AEC : ศรีไทยปรับงบใหม่ 5 ปีรับเออีซี

AEC : ศรีไทยปรับงบใหม่ 5 ปีรับเออีซี

“ศรีไทย” แต่งตัวรับเออีซี ปรับใหม่งบการลงทุน 5 ปีระดมปีละ 1 พันล้านบาท ลงทุนต่างประเทศ เน้นขยายฐานการผลิตที่มีอยู่เดิม ในเวียดนามและอินโดนีเซีย พร้อมมองฐานที่ตั้งใหม่ในอินเดียและเมียนมาร์ เผยมองเป็นตลาดที่มีการเติบโต และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านแรงงาน และต้นทุนค่าขนส่ง

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI ผู้ผลิตสินค้าพลาสติกและเมลามีนรายใหญ่ เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ” ว่าขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนการลงทุนในช่วง 5 ปี(2556-2560) ใหม่ เพื่อใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และทิศทางของบริษัทว่าจะไปทางใด เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 ที่จะมุ่งเน้นการออกไปลงทุนยังต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และอินเดีย ประกอบกับปีหน้าบริษัทจะครบรอบ 50 ปี ก็จะปรับภาพลักษณ์หรือรีแบรนดิ้งบริษัทใหม่ รวมถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้ต้องวางแผนการใช้งบลงทุนที่มากขึ้น คาดว่าจะสรุปงบการลงทุนได้ประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้

“เฉพาะในช่วง 3 ปีจากนี้ไป เบื้องต้นประมาณการว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาท ซึ่งในปีหน้าจะใช้เงินส่วนใหญ่สำหรับการจัดซื้อเครื่องจักรและแม่พิมพ์เป็นหลัก และอีกส่วนจะใช้สำหรับการขยายกำลังการผลิตเมลามีนประเภทจานชามของโรงงานที่เวียดนามที่ดำเนินงานมากว่า 10 ปี โดยจะตั้งโรงงานแห่งที่ 2 จากการเช่าเจ้าของเดิมเป็นระยะเวลา 4 ปีที่ปิดกิจการลง ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ขยายกำลังการผลิตได้อีก 40 % หรือทำให้ยอดขายในปีหน้าเติบโตเป็น 100 ล้านบาท จากปัจจุบัน 60 ล้านบาท ซึ่งการขยายฐานการผลิตที่เวียดนามนี้ จะช่วยส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ ทำให้ประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ เมื่อเทียบกับการส่งออกจากประเทศไทย”

นอกจากนี้ ยังมองถึงการขยายตลาดไปสู่อินเดียมากขึ้น ที่มีแผนในช่วง 1-2 ปีที่จะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตผงเมลามีนในรัฐคุชราต เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเมลามีนประเภทจานชาม เพราะตลาดยังเปิดรับอีกมาก

ขณะเดียวกัน ในประเทศอินโดนีเซียเอง ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตพลาสติกอยู่ที่เมืองสุราบายา อยู่แล้ว เวลานี้มีนักลงทุนจากญี่ปุ่นได้มาเชิญชวนเข้าร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งได้ตอบรับที่จะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ผลิตลังพลาสติก -พัลเลตที่เมืองจาการ์ตา เพื่อรองรับการขยายตัวที่เติบโตค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณปี 2557

ส่วนการตั้งโรงงานในเมียนมาร์นั้น มองว่าจะต้องรอดูถึงความชัดเจนในด้านต่างๆ หลังจากที่เออีซีมีผลใช้บังคับก่อน ซึ่งถือเป็นตลาดที่สำคัญอีกตลาดหนึ่งที่จะสามารถผลิตเมลามีนป้อนให้ได้
นายสนั่น กล่าวอีกว่า สำหรับการขยายโรงงานสู่ต่างประเทศมากขึ้นนั้น เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงาน ประกอบกับประเทศต่างๆ มีค่าแรงถูกกว่าเมื่อเทียบกับไทย อีกทั้งการเปิดเออีซีทำให้ง่ายต่อการขนส่งก่อให้เกิดการประหยัดต้นทุน และจำนวนประชากรที่มีจำนวนมาก ทำให้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

ส่วนการลงทุนในประเทศไทยนั้น บริษัทจะยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการใช้ยังเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ โดยความต้องการใช้ภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม ขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับยอดขายในส่วนเมลามีนขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาอยู่ที่ 7% ทำให้ช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้แล้ว 4.09 พันล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ประมาณ 9 พันล้านบาท ที่สำคัญจากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องนั้น มองว่าในปีหน้าบริษัทจะมีรายได้ทะลุขึ้นไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท และมีกำไรไม่ต่ำกว่า 21%

ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติก คิดเป็นสัดส่วน 65% เมลามีน 30% และ 5% จากธุรกิจซื้อมาขายไปภายใต้แบรนด์ S Natur ที่มีสาขาอยู่ 16 แห่ง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,781 วันที่ 7-10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *