A History of the World in 6 Glasses .. เรียนประวัติศาสตร์จากการชนแก้ว (จบ)

A History of the World in 6 Glasses .. เรียนประวัติศาสตร์จากการชนแก้ว (จบ)
คอลัมน์ ผ่ามันสมอง โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร naaplimp2@hotmail.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3995 (3195)
ตอนที่ 6 เป็นเรื่องของโคคา-โคลา เครื่องดื่มที่มีโซดานี้เริ่มต้นในอังกฤษโดยโจเซฟ พรีสต์ลีย์ หมอสอนศาสนา และนักวิทยาศาสตร์ เขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการทำให้เกิดก๊าซในน้ำขึ้นราวปี 2315 ต่อมาโธมัส เฮนรี นักวิทยาศาสตร์และเภสัชกรชาวแมนเชสเตอร์เป็นคนแรกที่นำน้ำที่มีก๊าซบรรจุขายเป็นยา ในปี 2340 นิโคลาส พอล ช่างเครื่องชาวเจนีวาและเจคอบ ชเวปป์ นักการเงินร่วมกันตั้งบริษัทที่ผลิตน้ำอัดก๊าซขายในรูปของเครื่องดื่ม ภายหลังชเวปป์ได้ตั้งบริษัทผลิตโซดา ส่งขายในอังกฤษและประสบความสำเร็จ มาจนถึงปัจจุบัน
การผลิตโซดาแบบอุตสาหกรรมเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2350 ที่สหรัฐ จากผลงานของเบนจามิน ซิลลิแมน ศาสตราจารย์เคมีคนแรกของมหาวิทยาลัยเยล ต่อมาใน ปี 2420 สองพ่อลูกตระกูลแมตธิว ช่วยกันผลิตเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตน้ำโซดาจึงทำให้โซดามีราคาถูกลง ในปี 2429 จอห์น เพมเบอร์ตัน เภสัชกรชาวจอร์เจียได้นำสารสกัดจากใบโคคาและลูกโคล่ามาผสมกับโซดาจนได้เครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ซึ่งแฟรงก์ โรบินสัน หุ้นส่วนของเขาตั้งชื่อว่า “โคคา โคลา” เครื่องดื่มนี้เป็นที่นิยมมากแต่กลับทำให้ผู้ก่อตั้งทั้งสองแตกคอกัน เมื่อเพมเบอร์ตันเสียชีวิตลง ทนายความของโรบินสันจึงใช้อุบายผนวกบริษัทเข้าไว้เป็นของตนเอง ในช่วงแรกที่เขาได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โคคา-โคลา เขาขายมันในรูปน้ำเชื่อมต่อมาเขาให้สิทธิ์เบนจามิน โธมัส และโจเซฟ ไวท์เฮด นำสินค้าของบริษัทไปขาย ทั้งสองจึงได้นำโคคา-โคลาบรรจุขวดที่มี รูปลักษณ์พิเศษอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน นับจากปี 2459 เป็นต้นมา
เมื่อญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในเดือนธันวาคมปี 2484 ทำให้สหรัฐเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 โรเบิร์ต วูดรัฟฟ์ ประธานบริษัทโคคา-โคลาในขณะนั้นมี นโยบายที่จะบำรุงขวัญทหารด้วยการให้ทหารอเมริกันทุกคนได้มีโอกาสดื่มโคคา- โคลาในราคาเพียง 5 เซนต์ในทุกหนแห่งที่มีทหารเข้าไปปฏิบัติการ บริษัทจึงติดตามทหารไปตั้งโรงงานโคคา-โคลา ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ กับบริษัท นับจากนั้นมา
หลังสงครามโลกบริษัทสามารถขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการแผ่ขยายอิทธิพลทางด้านทุนนิยมของสหรัฐ แต่นั่นมิได้หมายความว่า บริษัทจะได้รับการตอบรับอย่างดีในทุกหนแห่ง เช่น ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่ต่อต้านการแผ่ขยายของบริษัท จนเกือบเกิดการจลาจล ในปี 2509 นักธุรกิจอิสราเอลกล่าวหาบริษัทว่า ต่อต้านยิวเพราะบริษัทนิยมอาหรับ และไม่ยอมไปตั้งโรงงานในประเทศอิสราเอลส่งผลให้ ชาวยิวในสหรัฐ รวมหัวกันต่อต้านบริษัท บริษัทจึงประกาศตั้งโรงงานในเทลอาวีฟเมืองหลวงของอิสราเอลส่งผลให้ชาวอาหรับหันมาต่อต้านบริษัทแทน
ในปี 2523 บริษัทเกือบฝ่าดงคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ เมื่อโคคา-โคลาได้รับการคัดเลือกให้เป็นเครื่องดื่มอย่างเป็นทางการ ในการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงมอสโก แต่สหรัฐกลับประกาศตัดสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต และปฏิเสธที่จะส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน บริษัทจึงยังไม่สามารถเข้าสู่โลกคอมมิวนิสต์ได้ อย่างไรก็ดี เมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงในปี 2532 ชาวเยอรมันตะวันออกต่างกระหายที่จะดื่ม โคคา-โคลาเพราะมันเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ ส่งผลให้ความนิยมโคคา-โคลา ในกลุ่มประเทศที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่จุดสูงสุด จากนั้นมาโคคา-โคลาก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐ และทุนนิยม ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในปี 2546 คือ เมื่อสหรัฐบุกอิรัก ชาวไทยมุสลิมก็ประท้วงสหรัฐด้วยการเทโคคา-โคลาลงพื้น
บางคนอาจมีความเห็นว่าโคคา-โคลาไม่ใช่สัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ความสุขหรืออิสรภาพ แต่เมื่อลัทธิบริโภคนิยมและประชาธิปไตยแผ่ขยายไปยังส่วนใดของโลก น้ำดำนี้ก็จะติดตามไปทุกหนแห่ง ผู้เขียนสรุปว่าโคคา-โคลาเป็นเครื่องดื่มของคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างไม่ต้องสงสัย โคคา-โคลามาพร้อมกับการขึ้นเป็นมหาอำนาจของสหรัฐ ชัยชนะของทุนนิยม ลัทธิบริโภคนิยมรวมทั้งความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์ และไม่ว่าผู้คนจะยอมรับน้ำดื่มชนิดนี้หรือไม่ คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่ามันเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก
บทส่งท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำ ปัจจุบันเครื่องดื่มชนิดหนึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก เครื่องดื่มชนิดนี้ต่างจากเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ในอดีตตรงที่มันไม่เคยถูก ต่อต้านจากวงการแพทย์และศาสนา ซ้ำยัง ไม่เคยมีใครคาดว่าการเข้าถึงมันจะเป็นไปอย่างยากเย็นเช่นในปัจจุบัน จนนักวิทยาศาสตร์เริ่มมีความคิดว่า การเข้าถึงมันอาจบ่งบอกถึงอนาคตของมนุษยชาติ เครื่องดื่มชนิดนี้คือน้ำสะอาด
ในอดีตมนุษย์ต้องเผชิญกับปัญหาที่ ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การเปลี่ยนน้ำปนเปื้อนให้กลายเป็นน้ำสะอาดที่สามารถดื่มได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันมนุษย์สามารถกำจัดเชื้อโรคและนำน้ำมาบรรจุขวดขายจนเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง สถิติบ่งว่าคน อิตาเลียนดื่มน้ำบรรจุขวดถึงคนละ 180 ลิตรต่อปี รายได้จากการขายน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกในปี 2546 สูงถึงสี่หมื่นหกพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
ในขณะที่ประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วนิยมซื้อน้ำบรรจุขวด ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา กลับกำลังมีปัญหาในการเข้าถึงน้ำสะอาด สถิติบ่งว่าหนึ่งในห้าของประชากรโลกหรือราว 1.2 พันล้านคนปราศจากน้ำสะอาดดื่ม น้ำจึงกำลังเป็นปัญหาสำคัญ องค์การอนามัยโลกคาดว่า 80% ของโรคภัยไข้เจ็บบนโลกมีสาเหตุจากแหล่งน้ำ เช่น ท้องเสีย พยาธิปากขอ โรคเหล่านี้ได้กลายเป็นตัวกีดขวางการศึกษาและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา จนทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ สหประชาชาติจึงมีเป้าหมายที่จะให้กึ่งหนึ่งของประชาชน ที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดเหล่านี้มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดภายในปี 2558
การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในปัจจุบัน ไม่สามารถใช้เงินเพียงอย่างเดียวเพราะมันได้กลายเป็นปัญหาทางการเมืองไปเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคตะวันออก กลางและแอฟริกา เช่น สงครามหกวันที่เกิดขึ้นในปี 2510 ระหว่างอิสราเอลกับจอร์แดน ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าปัญหามาจากการที่อิสราเอลครอบครองไซนายและเวสต์แบงก์ แต่ความจริงจากบันทึกของอาเรียล ชารอน ผู้นำอิสราเอลในช่วงเวลานั้นจะพบว่าปัญหาเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นถึง 2 ปีครึ่งจากการที่จอร์แดน ดำริที่จะสร้างคลองด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนการไหลของแม่น้ำจอร์แดน เพื่อผันน้ำเข้าสู่แผ่นดินของตัวเอง ซึ่งจะทำให้น้ำไม่สามารถไหลเข้าไปในอิสราเอลได้ อิสราเอลจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียความสามารถ ในการเข้าถึงแหล่งน้ำนั้น
เมื่อสงครามสิ้นสุดลงอิสราเอลถือว่าประโยชน์สูงสุดที่ตนเองได้รับมา จากความสามารถในการครอบครอง ดินแดนที่เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำ ซึ่งจะค้ำประกันความสามารถในการเข้าถึงน้ำได้ตลอดไป แม้แต่การเซ็นสัญญาระหว่างอียิปต์กับอิสราเอลก็มาจากปัญหาเรื่องน้ำ ในปี 2522 ประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัดแห่งอียิปต์กล่าวไว้ในระหว่างเซ็นสัญญาว่าปัญหาที่จะทำให้อียิปต์ต้องเข้าสู่สงครามก็คือปัญหาเรื่องน้ำ นักสังเกตการณ์บางคนจึงคิดว่าปัญหาเรื่องน้ำอาจแทนที่ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน จนทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศในอนาคต อันใกล้นี้ก็เป็นได้
ข้อคิดเห็น : เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ คนส่วนหนึ่งอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อและยากที่จะจดจำ แต่ผู้เขียนกลับสามารถใช้เครื่องดื่มของแต่ละยุคสมัยเป็นตัวเชื่อม รายละเอียดประวัติศาสตร์ทีละเล็กละน้อย ให้กลายเป็นภาพใหญ่ได้อย่างสนุก และสรุปเป็นข้อคิดเห็นได้อย่างน่าสนใจตลอดทั้งเล่ม หนังสือเล่มนี้จึงไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลินเท่านั้น ยังน่าที่จะทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์จากการได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วย
เครื่องดื่มไม่เพียงมีประโยชน์ในแง่การดับกระหายเท่านั้น มันยังมีโทษมหันต์ด้วย เพราะมันเป็นต้นเหตุของสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน ปัจจุบันเครื่องดื่มก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ซึ่งมักเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุท้องถนน และน้ำก็ได้กลายเป็นชนวนของสงครามหลายครั้ง และน่าที่จะเป็นชนวนของสงครามในอนาคตอีกหลายครั้งเช่นกันหรือที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนั่นเอง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *