AEC : ยักษ์ธุรกิจ AEC : ‘ซาลิม กรุ๊ป’

AEC : ยักษ์ธุรกิจ AEC : ‘ซาลิม กรุ๊ป’

คนที่ก่อตั้งและสร้างอาณาจักรธุรกิจที่มีชื่อว่า ซาลิม กรุ๊ป (Salim Group) เคยเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย และครั้งหนึ่งสื่อตะวันตกระบุว่าเป็นคนจีนโพ้นทะเลที่รวยที่สุดในโลก

เขาคนนั้นคือนายลิม ซิว เหลียง หรือในชื่อ ซูโดโน ซาลิม ที่คนอินโดนีเซียคุ้นเคย นายลิม แม้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาที่สิงคโปร์อายุ 97 ปี แต่อาณาจักรธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นมา แม้สะดุดไปช่วงหนึ่ง ยังยิ่งใหญ่และขยายเติบโต ภายใต้การบริหารงานของลูก ๆ นำโดยนายแอนโทนี่ ซาลิม

ซาลิม กรุ๊ป เคยเป็นเจ้าของหลายบริษัทในประเทศไทย อาทิ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (ปัจจุบันอยู่ในอ้อมกอดของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี) บริษัทเฟิร์สแปซิฟิกแลนด์ฯ บริษัทเฟิร์สแปซิฟิกเดวี่ส์ฯ ทำธุรกิจค้าขายและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยร่วมกับนายวินัย พงศธร ลูกชายของอดีตผู้บริหารระดับสูงของเบอร์ลี่ยุคเกอร์ มีบริษัทเงินทุนร่วมกับนายปิ่น จักกะพาก และเกือบจะซื้อธนาคารเอเชีย (ปัจจุบันธนาคารยูโอบี) เข้ามาอยู่ในเครือข่าย

แม้ว่าในปัจจุบัน ครอบครัว ซาลิม จะเสียตำแหน่งผู้ร่ำรวยที่สุดในอินโดนีเซียไป แต่ยังรักษาแชมป์กลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอิเหนาและที่สำคัญยังเป็นผู้ผลิตบะหมี่สำเร็จรูปใหญ่ที่สุดของโลก บะหมี่ยี่ห้อ Indomie ของบริษัทหาซื้อได้ทั่วโลก แผนกบะหมี่ของบริษัทอินโดฟูดของกลุ่มซาลิม ล่าสุดมี 15 โรงงาน กำลังการผลิตบะหมี่สำเร็จรูปรวมกัน 15,800 ล้านชิ้นต่อปีและกำลังขยายเพิ่มขึ้นอีก

ชัดเจนว่า ครอบครัว ซาลิม เป็นราชาบะหมี่สำเร็จรูปแห่งเออีซี

นายลิม ซิว เหลียง ผู้ก่อตั้งซาลิม กรุ๊ป เป็นชาวฮกเกี้ยนเกิดที่ประเทศจีน เป็นลูกชาวนาที่อพยพตามพี่ชายและพี่เขยมาแสวงโชคที่เมดาน เมืองตอนเหนือของเกาะสุมาตราในปี 2479 ตอนนั้นพี่ชายมาค้าขายน้ำมันถั่วลิสงและกานพลูอยู่ที่นั่น

จุดเปลี่ยนสำคัญของนายลิม คือการได้ช่วยส่งเสบียงให้กับกองกำลังทหารกู้ชาติที่ต่อสู้กับชาวดัตช์เพื่อเอกราชของประเทศอินโดนีเซียและได้สร้างสัมพันธ์กับอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต ขณะที่ยังเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยอยู่ เมื่อ ซูฮาร์โต ได้เป็นประธานาธิบดี นายลิม ก็ได้สิทธิ์ผูกขาดการค้าหลายชนิดของประเทศ สินค้าสำคัญที่สร้างความร่ำรวยให้อย่างรวดเร็ว คือการผูกขาดการค้ากานพลู

กานพลูเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตบุหรี่หอม เป็นสินค้าชื่อดังของประเทศในอดีต มหาเศรษฐีชื่อดังของประเทศอิเหนาส่วนใหญ่ก็ร่ำรวยขึ้นมาจากการทำบุหรี่หอม คล้ายกับเศรษฐีในประเทศไทยจำนวนมากที่ร่ำรวยมาจากสัมปทานผลิตสุรา

จากกานพลู นายลิมได้สิทธิ์ผูกขาดการนำเข้ารถยนต์ สร้างโรงงานปูนซีเมนต์คือบริษัทอินโดซีเมนต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศมี 12 โรงงานมีกำลังการผลิตรวม 18.6 ล้านตัน สร้างธุรกิจอาหารในนามของบริษัทอินโดฟูด ผู้ผลิตบะหมี่สำเร็จรูปรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังมีผลิตภัณฑ์อาหารอีกหลายชนิด โรงงานแป้งสาลี ในนามของกลุ่มบริษัทอินเตอร์ฟลาวเออร์ (Interflour) เป็นโรงงานแป้งสาลีใหญ่ที่สุดในเออีซี มีธุรกิจปาล์มครบวงจร รวมทั้งไร่ปาล์ม โรงเลื่อยและอสังหาริมทรัพย์

นอกจากการขยายตัวในประเทศแล้ว นายลิม ซิว เหลียง ยังได้นำเงินจากอินโดนีเซียไปขยายอาณาจักรนอกประเทศในนามของกลุ่มเฟิร์สแปซิก ซึ่งมีมือบริหารคนสำคัญคือนายมานูเอล ปังกิลินัน (แมนนี่) อดีตนักการธนาคารจากประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อนของลูกชาย

กลุ่มเฟิร์สแปซิฟิก มีฐานธุรกิจอยู่ที่ฮ่องกงเริ่มตั้งบริษัทในปี 2524 หลังจากที่นายปังกิลินันเข้ามาร่วมงานแล้วก็ใช้วิธีการขยายธุรกิจด้วยการซื้อกิจการในช่วงแรก ๆ ลุยซื้อกิจการธนาคารทั้งในฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และเน้นธุรกิจทางด้านการเงินและโทรคมนาคม แต่ภายหลังขายธุรกิจการเงินออกไปและหันมาทำสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เหมืองแร่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมืองแร่ทองคำ และขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งประเทศฟิลิปปินส์

การถอยออกจากธุรกิจการเงินของเฟิร์สแปซิฟิก สอดคล้องกับการถอยออกจากธุรกิจธนาคารของบริษัทแม่ที่อินโดนีเซีย โดยก่อนเกิดวิกฤติการเงินต้มยำกุ้งในปี 2540 ซาลิม กรุ๊ปมีกิจการรวม 500 บริษัท มีพนักงานทั่วอินโดนีเซีย 200,000 คน ทรัพย์สินมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ (620,000 ล้านบาท) มีหนี้ 4,800 ล้านดอลลาร์ หนึ่งในกิจการสำคัญของครอบครัว ซาลิมขณะนั้นคือธนาคารเซ็นทรัลเอเชีย (บีซีเอ) แบงก์เอกชนใหญ่ที่สุดในประเทศ

วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ทำให้ธนาคารทั้งระบบของอินโดนีเซียปั่นป่วน ประชาชนแห่ถอนเงินจากแบงก์บีซีเอ รัฐบาลอิเหนาในตอนนั้น บีบซื้อบีซีเอจากครอบครัวซาลิม ทำเป็นแบงก์รัฐในปี 2541 และต่อมาขายแบงก์ต่อให้กับสองพี่น้องตระกูลฮาร์โตโน นายโรเบิร์ต บีดี และไมเคิล บัมบัง ฮาร์โตโน ทำให้สองพี่น้องกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวซาลิม หยุดชะงักไประยะหนึ่งคือการสิ้นอำนาจของประธานาธิบดี ซูฮาร์โตและเกิดจลาจลเผาบ้านของนายลิม ซิว เหลียง ในเดือนพฤษภาคม 2541 ทำให้ครอบครัวซาลิมต้องย้ายไปอยู่สิงคโปร์นับแต่วันนั้น

แม้ครอบครัวซาลิมต้องขายสินทรัพย์บางส่วนและย้ายนิวาสถานไปอยู่สิงคโปร์แต่ธุรกิจหลัก ๆ ทางด้านอุตสาหกรรมยังเดินต่อโดยนายแอนโทนี ซาลิมต้องเดินทางไปมาระหว่างจาการ์ตาและสิงคโปร์ เพื่อสานต่ออาณาจักรธุรกิจหลังยุคซูฮาร์โต เปลี่ยนการบริหารเป็นระบบมืออาชีพ ทำให้กิจการหลัก ๆ ของครอบครัวสามารถขยายตัวและแข่งขันได้โดยไม่ต้องมีรัฐบาลมาช่วย

ปัจจุบัน ซาลิม กรุ๊ป รุกเข้าไปลงทุนขนาดใหญ่ในเขตเบงกอลตะวันตก รัฐทางตะวันออกของประเทศอินเดียมีโกลกาตา (กัลกัตตา) เป็นเมืองหลวง เพื่อสร้างอาณาจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ถนนไฮเวย์ เมืองใหม่และสะพาน เป็นแนวรบธุรกิจใหม่ของครอบครัว ซาลิม โดยร่วมกับรัฐวิสาหกิจอินเดีย บริษัทของจีนและสิงคโปร์

นี่คือ ซาลิม กรุ๊ป ราชันย์บะหมี่สำเร็จรูป แห่งเออีซี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,782 วันที่ 11-13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *