6 กรณีศึกษา ปั้นไทยศูนย์กลางพลอยโลก

6 กรณีศึกษา ปั้นไทยศูนย์กลางพลอยโลก

ประกายดาว แบ่งสันเทียะ
แม้ไทยจะประกาศตัวเองเป็นศูนย์กลางอัญมณีโลก จากการสั่งสมภูมิปัญญาการเผาพลอยมาหลายชั่วอายุคน แต่จนถึงขณะนี้ภาพดังกล่าวก็ยังคงพร่าเลือน ขณะที่ประเทศคู่แข่งอื่นๆ ภาพกลับชัดขึ้นๆ โดยเฉพาะจีน อินเดีย อิสราเอล เบลเยียม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) และสหรัฐ ที่ก้าวขึ้นมาแข่งขันกับไทยในตลาดส่งออก
ดร.กฤตนี ณัฎฐวุฒิสิทธิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถาบันบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า จุดขายการไต่อันดับเป็นศูนย์กลางอัญมณีโลกของไทยอยู่ที่ “พลอยเนื้อแข็ง” แม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีแหล่งวัตถุดิบ แต่ไทยกลับมีภูมิปัญญาเรื่องการเผาพลอยที่หลายชาติไม่มี
ทว่าปัญหาอุปสรรคในเรื่องกฎระเบียบการนำเข้า กำลังบั่นทอนการปลุกปั้นไทยให้เป็นศูนย์กลางอัญมณีโลก แม้ว่าภาษีนำเข้าพลอยจะลดลง แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากในการสำแดงมูลค่าและปริมาณของสินค้านำเข้า
“แม้จะยกเว้นภาษี แต่ก็ต้องดีแคลร์การนำเข้าเป็นมูลค่าให้ชัดเจน ซึ่งแหล่งที่มาของพลอยส่วนใหญ่มาจากพม่า อินเดีย และศรีลังกา ซึ่งบางครั้งไม่สามารถระบุถึงมูลค่าและปริมาณได้ชัดเจน”
ดังนั้น โมเดลที่ดีที่สุดในการผลักดันไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอัญมณีโลก ในความเห็นของอาจารย์ท่านนี้คือ ภาครัฐควรจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นไม่สร้างกฎระเบียบจนกลายเป็นอุปสรรค นอกจากนี้ควรตั้งองค์กรกลางให้เกิดการรวมตัวระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สัญญาณอันตรายที่เห็นได้ชัดว่าไทยกำลังสูญเสียตลาดส่งออกอัญมณีให้กับประเทศคู่แข็งอย่างน้ำซึมบ่อทราย เมื่อพบว่า ตัวเลขการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับปี 2550 ของไทย มีมูลค่า 5,382 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตจากปีจากปี 2549 ประมาณ 3.5% ทั้งที่ในอดีตไทยเคยเติบโตมากกว่านี้มาโดยตลอด
กรณีศึกษาใน 6 ตลาดผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งล้วนเป็นคู่แข่งของไทยจึงน่าสนใจยิ่งนัก
เริ่มจากประเทศจีน แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ (New Comer) แต่กลับมีอัตราเติบโตที่รวดเร็ว แม้ลวดลายสินค้าจีนจะมีความทันสมัยและคุณภาพไม่ดีนักเมื่อเทียบกับสินค้าไทย แต่ความที่จีนเป็นตลาดใหญ่อุดมไปด้วยสินค้าราคาถูก จึงกลายเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้มีรายได้น้อย ที่อยากมีเครื่องประดับสักชิ้น
ขณะที่นโยบายของรัฐบาลจีนให้การส่งเสริมธุรกิจนี้อย่างเต็มที่ โดยจัดให้มีการรวมกลุ่มเป็นองค์กรเพื่อลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสมาชิก จาก 17 % ลงมาเหลือ 4% รวมทั้งยังจัดให้มีองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรจากภาครัฐ เข้ามาร่วมแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ จีนยังอ้าแขนต้อนรับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นค่อยๆ ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น
ยังมีการโปรโมทการสวมใส่อัญมณีควบคู่กับกลุ่มสินค้าแฟชั่นใหม่ๆ ของประเทศ
ขณะที่การส่งออก ดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการ ภาคเอกชนมีการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์ (ผู้ผลิตต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ) เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษี
ประเทศถัดมาคือประเทศอินเดีย ซึ่งมีข้อได้เปรียบตรงที่อินเดียเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบในการผลิต ทำให้การผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางอัญมณีโลกทำได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ อินเดียยังมีการสร้างเครือข่ายการผลิตและการค้า โดยรัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดนโยบายให้อินเดียเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นเรื่องการเจียระไน ขัดอัญมณี
รัฐบาลอินเดีย ยังเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอัญมณีเข้ากับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมบันเทิง อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจจำหน่ายรถยนต์
นอกจากนี้ยังจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาดูแลอุตสาหกรรมอัญมณีโดยเฉพาะภายใต้ชื่อ GJEPC
“หน่วยงานนี้จะช่วยทำให้ทุกอย่างสำหรับพ่อค้าเป็นเรื่องที่ง่ายดาย เพราะจะรวมตัวทั้งรัฐและเอกชนอยู่ในองค์กรเดียว แบ่งงานกันทำ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้เจรจาเปิดโอกาสการค้าระหว่างประเทศ ส่วนเอกชนก็รวมตัวกันโปรโมทสินค้าตามงานแสดงสินค้าต่างๆ”
ส่วนประเทศอิสราเอล มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีการเจียระไนพลอย เพราะมีการคิดค้น วิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ในปี 2548 ช่างเจียระไนพลอยในประเทศจะหายไปจากตลาดเหลือเพียง 3,200 คน จากเมื่อ 20 ปีก่อนเคยมีช่างเจียระไนพลอยมากถึง 20,000 คน ก็ตาม
ทว่ากำลังการผลิตพลอยกลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ระดับ 5 พันกะรัต คิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีการคิดค้นการเจียระไนพลอยให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดจีนและฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีศักยภาพ รวมไปถึงการโปรโมทสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
ส่วนภาคเอกชนของอิสราเอล (E.g.Israel diamond Exchange-IDE) ยังได้กำหนดหัวใจสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ด้วยสโลแกน “All You Could Ask for in One” โดยมีการจัดระบบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ โลจิสติกส์ ธนาคาร กรมศุลกากร ขนส่ง ห้องปฏิบัติการ ประกันภัย บัญชี กฎหมาย และค้าปลีก ฯลฯ ไว้ในสำนักงานเดียวกัน
เพื่อให้บริการที่เกี่ยวข้องกับอัญมณี และยังรวมตัวกันซื้อวัตถุดิบจากแหล่งต่างๆ ทำให้ได้ราคาถูกลง
ส่วนประเทศเบลเยียม จัดเป็นศูนย์กลางการค้าเพชร ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเพชรที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งสถาบันการศึกษา และการจัดการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีขึ้นโดยเฉพาะ
แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เคยเดินพลาดพลั้งเช่นกัน เช่น ธนาคารเพื่อธุรกิจอัญมณี (Dixia Bank Diamond Office) เคยต้องพบกับคำว่าเจ๊งมาแล้ว นั่นจึงกลายเป็นบทเรียนทำให้ธนาคารเพื่อธุรกิจอัญมณีพึงระลึกเสมอว่า
ธนาคารไม่เพียงทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อเท่านั้น แต่ต้องดูแลลูกค้าทั้งระบบตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษา โลจิสติกส์ เป็นต้น
สำหรับคู่แข่งขันหน้าใหม่อย่าง ดูไบ (ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) รัฐบาลได้กำหนดทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ โดยกำหนดให้สามารถนำกำไรที่ได้มาหักลดหย่อนภาษีได้
นอกจากนี้ดูไบ ยังกำหนดทำเลซึ่งเป็นศูนย์กลาง หรือ City of Gold ท่ามกลางสภาพแวดล้อมกลางทะเลทรายที่คล้ายกับว่าไม่เอื้อต่อการสร้างศูนย์กลางค้าเพชร แต่ก็สามารถทำได้
ด้วยการยึดสโลแกน “If you build it they will come” ถ้าคุณสร้างขึ้นมาแล้วเดี๋ยวคนก็มาเอง
ดูไบ ยังจัดเป็นประเทศที่ปลอดภาษี ถูกใจบรรดานักค้าเพชร เพราะเขาก็สามารถคำนวณมูลค่าเพชรตามความเป็นจริง สุดท้ายผู้ที่รวยก็คือคนในประเทศนี้
ขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้ความเป็นประเทศที่มีกำลังการบริโภคในประเทศสูง จะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ไปที่การพัฒนาดีไซน์ตามแนวโน้มแฟชั่น
กุญแจสำคัญก็คือการรวมกลุ่มของภาคเอกชนในนาม New York Diamond Dealers Club เป็นองค์กรที่ให้ผลตอบแทนทางสิทธิประโยชน์มากมาย แต่การเข้าเป็นสมาชิกจะต้องผ่านการพิจารณาและรับรองจากเหล่าสมาชิกที่มีอยู่

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *