AEC : ยูบีเอ็ม ชูบิ๊กอีเวนต์ผงาดเออีซี

AEC : ยูบีเอ็ม ชูบิ๊กอีเวนต์ผงาดเออีซี

ยูบีเอ็ม วางยุทธศาสตร์ดึงอีเวนต์ใหญ่จัดใน 10 ประเทศอาเซียน รับเปิดเออีซี ยาหอมไทยมีศักยภาพ สาธารณูปโภคพื้นฐานพร้อมรองรับงานอินเตอร์มากสุดในภูมิภาค ด้านอินโดฯเนื้อหอม หลังต่างชาติแห่ชิงเค้กก้อนโตสุดในอาเซียน

นายเอ็ม กานดิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจของยูบีเอ็มจากนี้ไปจะมุ่งเน้นทำตลาดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการโดยการชูกลยุทธ์การเป็นภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนมากขึ้น และตลาดจะเป็นหนึ่งเดียวเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จากเดิมที่จะแยกกันทำตลาดแต่ละประเทศ และโปรโมตงานแสดงสินค้าดึงผู้เข้าร่วมการออกบูธและผู้เข้าชมงานเป็นรายประเทศเท่านั้น โดยปีนี้บริษัทมีการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการต่างๆรวม 22 งาน ใน 10 ประเทศอาเซียน

จากแผนดังกล่าวทำให้บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ใน 3 ด้านได้แก่

    1.เน้นจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการใหม่ๆในอาเซียนมากขึ้น
    2.รวมบริษัทที่มีอยู่เพื่อดำเนินงานร่วมกันมากขึ้น เช่น บริษัทยูบีเอ็มในไทยได้จัดงานก็จะประสานทีมงานจากมาเลเซียหรือประเทศเพื่อนบ้านมาช่วยกันดำเนินการ
    3.รับจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการร่วมกับภาครัฐและเอกชนมากขึ้น

“กลยุทธ์ของยูบีเอ็มในอาเซียนจะรุกการจัดงานในภูมิภาคมากขึ้น เวลาจะนำเสนอการจัดงานก็จะชูศักยภาพการเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการแข่งขันได้มากขึ้น และในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา บริษัทยังมีการเข้าไปตั้งสำนักงานเพิ่มเป็น 7 แห่ง ใน 6 ประเทศ ได้แก่ เมืองฮานอย โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มะนิลา ฟิลิปปินส์ จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย และถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดด้วย และจากแผนดังกล่าวทำให้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็นเท่าตัวในปี 2556 จากที่ผ่านมามีรายได้ราว 2.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8.13 พันล้านบาท” นายกานดิ กล่าว

ปัจจุบันยอมรับว่างานแสดงสินค้าและจัดนิทรรศการของไทยยังมีศักยภาพสูงสุดในอาเซียน เนื่องจากความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน พื้นที่ในการจัดงานที่มีจำนวนมากทั้งไบเทค บางนา, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และอิมแพ็ค เมืองทองธานี และมีโรงแรมที่พักรองรับผู้ออกงานและผู้เข้าชมงาน แต่ประเทศอินโดนีเซียก็ถือเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติให้ความสนใจจะเข้ามาจัดงานมากขึ้น และมีอัตราการเติบโตสูง ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนประชากรที่มากและอินโดนีเซียยังเป็นตลาดใหม่ ทรัพยากรธรรมชาติยังมีอยู่มาก จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าต่างชาติที่จะเข้ามาเปิดตลาด

ทั้งนี้ ช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาอินโดนีเซียสามารถจัดงานนิทรรศการและแสดงสินค้าได้ทั้งสิ้น 4 งาน และภายใน 2 ปีบริษัทตั้งเป้าจะจัดงานให้ได้ 10 งาน ล่าสุดบริษัทได้จัดงาน ฟูด อินเกรเดียนท์ เอเชีย 2012(Food Ingredients Asia 2012:FiA)รับตลาดอาหารที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมอาหารและส่วนผสมอาหารของอินโดนีเซียมีมูลค่า 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.16 หมื่นล้านบาท การเติบโตสูงถึง 9% และมีส่วนแบ่งตลาด 40% ของภูมิภาคอาเซียน

นางนุชรินทร์ ภารดีวิสุทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า งานฟูด อินเกรเดียนท์ เอเชีย มีการจัดขึ้นที่ประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียสลับกันปีละครั้ง ล่าสุดบริษัทใช้งบประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 100 ล้านบาท จัดงาน FiA ขึ้นที่จาการ์ตาอินเตอร์เนชั่นแนลเอ็กซ์โปฮอลล์(JIExpo) ระหว่างวันที่ 3 -5 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องเทศจากทั้งในและต่างประเทศรวม 40 ประเทศ จำนวนทั้งสิ้นกว่า 400 ราย มาร่วมออกบูธและแสดงสินค้า และคาดว่ามีผู้เข้าชมงานราว 9 พัน-1 หมื่นคน เพิ่มจาก 2 ปีก่อนที่มีราว 7 พันคนเท่านั้น

ในปี 2556 งาน FiA จะกลับไปจัดขึ้นที่ประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งจะมีการนำเสนอนวัตกรรมอาหารใหม่รองรับเทรนด์ของผู้บริโภคและตลาดอาหารจะมุ่งเน้นอาหารเสริมและอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น เช่น ส่วนผสมที่จะอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ บี-อิ้ง อะมิโน เป็นต้น “จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะตลาดยุโรปและสหรัฐฯที่ซบเซา ทำให้ยูบีเอ็มในอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยได้รับอานิสงส์มีการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดอินโดนีเซียซึ่งยอมรับว่ามีเอ็กซิบิเตอร์เข้ามาจัดงานมากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่มีน้อย อย่างจาการ์ตามีเพียง JIExpoแห่งเดียว จึงมีงานบางส่วนย้ายไปจัดที่ประเทศไทยแทน ขณะที่ผลประกอบการของยูบีเอ็มประเทศไทยในปีนี้มีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดอยู่ที่ระดับ 700-800 ล้านบาท จากปีก่อนรายได้อยู่ที่ 400-500 ล้านบาท โดยปีนี้มีการรับรู้รายได้จากงานบีโอไอแฟร์ที่เลื่อนมาจัดตอนต้นปีหลังได้รับผลกระทบน้ำท่วมและปีหน้าบริษัทคาดว่าจะมีกลับมามีรายได้ระดับปกติราว 500 ล้านบาท จากการจัดงานเฉลี่ย 8-9 งาน” นางนุชรินทร์ กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,782 วันที่ 11-13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *