AEC : H&M โหมบุกฟาสต์แฟชั่นขยายสู่เออีซี

AEC : H&M โหมบุกฟาสต์แฟชั่นขยายสู่เออีซี

เอชแอนด์เอ็ม แฟชั่นดังจากสวีเดนปักธงในไทย เป็นฐานรุกตลาดแฟชั่นอาเซียน นำร่อง 2 สาขาในปีนี้ก่อนขยายสาขาที่ 3 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ปี 56 งัดกลยุทธ์ราคา คุณภาพ และดีไซน์แข่งอินเตอร์แบรนด์บิ๊กเนม นำสินค้าหมุนเวียนเปลี่ยนทุกวันกระตุ้นนักช็อปเข้าช็อปสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

นายพาร์ ดาร์จ ผู้จัดการธุรกิจแฟรนไชส์ ประจำประเทศไทย บริษัท เอชไทย จำกัด ผู้บริหารร้านแฟชั่นเอชแอนด์เอ็ม(H&M) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ทำให้บริษัทแม่ ในประเทศสวีเดนของเอชแอนด์เอ็มให้ความสนใจในการขยายสาขาร้านเสื้อผ้าฟาสต์ แฟชั่นมากขึ้น โดยเอชแอนด์เอ็มเน้นเจาะตลาดเอเชียโดยเฉพาะในประเทศจีน และภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มปีละ 10-15% จากปีนี้จะขยายทั้งสิ้น 300 สาขา ขณะที่เอเชียมีสาขาอยู่ 150 แห่ง ทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ฯลฯ ล่าสุดได้เปิดสาขาในไทยแห่งแรกที่สยามพารากอน เนื้อที่ 3.2 พันตารางเมตร ภายในร้านจะมีมุมเสื้อผ้า แอ็กเซสซอรีทั้งสิ้น 13-14 คอนเซ็ปต์ แตกต่างกันไปตามสินค้า

ในปีนี้บริษัทจะเปิดสาขาในไทย 2 แห่ง โดยวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ เนื้อที่ราว 2 พันตารางเมตร ส่วนแผนในปี 2556 จะเปิดสาขาเพิ่มที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยไทยถือเป็นประเทศที่ 47 ที่ได้เข้ามาเปิดสาขา หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เปิดสาขาในสิงคโปร์และมาเลเซียตามลำดับ และการที่บริษัทเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยเนื่องจากเห็นว่าเป็นเมืองแฟชั่นขนาดใหญ่(Big Fashion Country)ในภูมิภาคอาเซียนและมีอินเตอร์แบรนด์เข้ามาทำตลาดจำนวนมาก แต่ก็มองว่าไม่ใช่อุปสรรคในการทำตลาดแต่อย่างใด เพราะจากการทดลองเปิดให้เข้าไปซื้อสินค้าผู้บริโภคให้การตอบรับอย่างดี จึงเห็นโอกาสและช่องว่างในการทำตลาดอีกมาก

ทั้งนี้ การเปิดสาขาในประเทศไทยนั้นนายแจ๊กเดฟ ซิงก์ กิลล์ นักลงทุนชาวสิงคโปร์ ที่มีการเปิดร้านสินค้าแฟชั่นกว่า 300 ช็อป อาทิ แบรนด์NAUTICA billabong ฯลฯ เป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการบริหารแฟรนไชส์ และครอบคลุมการขยายสาขาในสิงคโปร์ และอินโดนีเซียด้วย เพราะต้องยอมรับว่าการลงทุนเปิดร้านในรูปแบบค้าปลีกในประเทศไทยนั้นค่อนข้างลำบาก จึงต้องใช้นักลงทุนในภูมิภาคดูแล

“บริษัทจะมาบุกตลาดสินค้าแฟชั่นในเอเชียมากขึ้น จากที่เริ่มทำตลาดใน 5-6 ปีก่อน ในประเทศจีนซึ่งมีอัตราการเติบโตเร็วมาก ส่วนประเทศไทยถือว่าทำธุรกิจรีเทลลำบาก จึงต้องใช้นักธุรกิจโลคัลที่มีความรู้มาดำเนินการ ขณะที่การแข่งขันสินค้าฟาสต์แฟชั่นในประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก แม้ว่าบริษัทจะเข้ามาทำตลาดช้ากว่าอินเตอร์แบรนด์อื่นๆ แต่เอชแอนด์เอ็มก็มีจุดแข็งในด้านราคา คุณภาพสินค้า และที่สำคัญความเป็นแฟชั่น ส่วนปัญหาการลอกเลียนแบบนั้นก็ไม่มีความกังวลต่อการทำตลาดของแบรนด์เอชแอนด์เอ็ม เพราะเชื่อว่าผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อสินค้าภายในช็อปจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แฟชั่นที่หาซื้อในตลาดเลียนแบบไม่ได้”

ขณะที่แนวโน้มตลาดสินค้าแฟชั่นในประเทศไทยยังมีการขยายตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ที่เติบโตขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ตลาดอาจจะมีการเติบโตขึ้นๆลงๆ แต่จากประสบการณ์ที่บริษัทเข้าไปเปิดสาขาในแต่ละประเทศพบว่ามีส่วนกระตุ้นตลาดให้เติบโต และสร้างกระแสให้กับตลาดฟาสต์แฟชั่นได้อย่างมาก และในประเทศไทยบริษัทจะกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคด้วยการนำสินค้าแฟชั่นใหม่ๆเข้ามาหมุนเวียนภายในร้านทุกวันเพื่อจูงใจให้เข้ามาซื้อสินค้าเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

“บริษัทจะมีการนำสินค้าใหม่เข้ามาหมุนเวียนทุกวัน และยังเปลี่ยนมุมการจัดวางสินค้าใหม่ๆกระตุ้นการตัดสินใจซื้อด้วย ที่สำคัญปริมาณสินค้าที่เข้ามาจำหน่ายจะมีจำนวนจำกัดเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกต้องการเป็นเจ้าของและซื้อไปเก็บไว้ อย่างไรก็ตาม การเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยบริษัทไม่ได้ตั้งเป้าจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 แต่ก็มั่นใจว่าจะแข่งขันกับแบรนด์ ZARA MNG ได้จุดแข็งด้านแฟชั่น ราคาและคุณภาพ”

ทั้งนี้ สินค้าที่จำหน่ายในประเทศไทยมาจากฐานการผลิตในประเทศจีน อินโดนีเซีย และจ้างผลิตในไทย 2-3 ราย และคาดว่าในอนาคตจะมีการจ้างผลิตในไทยมากขึ้นรองรับการเติบโต สำหรับเอชแอนด์เอ็มมีสาขาให้บริการทั่วโลก 2.6 พันสาขา และการรุกตลาดฟาสต์แฟชั่นในเอเชียคาดว่าจะจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้กับบริษัทมากขึ้น จากปัจจุบันมีรายได้จากยุโรปเป็นหลักประมาณ 90% ขณะที่รายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 1.4 พันล้านปอนด์ หรือราว 7 หมื่นล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,780 วันที่ 4-6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *