AEC : โพลหอการค้าชี้เอสเอ็มอีร้อยละ 60 ไม่พร้อมลุย AEC

AEC : โพลหอการค้าชี้เอสเอ็มอีร้อยละ 60 ไม่พร้อมลุย AEC

ผลสำรวจหอการค้าชี้เอสเอ็มอีไทย กว่า 60% ยังไม่ปรับตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะที่ 32% อยู่ระหว่างดำเนินการ มีเพียง 7.3% พร้อมลุยแล้ว แจงเหตุนโยบายหนุนของรัฐยังไม่ชัด และไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับ AEC ชี้ประเด็นเร่งด่วน ต้องลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจผู้ผลิตและผู้ส่งออกระดับเอสเอ็มอีไทย ต่อความพร้อมในการปรับตัวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยสำรวจธุรกิจภาคเกษตรและอุตสาหกรรม 1,000 ราย ใน 19 กลุ่มสินค้า พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี 84.3% เห็นด้วยว่าต้องปรับตัวเพื่อรับรับเออีซี โดยเน้นในเรื่องลดต้นทุนการผลิต เพิ่มเทคโนโลยี ปรับคุณภาพสินค้า แรงงาน ทักษะภาษา และกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอี 60.7% ยังไม่ปรับตัวเพื่อการเข้าสู่เออีซี อีก 32% อยู่ระหว่างการดำเนินการ เพียง 7.3% มีการปรับตัวแล้ว โดยกลุ่มที่ยังไม่ปรับตัวให้เหตุผลว่า รอแนวทางและนโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐ ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเออีซี ขาดเงินทุนพัฒนาอยากให้ตั้งกองทุนเอสเอ็มอีอย่างในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องปรับตัวก่อนเข้าเออีซี อันดับแรกคือ บริหารจัดการต้นทุนให้แข่งขันได้ ปรับราคาสินค้าสินค้าไทยซึ่งยังสูงกว่าสินค้าของชาติอาเซียน และพัฒนาทักษะภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและภาษากลุ่มประเทศอาเซียน ส่วนประเด็นที่ธุรกิจต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ ได้แก่ เร่งออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ชัดเจน อบรมหรือให้ความรู้เกี่ยวกับเอสเอ็มอี ดูแลราคาพลังงานและวัตถุดิบเพื่อการผลิต

“เอสเอ็มอี สัดส่วน 60% ยังไม่ปรับตัวรับเออีซี ในขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี 4 เดือนเท่านั้น จึงถือว่า การปรับตัวของธุรกิจไทยช้ามาก โดยที่ควรแล้ว ณ เวลานี้ เอสเอ็มอีควรปรับตัวได้แล้วเกิน 50% ฉะนั้น รัฐบาลควรเร่งผลักดันอย่างจริงจัง เพราะหากรอเปิดเออีซีและผู้ประกอบการไทยปรับตัวไม่ทัน จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบทั้งการผลักดันสินค้าและขยายธุรกิจในอาเซียน โดยเฉพาะสูญเสียตลาดและธุรกิจให้ธุรกิจต่างชาติที่มีการตั้งกองทุนการเงินช่วยเหลือธุรกิจปรับตัวและผลักดันธุรกิจไปประเทศอื่นในอาเซียน” ดร.อัทธ์ กล่าว

“ผลสำรวจที่ออกมาถือว่าไม่เป็นผลดีนัก และมีผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เหลืออีกแค่ 2 ปี 4 เดือนที่จะมีการเปิดเสรีเออีซี เพราะที่จริงตัวเลขที่ออกมาเวลานี้ผู้ประกอบการควรจะต้องปรับตัวพร้อมรับเออีซีแล้วให้ได้อย่างน้อย 50% ซึ่งหากเอสเอ็มอีไทยปรับตัวไม่ทันก็จะทำให้ภาพรวมการค้าของประเทศชะลอตัว รวมถึงกระทบต่อส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนให้หายไป ที่สำคัญจะทำให้สินค้าจากประเทศที่มีกองทุนรัฐบาลสนับสนุนไหลเข้ามาตลาดไทยมากขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ตาม หากมีการเลื่อนการรวมตัวของเออีซีออกไปอีก 1 ปีจากปี 2558 จริง จะถือเป็นผลดีต่อทุกประเทศ เพราะจะทำให้แต่ละประเทศมีเวลาในการปรับตัวมากขึ้น โดยสิ่งที่เอสเอ็มอีไทยต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุดคือ การมีมาตรการส่งเสริมและช่วยเหลือที่ชัดเจน รวมทั้งหาช่องทางการตลาดให้ อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเออีซี ดูแลราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบ ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และลดอัตราค่าจ้างแรงงานให้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *