การคิดเชิงระบบ Systems Thinking

การคิดเชิงระบบ Systems Thinking

 

**ดร.พรพรรณ  ภูมิภู

การคิดเชิงระบบหมายถึงอะไร Systems Thinking  การคิดเชิงระบบหมายถึงการคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มองภาพรวมที่เป็นระบบ  และมีส่วนประกอบย่อยๆ  โดยอาศัยการคิดใด รูปแบบโดยตรง  และโดยทางอ้อม

ทฤษฎีระบบ ให้แนวคิดว่าแต่ละสิ่งย่อมอยู่ในเอกภพ  (The Universe)   รวมทั้ง

สิ่งเล็ก ใหญ่เพียงใด ล้วนเป็นหนึ่งหน่วยระบบ มีวงจรของการทำงาน มีปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ปัจจัยการผลิต ความเป็นระบบ ผลผลิตรวมย่อมเกิดจากการประสานงานกันหลายๆ ระบบ แต่ละหน่วยมีระบบการทำงานตามบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน  ผลผลิตจะไหลจากหน่วยการผลิตหนึ่งไปสู่อีกหน่วยผลการผลิตหนึ่งอย่างครบวงจร ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ละสิ่งในเอกภพมีความเป็นระบบตามมิติต่างๆ  กัน ในเวลาเดียวกัน

การคิดเชิงระบบ คือ  การคิดที่มีความเข้าใจ เชื่อมโยง มีความเชื่อในทฤษฎีระบบเป็นพื้นฐานในสมอง คนปกติมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบในสรรพสิ่งที่อยู่ในในโลกที่สอดคล้องกับทฤษฎีระบบอยู่แล้ว  เพียงแต่ความสามารถในการทำได้ดีในระดับความเข็มข้นของระบบแตกต่างกัน

การคิดระบบโดยอ้อม คือ การคิดเชิงระบบโดยอาศัยพื้นฐานแห่งการคิด  เช่น

การวิเคราะห์  การอุปมาอุปมัย  การคิดสังเคราะห์  การคิดสร้างสรรค์  การประเมินค่า ฯลฯ

การคิดระบบโดยทางตรง คือ การคิดที่มุ่งกระทำโดยตรงมีเป้าหมายกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่จำแนกรูปแบบการคิดตามพื้นฐานของมนุษย์ แต่แยกรูปแบบการคิดโดยมุ่งที่เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ โดยจำแนกออกเป็น 3  แบบ

  1. การคิดเพื่อรู้เข้าใจหน่วยระบบ
  2. การคิดเพื่อวิเคราะห์และประเมินหน่วยของระบบ
  3. การคิดเพื่อออกแบบ และก่อตั้งหน่วยระบบ

 

……………………………………………………………….

** อุปนายก สมาคมนักฝึกอบรมแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน

ประโยชน์ของการคิดเชิงระบบ

                1.ช่วยให้เกิดความคิดเพื่อพัฒนาองค์การในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            2.ประสานงานร่วมกับบุคคลอื่นให้เป็นไปตามกระบวนการ และระบบการบริหารงานภายใน

3.สามารถแก้ปัญหา  ตัดสินใจ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.แก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.เพื่อมองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับระบบภายในองค์การ ที่เกิดขึ้น

เป็นระบบ เชื่อมโยงติดต่อกัน  และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน่วยระบบทั้งหลายในเอกภพแบ่งระบบออกเป็น  2  ประเภท  คือ

            1. หน่วยระบบตามธรรมชาติ  (Natural System ) ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น  ฝนตก แดดออก แบ่งเป็น 2 ชนิด

                1.1    หน่วยระบบทางกายภาพ (Physical Systems ) รวมถึงสสารที่เป็นพลังงาน

               1.2   หน่วยปฏิกิริยา  (Intersectional System)  เป็นการกระทำต่อกันระหว่างปัจจัยนำเข้าของแต่ละหน่วยระบบ ปรากฏอยู่ในหน่วยความสัมพันธ์ต่างๆ  ที่จัดขึ้นเป็นหน่วยระบบความคิด  เช่น  น้ำ  ออกซิเจน   ซึ่งแต่ละหน่วยเป็นระบบกายภาพ  แต่เมื่อนำมาสร้างปฏิกิริยา สัมพันธ์กัน  กลายเป็นระบบที่เกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน

            2.  หน่วยระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น  (Man made System ) ซึ่งก็มี 3  ชนิด คือ

2.1     หน่วยระบบกายภาพเช่นเดียวกับระบบธรรมชาติ เพียงแต่มนุษย์สร้างขึ้น

2.2     หน่วยปฏิกิริยา ( Intersectional System ) เช่นเดียวกับระบบธรรมชาติ   

เพียงแต่มนุษย์ก่อปฏิกิริยาขึ้น

                2.3    หน่วยระบบความคิดที่เรียกว่า   มโนมติ (Concept )  มีทั้งหน่วยระบบกายภาพ  และหน่วยปฏิกิริยาที่นำมาคิดสร้างสรรค์กลายเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเป็นวัฎจักร  ระบบ  กระบวนการของมนุษย์ ที่คิดสร้างขึ้นโดยอาศัยแนวความคิดเดิมที่มีมาแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติมาผนวกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยแนวความคิดสร้างระบบที่ต่อเนื่องขึ้น เช่น  สูตรคำนวณต่าง ๆ

หน่วยระบบกับการทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร

            หน่วยระบบเป็นหน่วยของการทำงาน (A system is a working unit)  มีปัจจัยนำเข้า ปัจจัยการผลิต ผลผลิต ซึ่งทั้งหมดมีขอบเขตเฉพาะหน่วยที่สร้างขึ้น หน่วยระบบ คือ การรวมตัวกันขององค์ประกอบ โดยมีแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น

            หน่วยการทำงานเป็นการนำระบบต่างๆ มาสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งองค์ประกอบอาจไม่คงที่ก็ได้ พิจารณาจากการก่อตั้งองค์การต่างๆ ย่อมมีส่วนประกอบของจาก คน ที่จัดเข้าเป็นระบบที่มีเป้าหมายองค์การเป็นที่ตั้ง  มีการจัดระบบการทำงานที่แตกต่างกันไป แต่ผลของการรวมระบบดังกล่าวส่งผลให้เกิดผลผลิตจากองค์การ โดยมีปัจจัยนำเข้า

            เมื่อเราเข้าใจระบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วนำมาจัดการบริหารงานในองค์การ โดยยึดรูปแบบต่างๆ ที่เอื้อต่อกัน ไม่ว่าระบบการบริหารการจัดการภายในองค์การที่มีความยืดหยุ่น แต่มีเป้าหมายที่แน่นอน ทุกส่วนในองค์การหากเกิดปัญหาขึ้น ผู้บริหารไม่ควรมองแต่จุดใดจุดหนึ่งเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา หากมองลึกลงไปว่า เมื่อทุกส่วนสัมพันธ์กัน เมื่อมีปัญหาทุกส่วนต้องรับผิดชอบร่วมกัน และควรหาทางแก้ปัญหาที่รากเง้าของที่มาของปัญหา แต่ไม่แก้เฉพาะที่เกิดปัญหา แล้วแก้เฉพาะส่วนนั้นๆ  เพราะหากกระทำเช่นนั้น ปัญหาย่อมไม่หมด  เพราะมันเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน และเป็นปัญหาในภาพรวมที่ผู้บริหารต้องมองให้เห็นทั้งหมด (The whole )

การคิดเชิงระบบกับการพัฒนาองค์การ

            การคิดเชิงระบบเกี่ยวกับองค์การ คือ องค์การที่มีประสิทธิภาพ ต้องนำระบบการคิดเชิงระบบมาจัดการระบบต่างๆ ในองค์การให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน องค์การประกอบด้วยส่วนประกอบต่างๆ ที่เชื่อมสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน การคิดเชิงระบบจะไม่มองเฉพาะฝ่ายผลิต ฝ่ายการตลาด ฝ่ายพัฒนาองค์การ ฝ่ายขาย ฝ่ายวิศวกรรม หรือฝ่ายบัญชี  ถ้าเรายังเราคิดเชิงระบบไม่เป็นเราจะมองว่า ฝ่ายผลิตคือองค์การ ฝ่ายบุคคล ฝ่ายขาย คือองค์การ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเราก็จะมองเฉพาะการแก้ปัญหาที่จุดนั้นหรือมองเฉพาะส่วนที่คิดว่าเป็นปัญหา แล้วแก้เฉพาะส่วนนั้น และคิดว่าตนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และมองว่านั่นคือการแก้ปัญหาองค์การ

            การคิดเชิงระบบที่แท้จริง เราจะมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากองค์การแต่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ปัญหาทุกอย่างมันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้

            ธุรกิจหรือการทำงานใดๆ ของมนุษย์ล้วนเป็นระบบทั้งสิ้น การกระทำทุกอย่างจะถูกโยงด้วยสายใยแห่งความสัมพันธ์กันและกันตลอดเวลา แต่เราไม่สามารถมองเห็นได้ในทันที ต้องใช้เวลากว่าเหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเฉพาะหากปรากฏการณ์ที่มีเราอยู่ร่วมด้วยยากที่จะมองเห็น เช่น ครอบครัวที่ลูกติดยาเสพติด พ่อแม่จะไม่มองเลยว่าเหตุการณ์นั้นตนเป็นต้นเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้น เรามองไม่เห็นกระสวนแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครอบครัวเรา

แก่นแท้ของการคิดเชิงระบบ

            1.มองเห็นความสัมพันธ์กันและกัน ไม่ใช่มองเหตุผลเป็นเส้นตรงต่อๆ  กันไปเท่านั้น

2.มองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มองสิ่งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

เทคนิคการคิดเชิงระบบ

  1. ยอมรับตนเองและเปลี่ยนใจตนเองให้ได้ว่าตนคือส่วนประกอบที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ
  2. ฝึกการมองภาพรวมแทนสิ่งเล็กๆ  แล้วค่อยมองย้อยกลับ
  3. เข้าใจธรรมชาติของระบบ และทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นระบบสัมพันธ์กัน
  4. มองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยต่างๆ  ที่เอื้อต่อระบบ
  5. มองเห็นวัฏจักรของเหตุปัจจัย (Circles of Causality ) และการส่งผลย้อนกลับ
  6. เปิดอิสระในเรื่องการคิด ไม่ตีกรอบ  ครอบงำความคิดคนอื่น
  7. ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนเกิดแรงร่วมในการสร้างความสัมพันธ์
  8. ฝึกการแก้ปัญหาที่สาเหตุแท้แก้ที่อาการเกิดปัญหา
  9. ยึดหลักการเรียนรู้ในองค์การเป็นส่วนประกอบคือ การเป็นนายตนเอง ลบความเชื่อฝังใจแต่อดีต สร้างความใฝ่ฝันถึงอนาคตร่วมกัน (Shared Vision ) และฝึกการเรียนรู้ของทีม

ตังอย่าง องค์การที่พัฒนาความใฝ่ฝันถึงอนาคตร่วมกันแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแรงต้านทานต่างๆ ที่จะต้องควบคุมให้ได้เพื่อให้มันเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง คือต้องอาศัยความเข้าใจอันลึกซึ้งถึง  โครงสร้างระบบ

ที่เป็นแรงที่มีอิทธิพลยิ่งความใฝ่ฝันอันสูงส่งนั้นไม่อาจปฏิบัติได้จริง การคิดเชิงระบบต้องมีความใฝ่ฝัน ความเชื่อฝังใจ ความเป็นนายตนเอง และการเรียนรู้ของทีม การสร้างให้เกิดความใฝ่ฝันร่วมจึงเป็นการส่งเสริมให้คนมีความรับผิดชอบระยะยาว วินัยความเชื่อฝังใจจึงมุ่งที่ให้เปิดเผยตนเอง รับรู้ถึงความบกพร่องต่างๆ อันเกิดจากการมองเฉพาะส่วนของตนเอง การเรียนรู้ของทีม คือ การพัฒนาทักษะของกลุ่มคนในการค้นหาปัญหาร่วมกัน  วินัยการเป็นนายตนเองจะส่งเสริมให้บุคคลพัฒนาตนเอง สร้างกำลังใจให้แก่ตนเองในอันที่จะเรียนรู้ว่าการกระทำของเราเองมีผลกระทบต่อโลกอย่างไร ถ้าไม่เป็นนายตนเอง และพัฒนาตนเอง คนก็จะมีจิตใจที่คอยคิดแต่แก้เท่านั้น แต่ไม่เคยคิดที่จะสร้างและพัฒนาตนเองให้อยู่อย่างมีความสุข การคิดเชิงระบบเป็นวินัยสำหรับการมองให้เห็น โครงสร้าง ที่อยู่เบื้องหลังสถานการณ์ยุ่งยากทั้งหลาย และเพื่อให้มองเห็นพลังคานงัดที่สูง และอะไรคือคานงัดที่ต่ำ และเราจะสร้างความสมดุลย์ (Balance) ให้เกิดขึ้นอย่างไร  ในสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนทั้งหลาย จะมีความสลับซับซ้อนทางด้านโครงสร้าง  อยู่เบื้องหลังเสมอ

 

การมองให้เห็นวัฏจักรของเหตุปัจจัยมองอย่างไร ?

            การฝึกปฏิบัติการคิดเชิงระบบจะเริ่มทำความเข้าใจในเรื่องการส่งผลย้อนกลับ (Feedback)  ของระบบซึ่งจะทำให้เราเห็นว่าการกระทำต่างๆ  อาจก่อให้เกิดแรงเสริมและ แรงต้านพร้อมๆ  กัน  หรืออาจเกิดแรงสมดุลย์กันละกันขึ้น  การเริ่มตรงนี้ย่อมเป็นการเรียนรู้ถึงจุดต่างๆ  ของโครงสร้างทั้งหลายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นวัฏจักร

            วัฏจักรคืออะไร?  วัฏจักร คือ วงจรของระบบที่เกิดขึ้น  ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ เรามักมองเรื่องต่างๆ  ในลักษณะเส้นตรง หากเราไม่สามารถมองเห็นวัฏจักรของสิ่งต่างๆ ได้  ต่อไปจะกลายเป็นอุปสรรค เช่น การพูดว่า  ฉันกินข้าว มีวัฏจักรการคิดดังนี้

 

เราจะเห็นว่าทั้งหมดถ้าเราคิดว่ามีระบบ ทุกสิ่งล้วนเป็นวัฏจักรที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันไปตลอดไม่มีที่สิ้นสุด

การคิดเชิงระบบทางอ้อม

            การคิดเป็นพฤติกรรมทางสมอง ที่สมองกระทำกับวัตถุความคิด (Object of  thinking) ซึ่งเรียกว่า มโนมติ (Concept)  มโนมติของคนเราอาจมีหลายมติ ซึ่งเกิดขึ้นจากประสบการณ์ และการคิดขึ้นเองจากโลกแห่งความเป็นจริง หรือจินตนาการจากโลกมายาก็ได้

            การคิดที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์มีหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการคิดเชิงระบบ เป็นวิธีการคิดเชิงบูรณาการ เป็นการขยายขอบเขตการคิดของเราที่มีต่อเรื่องนั้นๆ  ออกไป โดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินใจ แต่พิจารณาเรื่องนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกมุมมอง เปิดโอกาสให้ความคิดของคนเราได้มีการเชื่อมโยง เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้มุมมองใหม่ๆ เห็นแนวทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าสร้างสรรค์ รวมทั้งให้เห็นความสัมพันธ์แบบเชื่อมโยงระหว่างเรื่องนั้นกับปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

            การขยายขอบเขตการคิด เป็นการขยายมุมมอง 5 ด้าน ได้แก่

  1. การมององค์รวม ( Holistic view )
  2. มองสหวิทยาการ หลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน
  3. มองอย่างอุปมา อุปนัย
  4. มองประสานขั้วตรงกันข้าม
  5. มองทุกฝ่ายมองทุกฝ่ายชนะ WIN-WIN

1. การมององค์รวม  ( Holistic view )  เป็นการมองให้ครบทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น พิจารณาว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับใครบ้าง เกี่ยวข้องอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุ ผลกระทบเกี่ยวเนื่องที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

2. มองสหวิทยาการ คือ การมองหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน เป็นการคิดเชิงบูรณาการ พยายามคิดออกนอกกรอบ พยายามเชื่อมโยงกับแกนหลักของเรื่องที่ต้องการหาคำตอบ   เพื่อการมองเรื่องดังกล่าวชัดเจนขึ้น

            3. มองอย่างอุปมาอุปนัย เป็นการมองขยายกรอบความคิด เป็นการเปิดโอกาสให้สมองได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้เหตุผลแบบอุปนัย (inductive thinking) หรือใช้กรอบความรู้ที่ได้พิสูจน์แล้วมาตอบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการคิดเชิงบูรณาการ

4.  มองประสานขั้วตรงกันข้าม  เป็นการมองแนวคิดหนึ่งปฏิเสธแนวคิดหนึ่ง  หรือเชื่อว่าแนวคิดหนึ่งเป็นจริง แนวคิดที่เหลือเป็นเท็จ โดยเปิดใจข้ามสะพานเชื่อมขั้นคิดตรงกันข้าม หรือสร้างดุลยภาพ ทำให้เกิดความพอดี

5.   มองทุกฝ่ายชนะ WIN-WIN  ครอบคลุมความพอใจทุกฝ่าย ซึ่งเป็นการขยายกรอบความคิดจากวิธีแก้ปัญหาทั่วไป  ปกติการแก้ปัญหาคือ การกำหนดทางเลือก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *