7 Step ของการเป็นเถ้าแก่

7 Step ของการเป็นเถ้าแก่

คู่มือทำธุรกิจส่วนตัวแบบมืออาชีพ
เวลาเห็นใครเปิดร้านขายดิบขายดี มีลูกค้าเข้าร้านไม่ขาด มีลูกค้ารอคิวใช้บริการเพียบ เป็นใครก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองแบบนี้บ้าง แต่ความจริงแล้วก่อนที่คุณจะทำอะไรจริงๆ มันไม่ใช่ภาพฝัน ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เห็นเลยนะ มาดูสิว่ากว่าจะมีธุรกิจต้องทำอะไรบ้าง

Step 1 : ถามตัวเอง… “แน่ใจนะว่าอยากทำธุรกิจส่วนตัว”เริ่มต้นด้วยความฝัน มองหาความจริง และดูความพร้อมของคุณให้ดี แล้วจะรู้ว่าคุณเหมาะจะทำธุรกิจส่วนตัวแค่ไหน

ความฝันของคุณ…
1. ที่ที่คุณนั่งทำงานประจำคือ…..ออฟฟิศ / ร้านกาแฟเก๋ / บ้านบรรยากาศสบาย / ร้านอาหาร
2. คุณเห็นตัวเองกำลังทำงาน…คนเดียว / ทำงานเป็นทีม / มีผู้ช่วยส่วนตัว / มีพนักงานล้นหลาม
3. แรงผลักดันที่ทำให้คุณอยากมาทำงานทุกวันคือ…เงิน / อิสระ / อำนาจ / การเรียนรู้และความท้าทาย
4. คุณว่าเวลาที่ทำงานที่ดีที่สุดคือ…9.00-17.00 น. / 8.00-18.00 น. / 7.00-22.00 น./ 10.00-15.00 น. / อื่นๆ ระบุ…
5. คุณว่าจำนวนวันทำงานที่ดีควรเป็น…เสาร์-อาทิตย์ / จันทร์-ศุกร์ / อังคาร-พฤหัสบดี / อื่นๆ

ความจริงของคุณ…

จริงๆ แล้วคุณเป็นคนแบบไหนกันแน่

A

B

1. งานในฝันของคุณเป็นประเภท

ขอแค่มีธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองก็พอ

ร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น

2. การจัดระเบียบชีวิตของคุณ

ยุ่งแค่ไหนคุณก็จัดการได้

ทำอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนตลอด

3. ก่อนจะทำอะไรทุกครั้งคุณ…

ศึกษาและวางแผนอย่างรอบคอบ

คิดอยากทำอะไรก็ทำเลยทันที

4. คุณเป็นคนประเภท

ไม่ค่อยอยากมีเรื่องกับใคร

อารมณ์ร้อน มีเรื่องก็ลุยทันที

5. เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นคุณ

ถ้าตัดสินใจแล้วก็มั่นใจทุกครั้ง

ลังเลแล้วลังเลอีก ต้องหาคนช่วย

6. คุณกล้าเสี่ยงแค่ไหน

ถ้าโอกาสดีเข้ามาก็ขอจะขอเสี่ยงดู

ขอไม่เสี่ยงดีกว่าไม่ว่ากรณีไหน

7. คุณชอบทำงานแบบ

ลุยงานเต็มที่ ดึกดื่นก็ไม่บ่น

ชอบทำงานรูทีนเป็นเวลามากกว่า

8. ถ้ามีคู่แข่ง

รู้สึกท้าทาย อยากทำอะไรให้ดีขึ้น

ไม่ชอบแข่งกับใครทำงานเรื่อยเปื่อย

9. ถ้าคุณต้องเป็นหัวหน้า

ดีสิจะได้มีเรื่องให้เรียนรู้อีกมาก

ไม่ดีกว่าเพราะต้องรับผิดชอบมาก

10.จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสถานะการเงินของคุณไม่แน่นอน

พอจะมีเงินเก็บอยู่ยังไม่เดือนร้อนมากนัก

รายได้แบบเดือนชนเดือน แย่แน่ๆ ถ้ารายได้ไม่เหมือนเดิม

ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ของคุณเป็น A แปลว่าคุณมีคุณสมบัติเข้าข่ายทำธุรกิจส่วนตัวได้ แต่ถ้าคำตอบส่วนใหญ่เป็น B แปลว่าถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน

ความพร้อมของคุณ
1. คุณมีเงินทุนมากแค่ไหน ถ้าไม่พอกำลังมองหาลู่ทางเก็บเงินเพิ่มอยู่รึเปล่า
2. คุณมีเวลาให้กับธุรกิจที่จะทำเท่าไหร่
3. คุณมีไอเดียในหัวเรียบร้อย และศึกษาธุรกิจที่ทำมาอย่างดีแล้วรึยัง
4. คุณเจอทำเลดีๆ แล้วรึยัง
5. คุณทำงานคนเดียวหรือมีเพื่อนร่วมทีมด้วย
6. ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาช่วยในการทำธุรกิจของคุณแค่ไหน
7. คุณทำวิจัยการตลาดรึยัง คราวนี้หยิบทุกคำตอบของคุณมารวมกัน แล้วลองดูสิว่าคุณได้อะไรจากการถามตัวเองบ้าง

– ถ้าคุณมีทั้งความฝัน ความจริง ความพร้อม = คุณมีคุณสมบัติเข้าข่ายเจ้าของธุรกิจส่วนตัว
– ถ้าคุณมีแค่ความฝัน ความจริง = คงต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอีกหน่อย คุณก็ทำธุรกิจได้
– ถ้าคุณมีแค่ความฝัน = คุณอยากทำธุรกิจจริงๆ ขอเป็นหุ้นส่วนเล็กๆ กับเพื่อนแทนจะดีกว่า

Step2 : ธุรกิจอะไรที่เหมาะกับคุณที่สุด
ปัญหาต่อมาหลังจากรู้แล้วว่าคุณต้องทำธุรกิจแน่ก็คือ “แล้วจะทำอะไรดีล่ะ” ลองดู 3 ธุรกิจนี้เป็นหลักเข้าไว้
1. ธุรกิจที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ไม่ซ้ำใครแน่นอน
2. ธุรกิจตามกระแส ช่วงนี้ฮิตอะไรกันก็เปิดตามๆ กันไป
3. ธุรกิจที่เคยมีแล้ว แต่ยังมีช่องว่างทางการตลาดเหลืออยู่

10 วิธีเลือกธุรกิจให้เหมาะกับตัวเอง
1. ดูจากงานอดิเรกของคุณ ทำแล้วมีความสุขทุกที หรือใครเห็นก็อยากได้ เช่น ภาพวาด เย็บกระเป๋า ร้อยลูกปัด

2. ดูสิว่าคุณถนัดอะไรมากที่สุดในการทำงานที่ผ่านมา แล้วดึงข้อดีของคุณมาเป็นจุดแข็งในการทำธุรกิจ เช่น คุณมีไอเดียเก๋เสมอ ลองเปิดบริษัทออกาไนเซอร์ หรือชอบเจอพูดคุยกับคน อาจะเปิดบริษัทพีอาร์

3. คุณรู้จักกับคนที่มีความสามารถ เช่น ไปเจอคนทำขนมสูตรโบราณหายาก ก็ลองชวนเขาทำธุรกิจกับคุณดูสิ

4. คุณมีโอกาสไปต่างบ้านต่างเมืองบ่อยๆ เวลาเห็นอะไรดีๆ ก็ลองติดต่อเข้ามาขายที่เมืองไทยบ้าง

5. คุณคือ ผู้รู้ที่เพื่อนๆ ยกให้ เช่น คุณแต่งตัวเก่งและมีคุณแม่เป็นช่างตัดเสื้อฝีมือดี อาจเปิดร้านเสื้อสไตล์ตัวเอง

6. คุณมีธุรกิจของครอบครัวเป็นพื้นฐาน ลองหยิบมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าของคุณได้นะ

7. คุณเห็นอะไรบางอย่างขาดอยู่ เช่น คอนโดแถวบ้านคุณยังขาดร้านซักแห้ง และใครๆ ก็บ่นว่าอยากให้มี

8. คุณเพิ่งได้ทำเลดีมาจากเพื่อนสนิท ลองดูสิว่าคนละแวกนั้นชอบอะไร ยังขาดอะไรอยู่บ้างมั้ย

9. ดูจากความชอบส่วนตัว เช่น คุณชอบอยู่กับธรรมชาติ อาจเปิดร้านต้นไม้ สัตว์เลี้ยง จะได้มีความสุข

10. ดูว่าใครคือลูกค้าของคุณ เช่นวัยรุ่น ก็ลองดูว่าวัยรุ่นต้องการอะไร แล้วผสมกับความชอบของคุณเข้าไป

Step3 : ในโลกธุรกิจยังมีอะไรอีกที่คุณต้องรู้
นอกจากความชอบ ความฝันแล้ว ในโลกธุรกิจยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณต้องรู้ ถึงแม้จะไม่ถนัดเลยก็ตาม
นักกฎหมาย : จะเป็นที่ปรึกษาให้คุณได้ทั้งในเรื่องของจดทะเบียนบริษัท การจดลิขสิทธิ์ เช่น ถ้าคุณได้ทำเลดี ก่อนเซ็นลองให้นักกฎหมายตรวจสอบสัญญาให้ดีก่อน ไม่งั้นคุณอาจเสียเปรียบได้ง่ายๆ

นักบัญชี : ช่วยคุณเรื่องการเงิน ทั้งการทำบัญชี การเสียภาษีประจำปี การคืนภาษี

ธนาคาร : ไว้สำหรับปรึกษาเมื่อคุณคิดจะกู้เงินเพิ่ม รวมทั้งการเปิดบัญชีต่างๆ สำหรับทำธุรกิจต่างๆ ด้วย

นักวางแผนการตลาด : เมื่อคุณมีไอเดียแต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะให้สินค้าหรือบริการของคุณอยู่รอด

ฝ่ายคอมพิวเตอร์ : กรณีที่คุณต้องการพึ่งเทคโนโลยีในการทำงาน เช่น ระบบแลน อินเตอร์เน็ต อีเมล์บริษัท

สถาปนิกและอินทีเรีย : ช่วยคุณตรวจสอบโครงสร้างตึก ระบบไฟ ระบบน้ำที่เพียงพอกับความต้องการในออฟฟิศของคุณ ส่วนอินทีเรียจะช่วยคุณจัดการเรื่องการตกแต่งภายในตึก นอกจากนี้คงต้องดูว่าธุรกิจของคุณเกี่ยวข้องกับหน่วยงานไหนเป็นพิเศษ เช่น ถ้าคุณต้องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ลองหาข้อมูลจากกรมศุลกากรเกี่ยวกับภาษีการนำเข้าก่อน จะได้รู้ว่าเมื่อรวมภาษีแล้วคุ้มราคารึเปล่า

ค่าใช้จ่ายที่คุณต้องรู้
1. เงินลงทุนก้อนแรก ส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่าตกแต่งสถานที่ ค่าเช่าหรือเซ้งสถานที่ ค่าเซ็ทอัพระบบ อย่าง ค่าหมายเลขโทรศัพท์, ระบบไฟ แอร์ คอมพิวเตอร์ มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาด เช่นการโฆษณา การทำพีอาร์ โปรโมชั่นแจกแถม ค่าจ้างที่ปรึกษาเฉพาะด้าน ค่าเปิดบริษัท ค่าสินทรัพย์ในออฟฟิศ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ค่าอุปกรณ์พิเศษ เช่น เครื่องบดกาแฟ ค่าภาษี

2. เงินลงทุนหมุนเวียนสำหรับทุกเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นเงินเดือนของคุณ ค่าใช้จ่ายของพนักงาน เงินหมุนเวียนสำหรับผลิตสินค้าเพิ่ม ค่าเช่าร้าน ค่าขนส่ง ค่าที่ปรึกษา ดอกเบี้ยเงินกู้

Step4 : ทำงานคนเดียวหรือหาเพื่อนร่วมทีมดีล่ะ?
ถ้าทำคนเดียวคุณก็ต้องคิดเองทุกอย่าง แต่ก็คล่องตัวดี ทุกอย่างตัดสินใจเองหมด แต่ถ้าคิดจะมีเพื่อนทำด้วยล่ะก็ แนะนำว่า
1. ถ้าอยากทำธุรกิจกับเพื่อน ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกคนที่เคยร่วมงานกันมาก่อน จะได้เห็นการทำงานที่ผ่านมา
2. เป็นเพื่อนที่มีเป้าหมายในการทำธุรกิจเหมือนกัน เช่น สนใจกับความสนุกในการมากกว่าตัวเลขของรายได้
3. ต้องแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันได้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ธุรกิจของคุณไปไม่รอดแน่
4. มีความรับผิดชอบสูง เพราะธุรกิจส่วนตัวไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาบังคับ นอกจากคุณต้องคอยบังคับตัวเอง“ถ้าเลือกได้ขอทำงานคนเดียวดีกว่า” นิว, 26 ปี ฟรีแลนซ์
พอดีเพื่อนนิวกำลังจะเปิดบริษัทออกาไนเซอร์ เขาก็ชวนเราไปทำตำแหน่งครีเอทีฟซึ่งเป็นงานที่เราถนัด รู้สึกว่างานนี้ต้องเวิร์คแน่ๆ เลย เราก็ทุ่มเทเต็มที่ ทำทุกอย่างตั้งแต่สัญญาเช่าสำนักงาน จ้างคนเซ็ทระบบคอมพิวเตอร์ ระบบไฟ ซื้อโต๊ะทำงาน ทำงานวันแรกรู้สึกภูมิใจมากๆ แรกๆ ก็ทำใจสบายใจดีแต่พอหลังๆ เริ่มรู้สึกว่าเค้าเห็นเงินสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเราอยากทำงานให้สนุกและออกมาดีที่สุด ทำให้เราเริ่มไม่พอใจกันและกัน ผ่านไปปีกว่าเรื่องเงินก็ทำให้เราลาออกและเลิกคบเพื่อนคนนี้ไปด้วย แล้วก็ออกมาทำงานฟรีแลนซ์คนเดียว มีความสุขมากกว่าเยอะ”

Tips ทำงานคนเดียว
1. ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา ทั้งเดทไลน์ เวลานัดหมาย เวลาทำงาน
2. ต้องมุ่งมั่นตั้งใจ อย่าทำงานแบบสบายเกินไป ต้องรับผิดชอบงานให้มาก
3. เมื่องานลงตัวแล้วค่อยหาคนมาทำงานแทนในตำแหน่งที่คุณควบคุมได้
4. มองโลกด้วยหลักเหตุและผล บางครั้งก็ต้องมองโลกแง่ร้ายบ้าง เช่น นึกถึงปัญหาแล้วหาทางแก้ไว้ก่อน
5. ถ้าดูท่าทางไม่ดี อย่ายื้อต่อไป คนเดียวถอนตัวง่ายกว่า

“ทำงานกับเพื่อนเวิร์คกว่าเยอะ”

“เอ็นเป็นเพื่อนกับโรสมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยแล้ว ทำงานกลุ่มด้วยกันก็บ่อย ตอนทำงานเดี่ยวเราก็ช่วยกันตลอด ตอนเรียนจบก็ทำงานที่เดียวกัน ทำไปได้ 2 ปีก็รู้สึกว่าอยากเปิดร้านของตัวเอง มาลงตัวที่ร้านเสื้อยืดทำเองเพราะเราสองคนชอบประดิษฐ์อยู่แล้ว เวลาเจออะไรเก๋ๆ ก็จะหยิบมาติดโน่นติดนี่ตลอด แล้วก็เริ่มไปดูทำเลกัน แต่มันแพง เราก็เลยไปลองขายที่ตลาดนัดดูก่อน ลงทุนไม่ต้องสูงมาก ก็ค่อยๆ ดูไป วันไหนติดธุระก็ผลัดกันไปขาย ถึงเงินมันจะไม่ได้มากมายอะไร แต่เราก็รู้สึกว่าสนุกดี แล้วก็เก็บไว้เป็นทุนเปิดร้านวันข้างหน้า แล้วก็มาคิดว่าดีนะที่มีเพื่อนช่วยกัน ไม่งั้นคงเลิกทำไปแล้ว อีกอย่างเราคุยกันรู้เรื่อง คิดอะไรเหมือนกัน ทำงานด้วยแล้วสบายใจ”

Tips ทำงานกับเพื่อน
1. เปิดใจคุยกันให้เคลียร์ ชอบ ไม่ชอบอะไร ต่อให้เรื่องเล็กแค่ไหนก็ต้องบอก จะได้ไม่มีเรื่องคาใจระหว่างกัน
2. อย่ามัวเกรงใจกัน เวลาประชุมเถียงกันได้เต็มด้วยเหตุผล ออกมาจากห้องทำงานแล้วยังเป็นเพื่อนเหมือนเดิม
3. ต้องเข้าใจว่า ทุกคนในทีมย่อมมองหาสิ่งที่ดีที่สุดอยู่
4. กำหนดระยะเวลา และทำให้ได้อย่างจริงจัง
5. คอยให้กำลังใจกันอยู่เสมอ
6. เมื่อมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว ต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน

โปรดติดตาม Step5-Step7 กันต่อในตอนหน้า

ที่มา : http://www.siaminfobiz.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *