A Briefer History of Time เวลามาจากไหน (จบ)

A Briefer History of Time เวลามาจากไหน (จบ)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3831 (3031)
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการค้นคว้าเพื่อหาคำตอบสำหรับคำถามเกี่ยวกับที่มาของเรา และโลกรอบตัวเรานำไปสู่การเพิ่มพูนความรู้เรื่องเอกภพอย่างรวดเร็ว ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์ สามารถใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูได้ว่า ในเอกภพมี “หมู่ดาว” (galaxy) กว่าหนึ่งล้านล้านหมู่ แต่ละหมู่มีดาวราวหนึ่งล้านล้านดวง โลกของเราอยู่ในหมู่ดาวที่มีชื่อเรียกว่า “ทางช้างเผือก” (Milky Way) ซึ่งหมุนตัวไปช้าๆ และมีความกว้างขนาดที่แสง ต้องใช้เวลาเดินทางจากฝั่งหนึ่ง ไปยังอีกฝั่งหนึ่งถึงล้านล้านปี เป็นไปได้ว่าต่อไปจะมีการค้นพบหมู่ดาวเพิ่มขึ้นอีก และนักวิทยาศาสตร์รู้ว่าหมู่ดาวต่างๆ กำลังเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างรวดเร็ว ทำให้เอกภพขยายตัวออกไปด้วยอัตราเร่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
นั่นหมายความว่าเอกภพจะยิ่งกว้างใหญ่โดยไร้ขอบเขตและจะขยายตัวต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งก็มีค่าเท่ากับเวลาจะไม่มีจุดจบ การค้นพบนี้นำไปสู่คำถามในแนวที่ว่า ย้อนไปในอดีตเอกภพเป็นอย่างไร มันเริ่มต้นอย่างไร และอะไรทำให้มันขยายตัวเช่นนั้น
คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้ อาศัยทฤษฎีสัมพันธภาพของ ไอสไตน์ นั่นคือ ย้อนไปประมาณ 13,700 ล้านปี เอกภพมีขนาดเล็กมากจนวัดไม่ได้และเกิดการ “ระเบิดครั้งใหญ่” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Big Bang และถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “เวลา” ที่เราเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน การระเบิดนั้นส่งสารซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก ออกไปด้วยความเร็ว และความร้อนสูง เมื่อเวลาผ่านไปความร้อนค่อยๆ ลดลง และอนุภาคเริ่มรวมตัวกันเป็นดาว ในบางกรณีอนุภาคที่รวมตัวกันมีแรงโน้มถ่วงสูง และรวมตัวกันจนแน่นมากถึงขนาดที่แสงก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้
สภาพเช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นจุดล่มสลายของดวงดาวและตั้งชื่อว่า “หลุมดำ” (Black Hole) ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในเอกภพรวมทั้งในใจกลางของ “ทางช้างเผือก” ของเราด้วย เหตุการณ์ที่ทำให้เกิด “หลุมดำ” นั้น มีการระเบิดเกิดขึ้นตามขอบๆ ของหลุมดำพร้อมกันไปด้วย การระเบิดเกิดขึ้นวันละเป็นล้านครั้ง ทำให้อนุภาคจำนวนมหาศาลกระจัดกระจายออกไปทุกทิศทุกทาง อนุภาคเหล่านั้นต่อมาก็รวมตัวกันขึ้นเป็นดาวอีก
การรวมตัวของอนุภาคเป็นไปในหลายลักษณะ ในจำนวนนี้มีลักษณะหนึ่งซึ่งวิวัฒน์มาเป็นโลกของเรา ในกระบวนการรวมตัวกันนั้นอนุภาคบางอย่างรวมตัวกันโดยบังเอิญ ยังผลให้เกิดสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถสืบพันธุ์ได้และในที่สุดวิวัฒน์มาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของไอสไตน์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ “ระเบิดครั้งใหญ่” เอกภพมีลักษณะเป็นอย่างไร และใครเป็นผู้ออกแบบของการระเบิดนั้น พร้อมกับของวิวัฒนาการในเวลาต่อมา นักวิทยาศาสตร์บางคนถือว่า ในปัจจุบันคำถามแนวนี้ อยู่นอกขอบเขตของการค้นหาทางวิทยาศาสตร์และเป็นไปได้ว่า พระเจ้าเท่านั้นที่รู้และท่านเป็นผู้ออกแบบดังกล่าว
แต่การค้นคว้าหาคำตอบก็มิได้ยุติลงและนำไปสู่การเกิดของทฤษฎีที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ขนาดเล็กชื่อ Quantum Mechanics หรือ “กลศาสตร์ขนาดจิ๋ว” ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายและทำนายสิ่งต่างๆ รอบตัวเราได้อีกหลายแง่มุม และเป็นฐานของวิทยาการด้านต่างๆ เช่น ทรานซิสเตอร์ วงจรไฟฟ้าขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ วิชาเคมี และชีววิทยายุคใหม่
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่สามารถอธิบายและทำนายเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ในยุคนี้นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามค้นหาทฤษฎี ที่อาจอธิบายและทำนายสิ่งต่างๆ ได้ทั้งหมด โดยการนำเอาทฤษฎีของไอสไตน์มารวมกับทฤษฎีกลศาสตร์ขนาดจิ๋ว แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้ความเข้าใจในเรื่องเวลาของเราเปลี่ยนไปในนัยสำคัญ นั่นคือ เราเคยเชื่อว่าเวลามีลักษณะแห่งความสัมบูรณ์ (absolute) ซึ่งหมายความว่าเวลามีความเร็วเท่ากันหมดไม่ว่าเราจะยืนอยู่ที่ไหน แต่ในปัจจุบันนี้ทฤษฎีของไอสไตน์ได้ทำให้ความเชื่อนั้นเปลี่ยนเป็นเวลามีความเร็วไม่เท่ากัน และจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้วัด ความเชื่อนี้นำไปสู่คำถามที่ว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะเดินทางย้อนไปในอดีต หรือเร่งเดินไปให้ถึงอนาคตเร็วๆ ผู้เขียนเสนอว่าตามทฤษฎีแล้วมันน่าจะทำได้แต่เราขาดเทคโนโลยี แต่การเดินทางแบบนี้อาจมีสิ่งเกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น เราจะต้องเดินทางด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วของแสง หรือเราจะต้องสามารถหาทางลัดชนิดที่เขาเรียกว่า “รูไส้เดือน” (wormhole) ระหว่างจุดสองจุดในเอกภพได้
ในกระบวนการค้นหาทฤษฎีใหม่นี้ ทฤษฎีที่ได้รับความสนใจยิ่งชื่อว่า “ทฤษฎีเส้นด้าย” (String Theory) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานที่ว่าอนุภาคมีลักษณะเป็นเส้นด้ายแทนที่จะเป็นเพียงจุดในอวกาศตามสมมติฐานของทฤษฎีอื่น จริงอยู่ในขณะนี้ดูเหมือนว่าทฤษฎีจะสามารถอธิบายอะไรๆ ได้หลายอย่าง แต่มันยังมีปัญหาอีกมาก เช่น มันจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ “สถานที่-เวลา” (space-time) มี 10 มิติ หรือ 26 มิติเท่านั้น แทนที่จะมีเพียง 4 มิติตามที่ทฤษฎีอื่นใช้อยู่ในปัจจุบัน ทฤษฎีเส้นด้ายจะวิวัฒน์ไปอย่างไรยังไม่มีใครกล้าฟันธง
เนื่องจากในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์มีทฤษฎีหลายทฤษฎี แม้ทฤษฎีเหล่านี้จะมีประโยชน์แต่มันก็อธิบาย และทำนายเหตุการณ์ได้เป็นบางส่วนเท่านั้น พวกเขาต้องการทฤษฎีที่มีเอกภาพเพียงทฤษฎีเดียว ซึ่งสามารถอธิบาย และทำนายเหตุการณ์ได้ทั้งหมด แต่ก็ยังค้นหาไม่พบ ในสภาพเช่นนี้มีความเป็นไปว่า 1)เหตุการณ์ทุกอย่างในเอกภพ เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ฉะนั้นถ้าเราฉลาดเราจะสามารถค้นพบทฤษฎีดังกล่าวได้ในวันข้างหน้า
2)เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน แต่มีบางส่วนที่เกิดขึ้นโดยปราศจากกฎเกณฑ์ ฉะนั้นเราจะค้นพบทฤษฎีที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ทั้งหมด
และ 3)เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเองโดยปราศจากกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น ฉะนั้นไม่ว่าเราจะฉลาดสักปานไหน เราก็จะไม่พบทฤษฎีที่เราต้องการ
ผู้เขียนไม่ได้ฟันธงลงไปว่าเราจะค้นหาทฤษฎีดังกล่าวพบหรือไม่ เขาเพียงบอกว่า ณ วันนี้เรามีความรู้มากมาย แต่เราก็ยังไม่สามารถทำนายพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ฉะนั้นแม้เราจะค้นพบทฤษฎีที่เราต้องการ แต่มันก็จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นหาความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของเราเท่านั้น อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าหากนักวิทยาศาสตร์ค้นพบทฤษฎีนั้นจริงๆ และเราทุกคนสามารถทำความเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้ เราจะสามารถร่วมกันค้นหาคำตอบว่าเราและสิ่งต่างๆ รอบตัวเราซึ่งรวมกันเป็นเอกภพนั้นเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร ถ้าเราหาคำตอบได้เราก็จะเข้าใจพระจิตของพระผู้เป็นเจ้า แต่ก็อีกนั่นแหละ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังอาจถามต่อไปว่า แล้วใครล่ะเป็นผู้สร้างพระผู้เป็นเจ้า ?
ข้อสังเกต – ในคำปรารภของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนแสดงความฉงนใจว่าเพราะอะไรหนังสือเล่มก่อนของเขาที่ชื่อ A Brief History of Time จึงติดอันดับหนังสือขายดีแห่งนครลอนดอนอยู่ถึงสี่ปีครึ่ง เนื่องจากเนื้อหาของหนังสือ เกี่ยวกับประเด็นที่ยากที่สุดในวิชาฟิสิกส์ เขาเดาว่าอาจเป็นเพราะประเด็นเหล่านั้น แม้จะยากสักปานไหนก็น่าสนใจ และน่าตื่นเต้นที่สุดเนื่องจากมันเป็นการหาคำตอบให้แก่คำถามอมตะซึ่งมีอยู่คู่กับมนุษย์มาตลอด อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หนังสือขายดีอาจเป็นเพราะผู้เขียนสามารถนำเรื่องซึ่งยากแสนยากสำหรับคนทั่วไปมาอธิบายได้อย่างกระชับ
นอกจากนั้นชาวอังกฤษโดยทั่วไปเป็นนักอ่านตัวยง นิสัยอยากรู้อยากเห็น และความพยายามที่จะเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลาของพวกเขา เป็นปัจจัยที่ทำให้อังกฤษเดินเข้ายุคอุตสาหกรรมก่อนสังคมอื่น และยังเป็นสังคมชั้นแนวหน้ามาจนถึง ปัจจุบัน
เนื้อหาของหนังสือคงนำไปใช้ไม่ได้ในชีวิตประจำวันโดยทันที แต่มันก็น่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะมันช่วยสร้างกรอบในการค้นหาคำตอบให้แก่ตัวผู้อ่านว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน และเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร นอกจากนั้นมันอาจจะทำให้ผู้อ่านตระหนักว่าตัวเขานั้นเป็นเพียงผุยผงอยู่ในเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาล ความตระหนักเช่นนั้นอาจทำให้เขาลดอัตตาลง การเข้าใจตัวเองและการลดอัตตาจะทำให้เขามีความสุขมากขึ้น
หน้า 49

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *