AEC : สรรพากรยกเครื่องภาษีรับเออีซี

AEC : สรรพากรยกเครื่องภาษีรับเออีซี

สรรพากรเดินหน้าวางกลยุทธ์รับเออีซี แนะรัฐเคาะขยับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเดินทางสายกลาง และเตรียมเพิ่มสิทธิจูงใจ 6 อาชีพ ที่มีโอกาสโดนดึงตัว จี้รัฐเจียดงบกู้ 2 พันล้าน เร่งวางเครื่องมือขยายฐานรายได้ คาดในปีแรกเพิ่มได้ 3-4 แสนล้านบาท ด้าน สศค. คาดคลังเคาะโมเดลต้นปีหน้า รับวิกฤติยุโรปยังเสี่ยง ย้ำภาษีต้องนิ่ง

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องของการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 58 เกี่ยวกับการจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ว่า อาจเกิดอุปสรรคขึ้นบ้าง แต่คงไม่มากมายเท่าใดนัก เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ก่อนมีแนวคิดที่ว่า อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มควรจะมีอัตราใกล้เคียงกัน ส่วนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาควรจะมากกว่าภาษีนิติบุคคลเล็กน้อย แต่ปัจจุบันนี้ ทุกคนยอมรับว่า อัตราภาษีทั้งหมดไม่จำเป็นต้องอิงกันอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

ทั้งนี้ การพิจารณาอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น หากมองในแง่ของการแข่งขันจะต้องกำหนดอัตราสูงสุดที่เท่าไหร่ เพราะทั่วโลกเองจะตั้งอัตราสูงสุดไว้ที่อัตราเดียว แต่หากมองในแง่ของการกระจายรายได้ จะต้องกำหนดอัตราต่ำสุด พร้อมกับต้องเพิ่มอัตราสูงสุดด้วย แต่ขณะนี้ยังมีความคิดที่ขัดแย้งกันเอง ทั้งการแข่งขันและการกระจายรายได้ ดังนั้น กรม จึงได้เสนอทางเลือกที่เป็นกลาง คือ ลดอัตราสูงสุดลงมาบ้างและขยับลดอัตราต่ำทุกระดับแต่ให้มีความถี่ของอัตรามากขึ้น เช่น 10 ,15, 20, 25 ,30 ไม่ใช่จาก 10, 20, 30 ถือว่าจะเป็นการได้รับลดภาษีทุกขั้นตอน แต่อัตราสูงสุดยังเสมือนดูลดลงไม่มาก แต่ผู้ที่เสียอัตราสูงก็ได้รับอานิสงส์คิดเป็นเม็ดเงินที่ลดลงมากพอสมควร โดยที่ร่างขยายฐานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 1.5 แสนบาทต่อปี เป็น 2 แสนบาทต่อปี ให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง พิจารณาผลกระทบและอัตราที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องสอดรับกับการปรับลดการหักลดหย่อนภาษีจากไม่เกิน 7 แสนบาท เหลือไม่เกิน 5 แสนบาท ไม่เช่นนั้นหากลดอัตราสูงของฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนรวยก็ยังได้เปรียบ
ส่วนการพิจารณาประเด็นการเปิดเสรีการค้าอาเซียนแล้วไทยยังแข่งขันได้กับต่างประเทศหรือไม่นั้น กรมได้เปรียบเทียบดูแล้วในแง่ของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปัจจุบันยังแข่งขันได้ เพราะขณะนี้ยังมีเพียง 6 อาชีพเท่านั้น ที่จะสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรี ได้แก่ วิศวกรรม, การสำรวจ ,สถาปัตยกรรม ,แพทย์ ,ทันตแพทย์ และพยาบาล ดังนั้น ฝ่ายนโยบายยังต้องวิเคราะห์ต่อไปด้วยว่าจะจูงใจ 6 อาชีพนี้ให้ทำงานอยู่ในไทยได้อย่างไร และควรจะได้รับสิทธิประโยชน์แรงจูงใจอะไรบ้างทั้งในแง่ของภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งกรมสรรพากรกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

“ความคืบหน้าเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รมว.คลังกำลังพิจารณาประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐสูญเสียรายได้เท่าไหร่ เพียงพอกับการจัดเก็บรายได้หรือไม่ ขยับลดได้แค่ไหนที่จะไม่กระทบฐานะการคลังของรัฐ” นายสาธิต กล่าว

นายสาธิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่สำคัญขณะนี้อยู่ที่กรม ต้องหารายได้เพิ่มมากกว่า เพราะหากได้เครื่องมือที่ช่วยขยายฐานรายได้จริงแล้ว จะทำให้สามารถลดอัตราภาษีทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลลงได้อีก โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย อย่างไรก็ตาม กรมยังต้องรอให้มีกลไกหรือเครื่องมือที่ช่วยขยายฐานรายได้ที่สมบูรณ์ก่อน เพราะหากรีบขยับอัตราภาษีเกินไป จะทำให้กรมต้องมีภาระเรื่องรายได้แน่นอน ซึ่งก่อนหน้านี้กรม ได้เสนอของบลงทุนระบบเครื่องมือช่วยขยายฐานภาษี ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบการยื่นรายงานประกอบแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและระบบข้อมูลการทำธุรกรรมเงินสด ใช้งบลงทุนประมาณ 2 พันล้านบาท โดยตั้งเป้าช่วยขยายฐานรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น 3-4 แสนล้านบาทในปีแรก แต่ยังต้องรอรัฐบาลอนุมัติงบ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินกู้เพราะงบประมาณปี 2556 ได้ผ่านการอนุมัติไปแล้ว

นอกจากนี้ หากรัฐบาลอนุมัติงบและผ่านกระบวนการประมูลกำหนดสเปกและทดลองระบบ คาดว่าจะเริ่มได้ในอีก 5-6 เดือนข้างหน้า และล่าสุดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ กรมจะลงนามบันทึกสัญญาร่วมกับ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระบบภาษีร่วมกัน หลังจากที่กรมได้เดินทางไปศึกษาดูงานมาปรับใช้กับประเทศไทย

ด้านสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เป็นภาระกับผู้มีรายได้น้อยลดลงในอัตราที่ลดลง และปรับโครงสร้างอัตราที่เหมาะสม รวมถึงลดค่าลดหย่อนที่นำไปหักภาษีสะท้อนความจำเป็นแท้จริง จากปัจจุบันที่มีมากกว่า 18-19 รายการ ซึ่งอาจปรับลดลง โดย รมว. คลังกำลังพิจารณาผลกระทบในแต่ละโมเดล และยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะขณะนี้ก็ต้องการให้อัตราภาษีค่อนข้างนิ่งก่อน ซึ่งอาจต้องรอพิจารณาในช่วงต้นปีหน้า เนื่องจากรัฐบาลต้องระวังเรื่องผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,771 2-5 กันยายน พ.ศ. 2555

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *