A History of the World in 6 Glasses .. เรียนประวัติศาสตร์จากการชนแก้ว (3)

A History of the World in 6 Glasses .. เรียนประวัติศาสตร์จากการชนแก้ว (3)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร naaplim2@hotmail.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3994 (3194)
ตอนที่ 4 เป็นยุคของกาแฟ การค้นพบกาแฟเกิดขึ้นที่ประเทศเยเมน โดยมีนิยายปรัมปราเล่าไว้ว่า โอมาร์ ชาวเยเมน ผู้ซึ่งเกือบตายจากการอดอาหารเมื่อต้องเดินทาง ออกไปนอกเมืองได้รับแรงดลใจให้กิน ลูกกาแฟ จึงทำให้เขามีกำลังมากพอ ที่จะเดินทางกลับบ้าน ผู้คนในสมัยนั้นจึงคิดว่าการรอดชีวิตของเขาเป็นสัญญาณจากพระเจ้า เพื่อให้เขากลับมาเผยแพร่ความรู้นี้ให้กับชาวโลก พระจึงใช้เครื่องดื่มนี้เป็น ตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความคงทนต่อการนอนดึก เมื่อต้องปฏิบัติภารกิจทางศาสนา
เมื่อกาแฟเดินทางมาถึงกรุงไคโรและเมกกะในปี 2053 มันได้เปลี่ยนฐานะจากเครื่องดื่มของพระมาเป็นเครื่องดื่มของ คนทั่วไป และสามารถหาซื้อได้ในร้านกาแฟตามท้องถนน แต่ผู้นำศาสนาอิสลามกลุ่มหนึ่งพยายามต่อต้าน มิให้ร้านกาแฟเป็นของถูกกฎหมาย ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ร้านกาแฟเป็นแหล่งซุบซิบนินทาหรือแหล่งข่าวทางการเมือง แต่ความพยายามของพวกเขากลับไร้ผล
ต่อมากาแฟแพร่เข้าสู่ทวีปยุโรปและ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเพราะมันทำให้คนงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้น แต่กลุ่มเคร่งศาสนาคริสต์กลับ ต่อต้านการดื่มกาแฟ ทั้งนี้เพราะพวกเขา คิดว่ากาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ซาตานใช้ลงโทษชาวมุสลิม แต่เมื่อพระสันตะปาปาคลิเมนต์ที่ 8 (Clement VIII) ได้มีโอกาสลิ้มลองกาแฟ พระองค์กลับลุ่มหลงในรสชาติและกลิ่นของมันจนอนุญาตให้กาแฟเป็น เครื่องดื่มที่ได้รับการยอมรับจากศาสนจักร
ในยุโรปนอกจากกาแฟจะถูกต่อต้านจากกลุ่มศาสนาแล้ว กาแฟยังถูกต่อต้านจากกลุ่มแพทย์อีกด้วย เมื่อร้านกาแฟ ร้านแรกเปิดกิจการขึ้นในปี 2214 ที่มาร์กเซย์ แพทย์ฝรั่งเศสได้ทำการต่อต้านอย่างหนัก เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ก็เกิดขึ้นที่เยอรมนี และฮอลแลนด์ด้วย แต่กระแสต่อต้านก็ไม่สามารถหยุดยั้ง ความชื่นชอบในรสกาแฟของชาวยุโรปได้ ซึ่ง เท่ากับว่าเครื่องดื่มของชาวอาหรับได้พิชิตอาณาจักรยุโรปลงอย่างราบคาบ
การที่กาแฟเป็นที่นิยมมากในยุโรป ชาวยุโรปจึงเริ่มเกรงว่าพวกเขาจะต้องพึ่งพากาแฟจากอาหรับมากขึ้น และเกิดความคิดที่จะปลูกกาแฟเอง แต่ชาวอาหรับก็มีความเฉลียวฉลาดมากพอที่จะทำให้ เมล็ดกาแฟที่ถูกส่งเข้าไปในยุโรปเป็น เมล็ดที่เป็นหมันจึงไม่สามารถนำไปปลูก ต่อได้ แต่ด้วยความพยายามอย่าง ไม่ลดละของชาวยุโรป ส่งผลให้ชาวดัตช์กลายเป็นชนชาติแรกที่สามารถลักลอบ ตัดต้นกาแฟมาปลูกได้สำเร็จในดินแดน ที่เรียกว่าเกาะชวา อาณานิคมในแถบ อินเดียตะวันออก หรืออินโดนีเซียในปัจจุบันนั่นเอง
ส่วนชาวยุโรปที่ลงทุนลงแรงในการปลูกกาแฟมากที่สุดคงไม่มีใครเกิน เกเบรียล มาเธีย เดอ เคลีย ซึ่งชื่นชอบกาแฟมากและอยากได้มันไปปลูกที่เกาะมาร์ตินีค การเดินทางของกิ่งกาแฟของเขาเป็นไปอย่างทุลักทุเล ต้องผ่านการสู้รบและความยากลำบากนานัปการกว่าจะสามารถนำไปเพาะบนพื้นดินบ้านเกิดเขาได้ กาแฟต้นนี้ของเขาได้กลายเป็นต้นกำเนิดของกิ่งกาแฟในซานโต โดมิงโก เฮติ คิวบา คอสตาริกา เวเนซุเอลา และบราซิล จนทำให้บราซิลกลายเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุด ในโลกในเวลาต่อมา
ร้านกาแฟเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 17 ทั้งนี้เพราะมันเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ กระจายข่าว สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ บ่มเพาะความคิดทางการเมือง จนก่อให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของหนังสือที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์อีกหลายเล่ม เช่น Principia, The Wealth of Nation ฯลฯ ผู้เขียนคิดว่าร้านกาแฟก็คือ อินเทอร์เน็ตในยุคแห่งเหตุผล (internet of the age of reason) นั่นเอง ส่วนการเสิร์ฟกาแฟในการประชุมต่างๆ รวมทั้งการกำเนิดอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในยุคปัจจุบัน ก็เป็นการสืบทอดประเพณี มาจากยุคนั้นเช่นกัน
ตอนที่ 5 เป็นเรื่องของชา ประวัติศาสตร์ของชานั้นนับย้อนหลังไปถึง ปี 2737-2697 ก่อนคริสตกาล ชาถ้วยแรกถูกชงขึ้นด้วยความบังเอิญ โดยจักรพรรดิ เฉินนุง ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็นบิดาแห่งการเกษตรกรรม ในขณะที่พระองค์กำลังต้มน้ำแล้วใบชาหล่นจากกิ่งของฟืน ลงไป ในหม้อต้มน้ำนั้น
ชามาจากใบ ช่อและดอกของพืช ตระกูล camellia sinensis ซึ่งพบทาง ทิศตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ชายแดนระหว่างอินเดียและจีน ชาแพร่เข้าสู่จีนตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ แต่สันนิษฐานว่ามันถูกเผยแพร่โดยนักบวช ชาได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1161-1450) อันเป็นยุคทองของประวัติศาสตร์จีน นอกจากนี้การที่ชาพกพาได้สะดวกและ เป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงเวลานั้น มันจึงถูกใช้แทนเงินตราด้วย
การดื่มชาในญี่ปุ่นนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่ความรู้ในเรื่องการชงและการดื่มตามแบบจีน เพิ่งแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นในปี 1734 นี่เอง โดยอีอิซาอิ พระชาวญี่ปุ่น วิธีการชงชาของญี่ปุ่นมีความยุ่งยากซับซ้อน และอุปกรณ์ที่ใช้ก็มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าความนิยมในการดื่มชาได้ขึ้นถึงขีดสุดและกลายเป็นประเพณีในเวลาต่อมา
ชาจีนถูกส่งเข้าไปขายในยุโรปครั้งแรกตั้งแต่ปี 2153 ก่อนที่กาแฟจะแพร่เข้าสู่ยุโรปเสียอีก แต่กลับไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะมันมีราคาแพง ผู้ที่ทำให้ชาวอังกฤษนิยมดื่มชาทั่วประเทศคือ พระราชินี แคเธอรีน ในกษัตริย์ชาร์ลที่ 2 และบริษัท British East India เมื่อบริษัทบรรณาการกษัตริย์ชาร์ลที่ 2 ด้วยชา บริษัทจึงได้กลายเป็นที่โปรดปรานของพระองค์มาก พระองค์จึงพระราชทานสิทธิพิเศษต่างๆ กับบริษัท เช่น การยึดครองดินแดน การออกเงินตรา การประกาศสงครามและสันติภาพ ฯลฯ บริษัทได้อาศัยสิทธิพิเศษเหล่านี้แผ่ขยายอำนาจของอังกฤษออกไปทั่วโลก ต่อมาบริษัทนำเข้าชาจากจีนมากขึ้น ราคาชาจึงถูกลงจนทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงชาได้ง่ายขึ้น
เมื่อความนิยมดื่มชาเพิ่มขึ้น อิทธิพล ของบริษัทก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนกระทั่งบริษัทมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลอังกฤษ บริษัทจึงกดดันให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายที่บริษัทต้องจ่ายภาษีเพื่อนำชาเข้าอังกฤษก่อนส่งไปยังอเมริกา ส่งผลให้พ่อค้าชาวอเมริกันไม่พอใจมากเพราะพ่อค้า ชาวอเมริกันยังคงต้องจ่ายภาษีเพื่อได้สิทธิ์ในการขายชาในอเมริกา เมื่อเรือของบริษัทเข้าเทียบท่าที่เมืองบอสตัน กลุ่มผู้ต่อต้านชาวอเมริกันจึงเข้าทำลายสินค้า รัฐบาลอังกฤษสั่งปิดท่าเรือ ส่งผลให้ความไม่พอใจอังกฤษของชาวอเมริกันขึ้นถึงจุดสูงสุด จนนำไปสู่การปฏิวัติประกาศอิสรภาพของอเมริกา จากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 2318
ในการซื้อขายชากับจีนนั้น สิ่งที่บริษัทจ่ายให้กับจีนคือเงิน ซึ่งเป็นโลหะที่มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทจึงหันมาใช้ฝิ่น เพื่อแลกกับชาแทน เนื่องจากฝิ่นเป็นของผิดกฎหมาย บริษัทจึงต้องร่วมมือกับเจ้าพนักงาน ใช้วิธีการที่แยบยล ในการนำฝิ่นเข้าไปในจีน ส่งผลให้จีนมีปริมาณฝิ่นเพิ่มขึ้นถึง 250 เท่า เมื่อจีนส่งผู้ตรวจการหลินมาที่กวางตุ้ง เพื่อจัดการกับปัญหาการลักลอบนำเข้าฝิ่น เขาใช้วิธีการรุนแรงจนก่อให้เกิดสงครามฝิ่นขึ้นในปี 2383-85 การแพ้สงครามของจีนในครั้งนั้นทำให้จีนต้องสูญเสียเกาะฮ่องกง และต้องเปิดเสรีท่าเรือ 5 แห่ง อีกทั้งยังต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับอังกฤษ จากความเสียหายในสงครามด้วย
เมื่อบริษัทหมดเอกสิทธิ์ในการค้าชา ของจีนในปี 2377 บริษัทจึงเริ่มปลูกชา ในแคว้นอัสสัมของอินเดีย ชาจากอินเดียก็ได้การยอมรับอย่างแพร่หลายในยุโรป เช่นกัน บริษัทจึงได้จัดตั้งบริษัทลูกและ ปลูกชาแบบอุตสาหกรรมในอินเดีย นับจากนั้นมา
ในปัจจุบันอินเดียเป็นแหล่งผลิตและบริโภคชาสูงที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนการบริโภคสูงถึง 23% ส่วนจีนและอังกฤษบริโภค 16% และ 6% ตามลำดับ แต่หากเทียบเป็นการดื่มต่อหัวประชากรแล้ว อังกฤษกลับเป็นประเทศที่ดื่มชามากที่สุด ในโลก ผู้เขียนสรุปว่าอิทธิพลของชาต่ออังกฤษได้ทำให้เกิดมรดกโลก 2 อย่าง คือ การประกาศอิสรภาพของอเมริกา และหายนะอย่างใหญ่หลวงต่อจีน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *