” หรือ Blackbelt ในโปรแกรม Six Sigmd จะถูกเสนอผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขค่าตอบแทน หรือ ห้องทำงานที่แสนสบาย

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกว่าที่แต่ละคนจะได้รับการแต่งตั้งเป็น Blackbelt ต้องผ่านการอบรมและการรับรองจากสถาบันอบรมด้าน Six Sigma ที่ประเทศอเมริกา เรียกได้ว่าต้องพบกับการทดสอบ การประเมินผลที่นับว่าอยู่ในระดับ “หิน” เลยทีเดียว

อีกหนึ่งคุณลักษณะของ Sig Sixma ที่มีความเป็น “ตะวันตก” อยู่ในตัวคือ ความจริงจัง ที่สะท้อนว่า โครงการ Six Sigma ควรมีลักษณะ Full-time

สำหรับองค์กรธุรกิจไทยมักให้ทีมงานจัดสรรเวลาจากงานประจำมาทำโครงการดังกล่าวในลักษณะ Part-time มากกว่า ดังนั้นทีมงานจึงอยู่ในอาการห่วงหน้า พะวงหลัง และไม่อาจทุ่มเทให้โครงการได้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

วชิรพงษ์ ให้คำแนะนำว่า ก่อนจะทำ Six Sigma ต้องเอกซเรย์กันเลยว่าในองค์กรมีหน่วยงานไหนบ้างที่เหมาะสมเพื่อมอบหน้าที่ให้รับผิดชอบดูแลโครงการนี้เป็นหลัก เป็นเฟืองสำคัญผลักดันให้การดำเนินงานราบรื่น

นอกจากนั้นการทำ Six Sigma ยังต้องดูเป้าหมายธุรกิจขององค์กรเป็นหลัก ก่อนจะกำหนดกลยุทธ์หรือเครื่องมือแต่ละตัว ซึ่งจุดมุ่งหมายที่สำคัญของ Six Sigma คือ การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลกำไร

แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรว่าต้องการผลกำไรเท่าไหร่จึงจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ โดยต้องกำจัดความแปรปรวน ลดความสูญเสียต่างๆ และเป็นการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพ ต้นทุนการส่งมอบ ทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์และบริการ

“การทำโครงการ Six Sigma จะมีเวลาที่จำกัด ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 4-6 เดือน ดังนั้นต้องมีการกำหนดขอบเขตเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนและแคบลง แต่ผลที่จะได้รับนั้นต้องคุ้มและเป็นที่น่าพอใจถ้าเทียบกับทุนหรือแรงคนที่ทุ่มลงไป”

วชิรพงษ์ บอกว่า องค์กรธุรกิจไม่ว่าจะเป็นสายผลิตหรือบริการก็สามารถนำเอา Six Sigma ไปใช้เพื่อสร้างความสามารถได้ทั้งนั้น บนเงื่อนไขที่ว่า หากคิดจะทำให้สำเร็จก็ต้อง ประกาศให้คนในองค์กรได้รับรู้ และจูงใจให้เกิดความร่วมมือ

“ต้องป่าวประกาศดัง ๆ ให้ดูยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ มีความหมายสูงสุด” ////////

“ตำแหน่ง “สายดำ” เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยทำหน้าที่ “สายดำ” หรือ Blackbelt ในโปรแกรม Six Sigmd จะถูกเสนอผลตอบแทนที่คุ้มค่า”

Popularity: 1%



Related posts:

  1. ถอดรหัส Six Sigma วิถีสำเร็จกลิ่นตะวันตก
  2. กูรู ‘ปีเตอร์ แพนดี้’ แนะองค์กรไทยใช้ Six Sigma
  3. ถอดรหัส แผนพัฒนาคน SCG
  4. ถอดรหัส ‘อัมพวา’ กระแสบูม! ‘ประโยชน์’หรือ ‘ทำลาย’
  5. ถอดรหัส "วิถีโตโยต้า" ยิ่งทำซ้ำ ยิ่งสำเร็จ
  6. งาน Part Time ได้อะไรมากกว่าที่คิด
  7. วัดปรอท ตรวจสุขภาพองค์กร

About the Author