Assertiveness : อย่างตรงไปตรงมา

Assertiveness : อย่างตรงไปตรงมา
เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย
Assertiveness เป็นคำที่ผมมีความยุ่งยากใจที่จะแปลเป็นภาษาไทย เพราะไม่แน่ใจว่าคำไทยคำใดจะสื่อความหมายมันได้ดีที่สุด แต่ผมจะให้คำนิยาม (Definition) ไว้ดังนี้ครับ
Assertiveness คือ การที่เราแสดงออกด้วยคำพูดหรือกิริยาอาการว่า เรามีความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยไม่ปิดบังหรืออ้อมค้อม แต่ไม่ก้าวร้าว
เรื่องการพูดอะไรให้ Assertiveness นี้เป็นเรื่องยากสำหรับคนไทย แต่สำหรับชาวต่างชาติ เช่น ชาวอเมริกัน ชาวสิงค์โปร์ หรือชาวยุโรปส่วนใหญ่แล้วเขาจะประพฤติปฏิบัติกันเป็นปกติตัวอย่างเช่นมี่เพื่อนชาวอเมริกันของผมซึ่งเป็นสุภาพสตรีชื่อจูเนียกำลังยืนเข้าคิวคอยโทรศัพท์สาธารณะอยู่ ในอเมริกา ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งซึ่งกำลังรีบร้อนอยู่เดินเข้ามาลัดคิว (จะโดยตั้งใจหรือไม่ ไม่ทราบได้) จูเนียไม่รีรอ เธอรีบสะกิดชายผู้นั้นแล้วบอกอย่างสุภาพว่า “คุณคะมีคนยืนรอเข้าคิวอยู่ คุณช่วยไปต่อคิวตามลำดับนะคะ” อาการเช่นนี้เรียกว่า Assertiveness แต่ถ้าจูเนียบอกกับเขาว่า “นี่คุณไม่รู้จักมีมารยาทซะบ้างเลย ไปต่อคิวข้างหลังโน่น รู้จักเกรงใจคนอื่นบ้างซิ” อาการเช่นนี้เรียกว่า Aggressiveness ซึ่งเป็นการที่เราแสดงออกด้วยคำพูดหรือกริยาอาการว่าเรามีความคิดเห็นอย่างไร โดยไม่ปิดบังหรืออ้อมค้อม แต่ก้าวร้าว
ผมมีข้อสังเกตว่าคนไทยหลาย ๆ คน อาจจะแยกแยะไม่ออกระหว่าง Assertiveness และ Aggressiveness เราอาจจะคิดว่าการแสดงออกที่ Assertiveness เป็นกิริยาที่ไม่สุภาพเพราะว่าวัฒนธรรมของเรานั้นเป็นวัฒนธรรมที่อ่อนน้อม เอื้ออารี และเป็นมิตร หากเราจะพูดอะไรตรงไปตรงมาอาจจะกระทบต่อความรู้สึกของคนอื่นก็ได้ เราจึงหลีกที่จะพูดตรง ๆ โดยการพูดอ้อม ๆ หรือบ้างครั้งก็ไม่พูดซะเลยดีกว่า เพราะเราเคยได้ยินสุภาษิตโบราณว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง”
มีฝรั่งจำนวนมากที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเกรงใจ ดังนั้นเขาจะรู้สึกแปลกใจที่เราไม่แสดงออกอย่าง Assertive ตัวอย่างเช่น ในที่ประชุมเจ้านายฝรั่งบอกว่า เราต้องทำรายงานนี้ให้เสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์ แต่ว่าสมาชิกในที่ประชุมมีข้อมูลว่า รายงานนี้ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งอาทิตย์แน่นอน เพราะครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว โดยที่ครั้งแรกที่เคยทำแล้วนั้นใช้เวลาสองอาทิตย์ สาเหตุก็เพราะว่ามันเป็นโปรแกรมใหม่ที่พนักงานยังไม่ถนัด แต่ด้วยความที่เราไม่ Assertive เพียงพอ เราก็รับปากทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายังไงก็เสร็จไม่ทัน

ดังนั้น หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปเมื่อนายฝรั่งมาตามงาน ก็แน่นอนละว่างานไม่เสร็จ แล้วเราก็โดนเขาตำหนิว่า ไม่สามารถรับผิดชอบงานตามที่สัญญา (Promise) ไว้ได้
ดังนั้น หากเรา Assertive เพียงพอ ปัญหาเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น คราวนี้เราลองมาดูซิว่าถ้าอย่างนั้นหากว่าเราต้องการพัฒนาตัวเราให้มี Assertiveness มากขึ้นนั้นเราจะทำได้อย่างไร
เริ่มต้นเลยเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Assertiveness เป็นเรื่องปกติ มิใช่เป็นกิริยาที่ไม่สุภาพและก้าวร้าว โดยเฉพาะชาวต่างชาติแล้วนั้นเขายิ่ง Assertive มากจนเราอาจจะรู้สึกอึดอัดใจด้วยซ้ำไป เพราะเขาต้องปกป้องสิทธิของเขา หากเขาไม่เห็นด้วย หรือคิดว่าในภายหลัง แล้วเขาจะต้องมารับผลที่ตามมา (Consequences) หากไปตกปากรับคำในสิ่งที่รู้แล้วว่าทำไม่ได้
คราวนี้เราอาจจะใช้คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยเราตรวจดูว่าเรื่องนั้นเราควรจะAssertive หรือไม่
• หากเราไม่พูดสิ่งที่เราคิดออกไป จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต
• เราจะพูดอย่างไรไม่ให้เขาเสียความรู้สึกหรือเสียหน้า
• น้ำเสียง สีหน้า กิริยา ท่าทาง ของเราจะแสดงออกอย่างไร
• เวลาและโอกาสนี้ ควรจะพูดหรือไม่
ตัวอย่าง เช่น ในเรื่องรายงานข้างต้น หากเราประยุกต์ใช้คำถามเหล่านี้ดู…
• หากเราไม่พูดสิ่งที่เราคิดออกไป จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต?
ตอบ: เจ้านายจะตำหนิเราว่าเราไม่รับผิดชอบกับงาน
• เราจะพูดอย่างไรไม่ให้เขาเสียความรู้สึกหรือเสียหน้า?
ตอบ: “นายครับ งานนี้ผมเคยทำมาแล้วมันใช้เวลาสองอาทิตย์ ครั้งนี้อาจจะไม่ถึงสองอาทิตย์ครับ แต่เกรงว่าอาทิตย์เดียวคงไม่เสร็จแน่ ผมคิดว่าที่ควรจะเป็นคือ”
• น้ำเสียง สีหน้า กิริยา ท่าทาง ของเราจะแสดงออกอย่างไร?
ตอบ: ควรจะแสดงด้วยอาการปกติ หากเราจะพูดเป็นภาษาอังกฤษก็ควรพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
• เวลาและโอกาสนี้ ควรจะพูดหรือไม่?
ตอบ: เจ้านายกำลังหงุดหงิด เพราะนายของเขาเร่งมาอีกทีหนึ่ง ซึ่งหากไม่เสร็จก็จะมีผลเสียหายทางธุรกิจ ในกรณีนี้คุณอาจจะต้อง Assertive พอที่จะบอกว่าหากจะให้เสร็จทันนั้นคุณต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง หรือต้องการทรัพยากรอะไรเพิ่มเติมขึ้นบ้าง
ในเรื่องใดบ้างที่เราควรจะ Assertive
เรื่องที่เรารู้อย่างชัดเจนว่าคงทำไม่ได้ตามสิ่งที่นายบอกมา เช่น กรณีตัวอย่างข้างต้น เพราะว่าเราต้องมองที่ผลที่จะเกิดตามมา ลองประเมินสิ่งเหล่านี้ดู
• ปฏิเสธว่าทำไม่ได้ภายในเวลาหนึ่งอาทิตย์ – รับปากไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้
• วันนี้ : ต้องอธิบายความให้นายฟัง อาจต้องขัดใจนายในวันนี้บ้าง – วันหน้า : หากเจ้านายเข้าใจและเปลี่ยนกำหนด ก็ไม่เกิดปัญหาในอนาคต
• วันนี้ : เจ้านายชื่นชม ว่ามีความรับผิดชอบ – วันหน้า : เจ้านายตำหนิว่าไม่รับผิดชอบแต่นอกเหนือไปกว่านั้น หากเจ้านายเราไปรับปากลูกค้าไว้ ผลเสียอาจจะทำให้เสียลูกค้าและเสียธุรกิจไปได้ เผลอ ๆ ตัวเราอาจจะถูกลงโทษด้วย ถ้าเขารู้แล้วว่าในวันที่รับปากนั้นรู้อยู่ว่าทำไม่ได้
• เรื่องที่เป็นเรื่องต้องเร่งให้เสร็จ
• เรื่องที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายกับลูกค้า องค์กรของเรา
ผมหวังว่าด้วยแนวทางนี้ คงจะทำให้คุณ Assertive มากขึ้นนะครับ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *