AEC : ASEAN Single Window เชื่อมข้อมูลข้ามโลก 4

AEC : ASEAN Single Window เชื่อมข้อมูลข้ามโลก 4
Source: ปาหนัน ลิ้ม

เอกชนระบุชัด e-Customs แก้ตรงจุด ต้องอำนวยความสะดวก-ไม่เพิ่มต้นทุน

เอกชนขานรับระบบ e-Customs ระบุช่วยอำนวยความสะดวกด้านพิธีการนำเข้า-ส่งออก ชี้แก้ให้ตรงจุดต้องไม่เพิ่มต้นทุน เผย Asean Single Window ช่วยส่งเสริมการค้าในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบันกรมศุลกากรได้พัฒนาระบบงานของกระบวนการนำเข้า-ส่งออก และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง และได้ทยอยนำระบบการให้บริการผ่านพิธีการศุลกากรนำเข้า-ส่งออกทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (e-Import/e-Export) มาให้บริการสำหรับการนำเข้า-ส่งออก

โดยเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ปิดระบบอีดีไอและเริ่มใช้ระบบ e-Import และ e-Export อย่างถาวร ซึ่งผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์จากระบบ e-Import และ e-Export หลายอย่าง เช่น ออกของได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ลดความผิดพลาดอันเนื่องมาจากการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน ลดต้นทุนเกี่ยวกับการบริหารระบบสินค้าคงคลัง เนื่องจากสามารถกำหนดเวลาในการซื้อและตรวจปล่อยของออกจากศุลกากรได้แน่นอน พร้อมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางติดต่อสื่อสาร และการจัดการเอกสารต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางมาติดต่อกับกรมศุลกากร

นอกจากนี้ยังจะสามารถใช้สิทธิในการลดอัตราอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรฯที่กำหนดให้ใช้ตัวเลขกำหนดประเภทย่อยในระดับ 8 หลัก เพื่อรองรับรายการสินค้า ตามพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียน (AHTN) และลดอัตราอากรสำหรับของนำเข้าที่ใช้สิทธิพิเศษตามประกาศกระทรวงการคลังได้ ที่สำคัญคือทำให้ธุรกรรมที่เกี่ยวกับศุลกากรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เกิดความโปร่งใส เพราะว่าทุกอย่างดำเนินการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผู้ประกอบการภาคเอกชนมองว่ากรมศุลกากรของไทยมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะการยกเลิกระบบอีดีไอ มาใช้ Paperless ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐต้องการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริงแล้ว นอกเหนือจากช่วยให้พิธีการต่างๆ สะดวกรวดเร็วแล้ว ควรให้มีต้นทุนที่ถูกลงด้วย

ในเรื่องนี้ คุณวิเชียร กาญจนวิไล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ้าท์อีสท์ โลจิสติกส์ จำกัด ในฐานะผู้ชำนาญการศุลกากร กล่าวว่า ในการพัฒนาระบบของกรมศุลกากรเรื่อง paperless นั้น ในเรื่องพิธีการ เรื่องใบขนนั้นถือว่าอำนวยความสะดวกมาก ที่ช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ขณะนี้ paperless ยังไม่ถือว่าไร้เอกสาร 100% เพราะเวลาที่ไปตรวจปล่อยต้องถ่ายสำเนาเอกสารไปด้วย ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็น paperless ซึ่งการไปติดต่อทุกหน่วยงานเราต้องมีสำเนาเอกสารไปด้วย ทำให้ยังไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร

“EDI กับ Paperless ขั้นตอนการทำงานไม่แตกต่างจากเดิม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ๆ ปฏิบัติงาน ยังเป็นเจ้าหน้าที่คนเดิม อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการได้รับความสะดวกเรื่องการยกเว้นการตรวจในส่วนของการส่งออกพอสมควร เนื่องจากไม่ต้องมีการสุ่มตรวจตู้สินค้า แต่ในการส่งสินค้าขาเข้านั้น มีการสุ่มตรวจตู้สินค้าถึงเกือบ 90% ทำให้เกิดความยุ่งยากและเกิดเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น” คุณวิเชียร กล่าวและย้ำว่า ในระบบการนำเข้าส่งออกนั้น กรมศุลกากรนับเป็นหน่วยงานที่พัฒนาไปมากกว่าหน่วยงานอื่น และมีนโยบายในการที่จะทำตรงนี้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องระบบ แต่เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน

หากศุลกากรต้องการสนับสนุนส่งเสริมการนำเข้าส่งออก ควรให้เจ้าหน้าที่ทำงาน 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่เจ้าหน้าที่ เชื่อว่าจะสามารถลดต้นทุนผู้ประกอบการได้ แม้ว่าขณะนี้ทางกรมจะประกาศว่าทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ผู้ประกอบการต้องมาจ่ายค่าล่วงเวลาแก่เจ้าหน้าที่ในการใช้บริการนอกเหนือเวลาทำงานปกติ ในขณะที่ศุลกากรในต่างประเทศให้เจ้าหน้าที่ทำงาน 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง โดยผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่ว่าจะใช้บริการช่วงเวลาใด ค่าธรรมเนียมหรือวิธีปฏิบัติก็เสมือนหนึ่งใช้บริการเวลาเดียวกัน

“สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้ไทยไม่สามารถเป็น Transshipment Port ได้ เนื่องจากไทยมีกฎหมายศุลกากรถ่ายลำที่เป็นอุปสรรค ซึ่งสินค้าที่มาใช้ท่าต้องมีภาระด้านภาษี ทั้งยังใช้เวลาในการเดินพิธีการศุลกากรถึง 2 วัน ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ทำให้ไม่มีสินค้าต้องการใช้ไทยเป็นศูนย์ถ่ายลำ ส่งผลให้สิงคโปร์เป็นฮับทางการขนส่งอย่างที่ไทยไม่สามารถเทียบชั้นได้เลย” คุณวิเชียร กล่าว

“การพัฒนาระบบ e-Customs ซึ่งเป็นระบบพิธีการทางศุลกากรที่ไร้เอกสาร ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก ในเรื่องการดำเนินพิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก อย่างเช่น เรื่องใบขนที่ไม่ต้องไปผ่านเจ้าหน้าที่ศุลกากร โดยสามารถส่งข้อมูลผ่านระบบได้เลย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการดำเนินพิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก โดยเอกชนไม่ต้องเดินทางมาติดต่อโดยตรงกับหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถดำเนินการส่งออก-นำเข้าสินค้าได้ ทำให้ลดต้นทุนลงได้มาก” คุณสุวัฒน์ นวลขาว ผู้จัดการฝ่ายขนส่งและคลังสินค้า บริษัท กรีนสปอต จำกัด และคุณวิเชียร กล่าวแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน

ดร. กฤษฎ์ ฉันทจิรพร นายกสมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต (TLAPS) กล่าวว่า หากระบบมีการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์เต็มรูปแบบแล้ว ถ้าช่วยให้ลดต้นทุนผู้ประกอบการลงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก ไม่ใช่ว่าใช้แล้วทำให้เพิ่มต้นทุน แต่ในภาพรวมแล้วการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่ ASEAN Single Window ส่งผลให้การค้าในภูมิภาคมีความสะดวกมากขึ้น เป็นการส่งเสริมการค้าในภูมิภาคอาเซียน ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระบบ e-Logistics ไม่ใช่เรื่องเอกสารอย่างเดียว แต่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องระบบการบริหารจัดการ ระบบการให้บริการ ระบบสอบย้อนกลับ ช่วยให้การทำงานดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการหมุนเวียนสินค้าเร็วขึ้น หากผู้ประกอบการพัฒนาระบบมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จะส่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ

“ผู้ประกอบการต้องดูว่าระบบที่ออกมาแบบมาเหมาะสมกับเราหรือไม่ ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เหมาะสมกับเราหรือไม่ นอกจากนี้ต้องนำไปสู่การเชื่อมโยงซัพพลายเชนอย่างแท้จริง ซึ่งการใช้ไอทีไม่ใช่ว่าดีเสมอไป ผู้ประกอบการต้องหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเองให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต” ดร. กฤษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก มีการตื่นตัวและพัฒนาระบบของตัวเองเพิ่มมากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่เอกชนผู้ใช้บริการสะท้อนกลับคือเรื่องลดต้นทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐต้องหันกลับมามองและให้ความสำคัญ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดอย่างแท้จริง…

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *