AEC : แนวคิดการเตรียมตัวเข้าสู่การค้าเสรีอาเซียน

AEC : แนวคิดการเตรียมตัวเข้าสู่การค้าเสรีอาเซียน

ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยและมุมมองสมาชิกอาเซียนจะเข้าสู่ความร่วมมือทางการค้าเสรีอาเซียน ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA อย่างเต็มตัวในขณะที่บรรยากาศการเตรียมตัวในช่วง 3 ปีที่จะถึงนี้ ประเทศไทยขาดการกระตือรือร้นที่จะเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน ในหลักการในการเปิดการค้าเสรีอาเซียนในครั้งนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในฐานะที่เป็นรากฐานการผลิตที่สำคัญเพื่อป้อนสินค้าสู่ตลาดโลก โดยอาศัยการเปิดเสรีด้านการค้า และการลดภาษีและอุปสรรคข้อกีดขวางทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีศุลกากรเพื่อเอื้ออำนวยต่อการค้าเสรี

ประการต่อมาก็คือ กลไกการลดภาษีที่สำคัญของ AFTA คือระบบ CEPT (Common Effective Preferential Tariff Scheme) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรแก่กันแบบต่างตอบแทน กล่าวคือ การที่จะได้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีของประเทศอื่นสำหรับสินค้าชนิดใด ประเทศสมาชิกนั้นจะต้องประกาศลดภาษีสำหรับสินค้าชนิดเดียวกันด้วย ทั้งนี้ CEPT ได้กำหนดให้สินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีจะต้องมีสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในอาเซียน (ASEAN Local Content) อย่างน้อย 40% และสามารถคำนวณวัตถุดิบในอาเซียนแบบสะสม (Cumulative Rules of Origin) โดยกำหนดอัตราขั้นต่ำของวัตถุดิบเท่ากับ 20%

นั่นหมายความถึงสิทธิประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการค้า และความร่วมมือต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างมากมาย และเมื่อรวมกันได้จากการค้าสู่การพัฒนาในมิติอื่นๆ อีกมากมาย อันมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนคนในการเดินทางติดต่อค้าขาย ดำเนินธุรกรรมจัดประชุมความร่วมมือที่เกิดขึ้นมีผลสู่การพัฒนาศักยภาพของอาเซียนในการต่อรองกับโลกได้อย่างภาคภูมิใจในหลายมิติ เพราะสินค้าบางประเภทการให้บริการบางอย่างมีฐานผลิตสำคัญอยู่ในอาเซียนเมื่อรวมกันแล้วเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เช่น อาหาร สินค้าการเกษตรและการประมง การผลิตอุปกรณ์และส่วนประกอบในอุตสาหกรรมรถยนต์และคอมพิวเตอร์ ภาคบริการอันได้แก่ การออกแบบสถาปัตยกรรมธุรกิจการท่องเที่ยวการโรงแรม

โอกาสของประเทศไทยควรจะสามารถกำหนดทิศทางของอาเซียนได้ มีทั้งความร่วมมือและแสดงบทบาทเป็นผู้นำได้ ที่สำคัญจะต้องเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ถ้าเราช้ากว่าสมาชิกอาเซียนความเสียเปรียบในการต่อรองในบางเรื่องจะเกิดขึ้น โอกาสบางอย่างจะหายไป วิสัยทัศน์ของผู้นำและคณะรัฐบาล ตลอดจนภาคเอกชนควรจะต้องมีบทบาทชัดเจนและลงลึกในรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้เราไม่พลาดโอกาสสำคัญบางอย่างไป โดยการเตรียมความพร้อมในทุกมิติจึงประกอบด้วย

1.การศึกษา
การกำหนดทิศทางของการศึกษาที่สามารถสร้างศูนย์กลางการศึกษาสำหรับคนอาเซียนในประเทศไทยได้หรือไม่ ตลอดจนการพัฒนาการศึกษาด้านภาษาที่สองและภาษาที่สาม ซึ่งมองว่าวันนี้เราน่าจะล้าหลัง และอาจหมายถึงการสื่อสารและเจรจาธุรกิจของคนยุคหน้าในอาเซียนที่น่าจะเสียเปรียบ

2.กฎหมาย ระเบียบและข้อกำหนดทางการค้าที่สมดุล ยุติธรรมไม่เสียเปรียบ
ในที่นี้หมายถึงการไม่เอาเปรียบระหว่างประชาคมอาเซียนด้วยกัน และทางประเทศไทยควรจะต้องทำการสำรวจวิจัยในกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่ทำให้คนไทยเสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง ตลอดจนภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจากกฎระเบียบที่ล้าหลังของเราเอง โดยมาตรฐานกลางที่คนอาเซียนและธุรกิจการค้าอาเซียนที่สามารถร่วมมือกันได้ผ่านกฎระเบียบที่ยอมรับร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม เช่น กฎหมายเรื่องแรงงานและคนต่างด้าว กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายเกี่ยวกับอาชีพคุ้มครอง เป็นต้น

3.มาตรฐานแรงงานและการเคลื่อนไหวของแรงงานในภูมิภาค
เรื่องแรงงานในอนาคตถ้าไม่เจรจากับเพื่อนบ้าน ในอนาคตแรงงานในประเทศอาจเกิดวิกฤติในมุมมองต่างๆ เช่น การขาดแคลนแรงงานระดับล่างอันเกิดจากการปรับตัวด้านค่าแรงขั้นต่ำของเพื่อนบ้านที่มีโอกาสสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าแรงงานภาคพื้นฐานจะเดินทางกลับประเทศเพื่อนบ้านกันในอีก 2-3 ปี ข้างหน้า ซึ่งขณะนี้ก็เผชิญอยู่บ้างแล้ว อีกกรณีหนึ่งคือ แรงงานระดับกลางที่อาจจะแข่งขันกันหนักและความเสียเปรียบจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเพราะแรงงานไทยขาดวินัยและความมุ่งมั่นขยันขันแข็งน้อยลง

อีกทั้งทักษะทางภาษาในการสื่อสารระหว่างประเทศเราด้อยกว่า แรงงานระดับบนแม้มันสมองไทยก็เสียเปรียบเช่นกันโดยเฉพาะสิงคโปร์ที่เขาผลิตบุคลากรระดับนี้ที่มีคุณภาพแผ่ขยายอิทธิพลสู่ประเทศไทยมานานแล้ว แรงงานที่ประเทศน่าจะได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านคือแรงงานด้านความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบศิลปหัตถกรรม ที่ถือเป็นธงของไทยได้ดีครับ ความประณีตละเอียดอ่อน ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบโดยตรงหลายเรื่อง การออกแบบวางแผนในธุรกิจนี้จำเป็นต้องปรับตัว มิฉะนั้นอาจตกที่นั่งลำบาก เช่นการขาดแคลนแรงงานถึงขั้นวิกฤติ ต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นแน่นอน

ในขณะที่การเคลื่อนไหวในการตั้งฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ เมืองไทยน่าจะมีโอกาสดีที่สุดในการเป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้เพราะค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการยังไม่สูงมากนักถ้าเทียบกับสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์กลางด้านความคิด ปัญญาและธุรกิจต้นน้ำ ที่เมืองไทยสามารถพัฒนาสู่ความเป็นผู้นำได้

(หมายเหตุ การออกแบบสู่การค้าเสรีอาเซียน:แต่งร้านให้ได้ร้าน โดย… อ. เอกพงษ์ ตรีตรง www.ideal1group.com )

ที่มา : http://www.komchadluek.net/

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *