5 กลเม็ดสู่การเป็น ‘เถ้าแก่น้อย’

5 กลเม็ดสู่การเป็น “เถ้าแก่น้อย”

ใคร ๆ ก็ อยากรวย อยากเป็นเจ้าของกิจการด้วยตนเอง หลายคนสร้างเนื้อสร้างตัวมานาน บางคนก็ยอมเป็นลูกจ้างคนอื่นตลอดชาติถ้าไม่โดนเอาออก เราลองมาดูกันว่าถ้าจะเป็นเถ้าแก่น้อย ๆ ด้วยตนเองควรจะรู้หรือมีข้อสังเกตอะไรบ้าง ว่ากันตามจริงแล้ว การดำเนินธุรกิจใด ๆ ก็ตามต้องอาศัยตลาด ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงแรงซื้อเป็นหลัก ดังนั้นใครที่ทำงานให้คนอื่นมาซักระยะ และไปอ่านผลงานการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนเป็นเศรษฐีก็จะเริ่มรู้ว่า การเป็นลูกจ้างคนอื่นนั้น หาโอกาสรวยยากครับ ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจเองหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เป็นเถ้าแก่ด้วยตนเองนั่นแหละครับ สิ่งที่ได้มาจากการทำงานให้คนอื่นนั้นก็จะเป็นประสบการณ์ในการทำงานเรียนรู้กระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงาน และที่สำคัญได้รู้จักผู้คนมากมายได้โยงใยเครือข่ายและมีNetwork (ปีกกล้าขาแข็ง) พอที่จะลุยงานของตนได้

1. มีตลาดรองรับหรือไม่
การจะตั้งต้นทำธุรกิจอะไรก็ตามสิ่งแรกที่ต้องมองดูก่อนการลงมือก็คือมีตลาดรองรับหรือไม่ นั่นคือหากจะผลิตสินค้าออกมาก็ต้องแน่ใจว่ามีตลาดรองรับไม่ว่าจะเป็นตลาดบน อันเป็นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ กับตลาดล่างหรือตลาดชาวบ้านเป็นหลัก เพราะหากไม่มีตลาด ตลาดแคบ มี ปริมาณคนซื่อน้อยกลุ่มเป้าหมายไม่คงที่ ก็ลำบากครับ เพราะโอกาสที่จะขาดทุนหมดตัวก็มีสูง ดังนั้นการมานั่งคิดเป็นเถ้าแก่เอง ก็คงต้องดูตรงนี้เป็นหลักในประการแรกก่อนครับ โดยเฉพราะธุกิจต่าง ๆ ก็มีคนอื่น ๆ ทำหมดแล้ว ทำยังไงจะไปขอแบ่งตลาดเองบ้าง การสร้างตลาดขึ้นมาจึงต้องเป็นคำถามประการแรกที่ต้องตอบให้ได้รวมทั้งการได้ตลาดในระยะยาว หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นจะสามารถคงตลาด หรือหาตลาดใหม่ หรือจะแก้ไขอย่างไรในเรื่องนี้ จะต้องมีแผนตรงนี้รองรับในระยะยาวก่อน และต้องชัดเจน อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ด้วย

2. ต้องมีวิธีคิดแบบใหม่
ประการถัดมาในการที่จะเป็นเถ้าแก่ คือ ต้องมีวิธีคิดใหม่ คือไม่ใช่จะลอกเลียนแบบที่คนอื่นทำเสมอไป ดูง่าย ๆ ครับ อย่างพ่อค้าสิงคโปร์ซิครับ คิดแบบเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสจะง่ายกว่า สิงคโปร์นั้นเป็นประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ เล็กกว่าบางจังหวัดในประเทศไทยด้วยซ้ำ และประเทศสิงคโปร์เองไม่ได้มีทรัพยากร หรือวัตถุดิบอะไรมากมาย พอที่จะมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าไปแข่ง เพราะฉะนั้นต้องทำยังไงสิงคโปร์ก็คิดใหม่ว่า การทำธุรกิจของเขาที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่สุด ก็คือ การไปเป็นนักธุรกิจ หรือพ่อค้าคนกลางดีกว่า คิดเป็นหลักเศรษฐศาสตร์เลยว่า ไปหาดูดีมานด์ (Demand) หรือความต้องการสินค้าและบริการ ว่ามีความต้องการจากแหล่งใดไปรับคำสั่งซื้อมา จากนั้นก็ไปวิ่งหา ซัพพลายด์ (Supply) ดังนั้นแค่เป็นคนทำหน้าที่ในการประสานหาความต้องการซื้อ กับความต้องการขายมาพบกัน และตนเองก็มีรายได้จากส่วนต่างราคาหรือ จากกำไรในส่วนนี้ก็สามารถเป็นเถ้าแก่น้อย ๆ หรือต่อๆ ไป อาจจะเป็นเถ้าแก่ใหญ่เลยด้วยซ้ำ เมื่อระบบความคิดเป็นไปในลักษณะนี้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาครับในเรื่องการจัดองค์กร สำนักงาน ที่ทำการ และการจัดหาบคุลากร ดังนั้นถ้าคิดจะทำธุรกิจด้วยตนเอง จำเป็นหรือไม่ต้องไปจัดหาที่ดินทำสำนักงานหาบุคลากร และจัดองค์กรต่าง ๆ ดังนั้น การทำธุรกิจต้องอาศัยวิธีคิดแบบใหม่ ให้ครบวงจรเลยว่าจะทำอะไร และทำอย่างไร เพื่อให้เหมาะสมและลดปัญหาลงให้น้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ วิธีคิดและวิธีมองธุรกิจ และมองปัญหาและหาทางออก เป็นสิ่งที่คนที่คิดจะเป็นเถ้าแก่น้อยต้องทำ

3. ต้องเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย
ประการที่สาม ที่ผมสอบถามพูดคุยมา คือ ต้องเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย คนที่มีลักษณะนี้แม้ว่าจะไปคล้าย ๆ กับคนเล่นการพนัน แต่ก็จะมีลักษณะในเชิงสร้างสรรค์หลายประการครับ การมีนิสัยกล้าได้กล้าเสียแบบพ่อค้าต้องเป็นเสมือนพระเจ้าตาก ฯ ที่จะเข้าตีเมือง คือ รับประทานอาหารเสร็จทุบหม้อข้าวตนเลย ! การทำแบบนี้จะมีส่วนดีคือ เป็นการบังคับทางอ้อมให้บุคคลนั้นเป็นนักสู้ ทุ่มเท และอุทิศตน รู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ทุก ๆ อย่างก็จะจบลง จะไม่มามัวเอ้อละเฮยลอยชายทำแบบสบาย ๆ ค่อย ๆ เป็นค่อยไป ในชีวิตจริง ๆ ก็ไม่มีใครอยากเป็นหนี้หรอกครับ แต่ถ้าไม่ไปกู้ยืมเงินมาหรือยอมไปเป็นหนี้ใครแล้ว บางคนบอกชีวิตก็จะไม่มีการกระตือรือร้นครับ ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ในทางการค้านั้น การไปกู้เงินมาทำหรือทำธุรกิจ ถือเป็นการลงทุนครับ เป้าหมายใหญ่ คือ กำไร บางคนพูดเลยครับว่า คิดแบบพ่อค้า กล้าได้กล้าเสีย (ไม่รู้เหน็บพวกมนุษย์เงินเดือน หรือเปล่าไม่ทราบ)

4. ต้องเป็นนักสู้
ประการถัดมา สำหรับคนที่คิดจะเป็นเถ้าแก่น้อย คือจะต้องเป็นนักสู้การเป็นนักสู้นั้นถือเป็นเรื่องจำเป็นครับ ต้องเป็นนักสู้แบบสู้ไม่ถอยด้วยนะครับล้มแล้วต้องลุกขึ้นมาใหม่ การทำธุรกิจใด ๆ นั้นเท่าที่ผมสอบถามดู และพูดคุยดู จะคล้าย ๆ กันครับ คือ ในช่วงแรก ๆ มักจะเจอปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ และบ่อยครั้งก็เป็นอุปสรรคในแบบที่ไม่คาดคิด หรือไม่คิดฝันด้วยว่ามันจะเกิด (ซึ่งแม้บางครั้งจะวางแผนไว้ดีแล้วก็ตาม) อาจจะขาดทุน หรือแพ้ แต่ก็ยังคงต่อสู้ต่อไป ไม่ท้อถอย อีกซักพักก็จะพอลืมตาอ้าปากและสู้ต่อไปได้ การเป็นนักสู้ในที่นี้ต้องมีจิตใจเป็นนักสู้ ต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้น และกระตุ้นตนเองอยู่เรื่อย ๆ และต้องเป็นนักสู้อย่างชาญฉลาดด้วย ( นักธุรกิจน้อยท่านหนึ่งพูดให้ผมฟัง)

การเป็นนักต่อสู้อย่างโง่ ๆ เขาบอกว่า เป็นการเข้าข่ายประเภทหัวรั้นและดันทุรัง การต่อสู้อย่างชาญฉลาดต้องเป็นการรู้จักเรียนรู้บทเรียน และความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
จากนั้นเอามาปรับปรุงกับการต่อสู้ครั้งใหม่

หลายคนบอกผมว่าอยากจะเพิ่มเติมเป็นทั้งชาญฉลาด และชาญเฉลียวด้วย เพราะบางครั้งต้องเป็นคนรู้จักเฉลียวใจ สงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ประมาทในด้านต่าง ๆ ถ้าฉลาดขาดเฉลียวประเดี๋ยวก็พัง ท่านว่าอย่างนั้น
5. ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่
นอกจากนี้การเป็นคนไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจจุบันสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ต้องหัดเป็นคนรับรู้ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา การเป็นคนกระตือรือร้น และหัดเป็นคนแสดงหาความรู้อยู่เสมอ มิฉะนั้นจะกระทบต่อธุรกิจที่ทำอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีความรู้ในข้อมูลข่าวสารจะทำให้เป็นฐานข้อมูล ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และยังใช้สำหรับการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ที่ผ่านมาด้วยว่าเป็นอย่างไร จะได้ปรับเปลี่ยนได้ทัน มีผู้ที่แนะนำไว้ครับว่านักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ ที่จะวิ่งไปในยุทธจักรการค้าจะต้องเพิ่ม“การแสวงหาความเป็นเสิศ” เหมือน ๆ กับที่ฝรั่งเศสเขียนหนังสือชื่อ In Search of Excellence เลย การแสวงหาความเป็นเลิศนั้นเป็นเป้าหมายที่จะบอกให้เรารู้ว่า เรายังมีดีมีศักยภาพในการทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย และสิ่งนั้นมันซ่อนอยู่ในตัวเรา ต้องหาทางขุด ตักมันขึ้นมา บีบเค้น เอาออกมาทุ่มเทให้ได้ เพราะสิ่งนั้นจะทำให้เราก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และโดดเด่น แต่ก็มีคำเตือนแฝงมาด้วยครับว่า สุภาษิต “ทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย” ยังใช้ได้ เพราะอะไรที่โดดเด่นก็จะเป็นเป้าให้คนอื่น ๆ จ้องถล่มและทำลายอันนี้เป็นเรื่องของสัญชาตญาณของมนุษย์ลึก ๆ หรือเปล่าไม่รู้ซิครับ

การจะเติบโตเป็นเถ้าแก่น้อยต้องอย่าไปสร้างศัตรูหรือเปิดศึกหลายด้านครับ การก้าวเข้าสู่วงการต้องรู้จักเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และมีมนุษยสัมพันธ์จะดีกว่าการไปสร้างศัตรู และแข็งกร้าว เพราะคนที่เฝ้ามองมีเยอะครับ หาพวกพ้องไว้จะดีกว่า ขอการสนับสนุน คำชี้แนะจากผู้ใหญ่ ใครต่อใครที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาในวงการในยุทธจักรให้ท่านช่วยส่งเสริมและสนับสนุนจะเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยช่วยในการก่อร่างสร้างตัวทั้งทางตรงและทางอ้อมเลยทีเดียวล่ะครับ!

ในปัจจุบันเวลาที่ใครคิดจะไปเรียนต่อระดับปริญญาโททางการบริหารธุรกิจนั้น เรามักจะเห็นว่าคนที่ไปเรียน MBA ในเมืองนอกนั้น จะมีสาขาย่อยไปอีก เช่น สาขาการตลาด สาขาการจัดการ อะไรทำนองนี้ และในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาก็จะมีสาขาเพิ่มเติมคือ พวกธุรกิจระหว่างประเทศ หรือ International Business ซึ่งผมพบว่ามีคนไทยหลายคนชอบไปเรียน แต่ปรากฎว่า ในช่วง 5 – 6 ปี มานี้จะเริ่มมีการเปิดสาขาใหม่ขึ้นมาคือ สาขาการประกอบธุรกิจด้วยตัวเอง หรือ Entrepreneur ประเภทการสร้างธุรกิจ หรือการเป็นเถ้าแก่น้อย อะไรทำนองนี้นั่นแหละครับ คือ เราเริ่มมองเห็นว่าการผลิตผู้ที่จบปริญญาโททาง MBA ในอดีตมักจะเน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อเอาไปป้อนตลาด คือ ใส่ในองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ไม่ได้สอยให้รู้จักจบเพื่อไปสร้างองค์กร หรือธุรกิจใหม่ ๆ ให้เป็นของตนเองเลย ดังนั้นควรจะมีการเน้นในเรืองนี้บ้าง ซึ่งก็คือว่าเริ่มเห็นผลพอสมควร บ้านเราเองก็มีกระแสส่งเสริมสนับสนุน SMEs เข้ามาตลอด คือ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่คิดอยากมีธุรกิจของตนเอง ได้เปิดธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามครับ ใครที่คิดจะทำธุรกิจด้วยตัวเองนั้น ผมว่าเป็นความคิดที่ดีน่าส่งเสริม และน่าส่งเสริมในการสร้างตนเองอย่างถูกต้องด้วย สังเกตดูง่าย ๆ ซิครับ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนแต่ได้ส่งเสริมให้คนของเขาได้รู้จักเรียนรู้ และพัฒนาตนเองเป็นนักธุรกิจหรือพ่อค้า และก็ยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจโดยทางอ้อมด้วย ที่พูดมานั้นถือเป็น a must ครับ สำหรับคนที่อยากจะเร่งรีบเป็นนักธุรกิจแบบ Young Executive ที่จริงอาจจะต้องมีมากกว่านี้ แต่นี่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่ต้องมีเป็นหลักก่อนครับ!

ที่มา : http://www.siaminfobiz.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *