AEC : SMEs ก้าวทัน AEC

AEC : SMEs ก้าวทัน AEC

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ฉายภาพไทยอยู่ตรงไหนใน “อาเซียน”

ช่วงหลายปีมานี้ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนมักจะพูดกันว่าประเทศไทยมีพลเมือง 67 ล้านคน แต่ล่าสุด ผลการสำรวจของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุอย่างไม่เป็นทางการออกมาแล้วว่า มีแค่ 64 ล้านคนเท่านั้น (อีก 3 ล้านคนเป็นแรงงานต่างชาติ) อีกทั้งโครงสร้างสังคมของบ้านเราเปลี่ยนแปลงไป เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแบบเดียวกับประเทศญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งประเด็นนี้ ถ้ามองอย่างผิวเผินอาจจะไม่เห็นอะไร แต่ในความเป็นจริงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี (Asean Economic Community)

สู่สังคมผู้สูงอายุ

คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้คำตอบในเรื่องนี้ อันเป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทยในกรอบอาเซียน” จัดโดย สมาคมนักข่าวเศรษฐกิจ โดยอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ท่านนี้ ระบุว่า จากผลสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุด พบว่า ประเทศไทยมีประชากร 64 ล้านคน และในปี 2567 ไทยจะมีประชากรถึงจุดสูงสุดคือ 66 ล้านคน หลังจากนั้นจะมีอัตราการเพิ่มช้ามาก

ตัวเลขแค่นี้อาจจะยังมองไม่ทะลุว่า จำนวนประชากรมีผลอย่างไรต่อการพัฒนา แต่ถ้าแยกแยะตามอายุจะเห็นชัดเจนขึ้นอย่างที่คุณโฆสิตให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2553 ประเทศไทยมีคนวัยทำงานอายุ 15-59 ปี สัดส่วนสูงสุดคือ 67.03% และจะลดลงเหลือ 62.46% ในปี 2567 มีประชากรอายุน้อยกว่า 15 ปี คิดเป็น 15% ขณะที่ปี 2553 มีประชากรวัยเดียวกัน 45% และในปี 2567 มีคนอายุเกิน 65 ปี คิดเป็น 15% ถือว่าเป็นอัตราที่สูง อีกทั้งจะมีอายุยืนยาวกันมากขึ้น โดยผู้หญิงมีอายุขัย เฉลี่ย 78 ปี ผู้ชาย 70 ปี

โครงสร้างของประชากรดังกล่าวมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคดังนี้ 1. ขนาดของตลาด เนื่องจากจำนวนผู้บริโภคไม่โตขึ้น เพราะจำนวนคนไทยไม่ได้เพิ่ม 2. ขนาดของแรงงานไทยจะลดลง เห็นได้จากในงานสัมมนาใหญ่ธนาคารกรุงเทพ พบว่า วิกฤตแรงงานไทยมี 3 เรื่องคือ 1) หาคนทำงานยากขึ้น โดยเฉพาะคนงานที่ไม่มีฝีมือ 2) ค่าแรงแพง และสำคัญที่สุดคือ 3) ขาดแรงงานที่มีฝีมือ

ดังนั้น นักธุรกิจต้องดูว่าจะทำธุรกิจโดยใช้จำนวนแรงงานน้อยได้อย่างไร เมื่อประเทศไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำ จำนวนเด็กน้อยลง และคนแก่มากขึ้น ซึ่งเมื่อไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีประชากรสูงอายุแล้ว จะใช้ Growth Model เหมือนสมัยก่อนไม่ได้

คุณโฆสิต ชี้ให้เห็นภาพของสังคมผู้สูงอายุว่า จะหวังพึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการบริโภคภายในประเทศคงไม่ได้ เพราะผู้สูงวัยจะต้องมีการเก็บออม การใช้จ่ายต่างๆ จะไม่เหมือนวัยทำงาน ซึ่ง “อายุ” ของคนในแต่ละประเทศชี้ถึงขนาดของตลาด อันเป็นศักยภาพในการเจริญเติบโตด้วย อย่างในปี 2553 ประเทศไทยมีคนอายุมากกว่า 60 ปีคิดเป็น 13.2-15% โดยสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ แต่คนสิงคโปร์รวยก่อนแก่ ขณะที่คนไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างประชากรในกลุ่มอาเซียนอีก 9 ประเทศ แบ่งออกได้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ประเทศที่มีประชากรหนุ่มสาวมากคืออินโดนีเซีย ไทย พม่า เวียดนาม กลุ่มสอง ประเทศที่มีประชากรเด็กมาก เช่น ฟิลิปปินส์ มีประชากรเด็กคิดเป็น 33% นั่นหมายความว่า ในอนาคตจะมีคนเข้ามาทำงานให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเป็นผู้บริโภคในตลาดด้วย

สาเหตุ “อินโดฯ-จีน” เนื้อหอม

คุณโฆสิต อธิบายว่า ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน นอกจากฐานะเศรษฐกิจแล้ว อายุของประชากรเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ รวมทั้งจำนวนประชากรด้วย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปริมาณการบริโภคต่อหัวต่อคน อินโดนีเซียมีอัตราต่ำกว่าไทย แต่อินโดนีเซียมีประชากรกว่า 200 ล้านคน ทำให้ตัวคูณในการบริโภคมีมาก จึงมีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปทำธุรกิจที่นั่นเพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับจีน มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก แม้คนส่วนใหญ่ไม่ใช่ร่ำรวยแต่ตัวคูณในการบริโภคมีมาก ธุรกิจเอกชนจึงสนใจเข้าไป เพราะขนาดของตลาดใหญ่มากมีประชากรกว่าพันล้านคน

ขนาดของตลาดที่ใหญ่นั้น นับเป็นตัวดึงดูดการลงทุนได้เป็นอย่างดี ยิ่งรวมกับปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่มีความพร้อมแล้ว จะยิ่งทำให้ประเทศนั้นได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีก

“สิ่งที่เห็นชัดคือ นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยได้ตลาด 60 ล้านคน แต่ไปอินโดนีเซีย ได้ 200 ล้านคน ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เอง ส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศในไทยจะลดลงเพราะมีจุดอ่อนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นขนาดของตลาด ค่าจ้าง และแรงงาน

ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมบริษัทต่างชาติไปลงทุนที่อื่น ธรรมชาตินักลงทุนเป็นอย่างนี้ ใครจะมาลงทุนในตลาดที่แคบ นอกจากเรามีของดี ซึ่งต้องเน้นคุณภาพล้วนๆ สิ่งที่เป็นปริมาณมีความสำคัญน้อยกับประเทศไทย เราจึงต้องเน้นแนวคุณภาพ ในอนาคตต้องได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดโลก”

เน้นรัฐส่งเสริมแนวคุณภาพ

คุณโฆสิต ระบุด้วยว่า เวลานี้โจทย์ของประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว คำถามคือจะพัฒนากันอย่างไรต่อไป ซึ่งเจ้าตัวไม่มีคำตอบชนิดฟันธง แต่ก็ได้บอกไปแล้วว่า จะต้องส่งเสริมในแนวคุณภาพ

“สภาพของประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 กระทั่งถึงก่อนปี 2540 กำลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยคือ จำนวนแรงงานเพิ่มรวดเร็วและค่าแรงต่ำ เมื่อเอาคนงานบวกทุนและความรู้จากต่างประเทศ ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็น 8% ที่เรียกว่า Growth Model ซึ่งจีนก็ใช้โมเดลนี้ ต่อมาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 เริ่มมีก๊าซธรรมชาติ ก่อนหน้านั้นทรัพยากรธรรมชาติมีป่าไม้ ที่ดิน

ถามว่าปัจจุบันมีอะไร คำตอบคือ ไม่มี ดังนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจจะใช้โมเดลแบบเดิมไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรต่างชาติก็ไม่เข้ามาลงทุน เนื่องจากไม่มีทั้งทรัพยากรและแรงงานไม่มี หรือมีแรงงาน แต่ค่าแรงก็แพง

รัฐบาลต้องเน้นคุณภาพ ส่งเสริมให้เอกชนแข่งขันได้ แทนที่จะใส่สตางค์เข้าไป ควรใส่ใจว่าจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อย่างไร

จริงอยู่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประชานิยมทุกพรรค แต่ประชาชนต้องถามหาคุณภาพจากรัฐบาล เพราะคุณภาพเสริมให้เอกชนแข่งได้ ซึ่งจะต้องเริ่มจากครอบครัวต้องมีวินัยในการใช้จ่ายเงิน และรู้จักการออม เอกชนต้องไม่อ่อนแอ ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตเลวร้ายแบบประเทศกรีซ”

สำหรับตลาดเออีซีที่มีประชากรถึง 600 ล้านคน คุณโฆสิต มองว่า “มีการแข่งขันกันสูง และวิธีการหนึ่งที่ทำกันคือ เข้าไปลงทุนในตลาดนั้นๆ แต่ที่ผ่านมานักธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศน้อยเมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม การจะไปลงทุนที่ไหนต้องดูความพร้อม ต้องดูว่าแข่งขันได้หรือไม่ด้วย

อย่างนักธุรกิจไทยอาจจะตั้งฐานการส่งออกจากประเทศไทย ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่น อาจไปตั้งโรงงานใกล้ชิดกับประเทศของผู้ซื้อ ทำให้อยู่ใกล้ตลาดมากขึ้น มีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ แต่วิธีการที่ดีคือต้องมีปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยน และลงทุนซึ่งกันและกัน

เมื่อ ปี 2007 ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเหนือจีนมาก แต่เวลาผ่านไปขณะนี้ไทยต่ำกว่าจีน ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องเน้นการส่งเสริมเอกชนในแนวคุณภาพมากกว่าปริมาณเพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะแก่นแท้คือความสามารถของภาคเอกชน ไม่ใช่รัฐบาล ดังนั้น เอกชนต้องได้รับการสนับสนุนเชิงคุณภาพโดยเร็ว”

ตลาดประเทศ CLMV โตเร็ว

คุณโฆสิต ระบุด้วยว่า ในปี 2553 ประเทศในภูมิภาคนี้อาศัยการส่งออกค่อนข้างมาก ของอาเซียนเฉลี่ยมากกว่า 50% ประเทศไทยส่งออกมากกว่า 60% และจากกรณีที่อาเซียนได้ลดภาษีระหว่างกัน อานิสงส์ของสิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ขณะนี้ตลาดหลักการส่งออกของไทยคืออาเซียน

เดิมการส่งออกไปประเทศในอาเซียนสำคัญน้อยกว่าอเมริกา แต่ปี 2553 เริ่มมีความสำคัญสุดเพราะมีสัดส่วน 22.7% ที่น่าสนใจมากคือกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งคนไทยเคยมองว่าเป็นการค้าชายแดน แต่ปัจจุบันตลาดทั้งสี่เป็นตลาดสำคัญเรียกว่าตลาดเกิดใหม่ที่ต้องใส่ใจ

จากตัวเลข ปี 2553 ไทยส่งออกไป 4 ประเทศนี้ เป็นมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านบาท ปี 2554 ไทยส่งออกไปกลุ่ม CLMV เป็นมูลค่า 4.7 แสนล้านบาท ขณะที่ส่งออกไปจีน 8 แสนล้านบาทเศษ จะเห็นได้ว่าอัตราเพิ่มสูงมากใน 1 ปี และปี 2555 ก็ยังมีอัตราเพิ่มอยู่

ทั้งหมดนี้ คงทำให้เห็นกันแล้วว่า ในอาเซียนนั้น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติแล้ว ฉะนั้น คงไม่สามารถแข่งขันได้ในเรื่องค่าจ้างแรงงานถูกหรือมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน หลังจากนี้ไปต้องขึ้นอยู่กับว่าบ้านเราจะพัฒนาในแนวทางคุณภาพได้มากน้อยแค่ไหน ขณะที่ประเทศในอาเซียนอื่นๆ ต่างก็มุ่งสู่แนวคุณภาพเช่นเดียวกัน

ที่มา : ข่าวสด

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *