AEC : สิ่งทอฯเร่ลงทุนนอกบ้านสู้เออีซี

AEC : สิ่งทอฯเร่ลงทุนนอกบ้านสู้เออีซี

สิ่งทอฯเร่ลงทุนนอกบ้านสู้เออีซี หนีต้นทุนค่าจ้างพุ่ง-แรงงานขาดแคลน

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มีความตื่นตัวในเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กันมาก โดยเฉพาะการมองหาโอกาสทั้งในแง่การค้า และการลงทุน ซึ่งจากงานสัมมนาหัวข้อ “สิ่งทอเครื่องนุ่งห่มไทย ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ได้ย้ำถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการเพื่อรองรับกับการเคลื่อนย้ายสินค้ากันอย่างเสรี

“ปิลันธน์ ธรรมมงคล” นายกสมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อม พิมพ์และตกแต่งสิ่งทอไทย กล่าวว่า การปรับตัวเพื่อรองรับเออีซีนั้น สมาคมได้ส่งเสริมสมาชิกในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์ โดยแนะนำให้ออกไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และในกลุ่มประเทศอาเซียนเอง เพื่อการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างความแตกต่างจากสิ่งที่เคยทำมา เพราะเมื่อเปิดเสรีอาเซียนไปแล้ว ก็จะมีผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกันเข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น

“การออกไปต่างประเทศ ก็เพื่อให้ดูว่าพวกเขาค้าขายอะไรกันบ้าง ต้องการอะไร มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อนำกลับมาคิดค้นหาสิ่งที่แตกต่าง” นายปิลันธน์ กล่าว

“โสภณ สุรเดชะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฟชั่น อัลไลแอนซ์ จำกัด กล่าวถึงตลาดเวียดนามว่า เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ โดยเวียดนามมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า สหกรณ์ และห้างค้าส่งขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า เมโทร ซึ่งหากสินค้าที่ผลิตออกมาเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จะทำให้สินค้านั้นๆ สามารถติดตลาดและได้รับผลตอบรับกลับมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะแตกต่างจากตลาดในประเทศไทยที่มีช่องทางจำหน่ายเฉพาะในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ทำให้กว่าตลาดจะตอบรับยังต้องใช้เวลานาน

ด้าน “วัลลภ วิตนากร” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โอกาสของผู้ประกอบการไทยในเออีซีนั้นมีอย่างแน่นอน แต่ควรที่จะต้องศึกษาตลาด ความต้องการของผู้บริโภคนำมาปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้อง โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บุกตลาดเออีซีได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน เออีซีจะส่งผลให้มีสินค้าเข้ามาแข่งขันภายในประเทศมากขึ้น แต่เรื่องนี้ไม่น่าเป็นกังวลมากนักเพราะเมื่อเทียบในด้านคุณภาพของสินค้าแล้ว คุณภาพของไทยดีกว่ามาก ส่วนสินค้าราคาถูกที่เข้ามาแข่งขันนั้นก็มีอยู่แล้วซึ่งเป็นสินค้าจากจีนที่มีความหลากหลายมาก หากมองในแง่การแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการเองจะต้องปรับปรุงการผลิต เพราะจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปิดเสรีได้ ดังนั้น การเน้นเรื่องสินค้าถูกอย่างเดียวคงไม่ได้

ทั้งนี้ หากมองในแง่การลงทุนจะเห็นได้ว่ามีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในกลุ่มเครื่องนุ่งห่มออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกับประเทศไทยมากขึ้น จากหลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายรัฐบาลในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทและจะเริ่มใช้ทั่วประเทศอีก 70 จังหวัดในปี 2556 ตลอดจนแรงกดดันด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าต่างๆ ทำให้จำเป็นต้องปรับตัวในด้านภาระต้นทุน การออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง

เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการลงทุนนั้น “วัลลภ” กล่าวว่า ในส่วนตนนั้นมีการลงทุนอยู่แล้วในลาว และกัมพูชา ซึ่งประเด็นหลักคือการขาดแคลนแรงงาน ส่วนปัจจัยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในต่างจังหวัดอีก 70 จังหวัดคงจะต้องรอดูผลกระทบอีก 1 ปี ว่าจะมีความคุ้มค่าหรือไม่ แต่หากมองถึงการลงทุนในพม่า มีความน่าสนใจมากเช่นกัน แต่ด้วยปัจจัยด้านสาธารณูปโภคที่ยังไม่เอื้ออำนวยนัก ทำให้ขณะนี้ยังรอดูและติดตามสถานการณ์ก่อน

ส่วนที่กังวลกันว่าการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม จะมีผลกระทบต่อแรงงานในประเทศ แต่ในส่วนตนมองว่าจะไม่มีผลกระทบใดกับกลุ่มแรงงานขั้นต่ำ เพราะปัจจุบัน อุตสาหกรรมในไทยเผชิญกับปัญหาวิกฤติแรงงานที่มีแนวโน้มมากขึ้นในอนาคต และเมื่อพม่าเปิดประเทศให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นก็มีแนวโน้มจะดึงแรงงานพม่ากลับคืนถิ่น ซึ่งแรงงานพม่าในไทยมีจำนวนมากถึง 80% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมด

“เมื่อกลุ่มโรงงานเครื่องนุ่งห่มปิดโรงงานในประเทศไทย กลุ่มแรงงานไทยจะสามารถโยกเข้าไปในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทดแทนได้ ซึ่งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีความต้องการแรงงานจากอุตฯ เสื้อผ้ามาก เพราะคนงานจะมีทักษะทางด้านการใช้แรงงานมือ ซึ่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นลักษณะการใช้มือประกอบ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็จะมีความต้องการแรงงานจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปทดแทน ขณะที่กลุ่มอาหารแรงงานไทยไม่ชอบที่จะเข้าไปทำงาน” วัลลภ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการเปิดตลาดเสรีแรงงานในเออีซีนั้น ยังเป็นการเปิดเฉพาะกลุ่ม 7 วิชาชีพเท่านั้น ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ นักบัญชี วิศวกร พยาบาล สถาปนิก และนักสำรวจ ยังไม่เป็นการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีทั้งหมด แต่สำหรับในกลุ่มแรงงานขั้นสูง หากโรงงานเครื่องนุ่งห่มย้ายฐานการลงทุน กลุ่มแรงงานเหล่านี้สามารถไปทำงานในกลุ่มเออีซีได้ด้วยผ่านการส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *