10 สิ่งที่ยิ่งใหญ่เรียนรู้ได้จาก บิลล์ พอร์เตอร์ ตอนที่ 3 (จบ)

10 สิ่งที่ยิ่งใหญ่เรียนรู้ได้จาก บิลล์ พอร์เตอร์ ตอนที่ 3

ทำตัวเป็นคนหนึ่งของทีม

เมื่อไอรีนล้มป่วยลงและไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา บิลล์ต้องอยู่คนเดียวเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาไม่เคยออกไปซื้ออาหารและซักเสื้อผ้ามาก่อน ไอรีนเป็นคนทำทุกอย่างให้ ในขณะที่บิลล์ยุ่งอยู่กับการขายของซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด เขาไม่มีทั้งเวลาและความสามารถทางกายภาพ เขาจึงรีบบอกกับเพื่อน เพื่อนบ้าน และคนที่ไปโบสถ์ว่า เขากำลังหาคนมาช่วยงานบ้านหลายอย่าง
บิลล์ไม่ได้เป็นนายจ้างหัดใหม่ เขาเริ่มจ้างคนช่วยงาน นานๆครั้ง ฉันจะติดกระดุมปกเสื้อและแขนเสื้อ ผูกเชือกรองเท้าให้เขา โดยไม่เคยถามว่าเขาทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไรเมื่อฉันไม่อยู่ ทอม ฮอลล์แมนเป็นคนค้นพบความจริงในเรื่องนี้ เช้าวันหนึ่ง เขาตามบิลล์ไปที่โรงแรมวินเทจพลาซ่า ในใจกลางเมืองพอร์ทแลนด์ ซึ่งหลายปีก่อนหน้านั้น บิลล์ได้เข้าไปขอให้ผู้จัดการโรงแรมให้ช่วยติดกระดุมและผูกเน็คไทให้

ผู้จัดการเคร้ก ทอมป์สัน ยินดีช่วยเหลือบิลล์ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ หลัง 8.00 น. เล็กน้อย บิลล์จะมาถึงล็อบบี้ของโรงแรม โดยมีแขนเสื้อที่ไม่ได้ติดกระดุมและเน็คไทในกระเป๋าเอกสาร หลังจากที่คุบกับบิลล์เกี่ยวกับการต้องให้คนอื่นช่วยในเรื่องการแต่งตัวของเขาแล้ว ฉันก็นึกสงสัยว่าตัวเองจะมีความกล้าพอที่ขอให้คนอื่นช่วยหรือไม่ ถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา แล้วฉันก็เรียนรู้ในเวลาอันรวดเร็ว เราทุกคนต้องการความช่วยเหลือ เราทุกคนขาดทักษะด้านใดด้านหนึ่ง เพียงแต่ความไร้ความสามาถของเราปรากฏไม่ชัดเจนเท่าของบิลล์เท่านั้น อาจเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าทางกายภาพ สิ่งที่บิลล์ พอร์เตอร์ต้องการมีแค่ขอให้คนอื่นช่วยติดกระดุมแขนเสื้อและติดเน็คไทให้ พวกเราต่างหากที่ต้องปรับ ทัศนคติ บทบาทความรับผิดชอบ และการพูดคุยของเราเอง ในช่วงเวลาที่จิตใจของฉันชัดเจนที่สุดนั้น ฉันสามารถมองเห็นบิลล์ พอร์เตอร์ อย่างที่เขามองเห็นตัวเองและพูดว่า “ผมพิการตรงไหน”

เมื่อนักข่าว ทอม ฮอลล์แมนของ เดอะโอเรกอนเนี่ยน เขียนบทความเกี่ยวกับตัวเขา บิลล์ไม่รู้เลยว่าเขาสร้างความประทับใจให้กับชีวิตคนนับล้าน ครั้งแรกที่บิลล์และฉันเล่าเรื่องของเขาในการสัมนาทางธุรกิจแห่งหนึ่ง ฉันพยายามอธิบายความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง แต่บิลล์กับแทรกว่า “เชลลี่เป็นนางฟ้าคนหนึ่ง ผมคงจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ถ้าไม่มีเชลลี่”
ในตอนจบของการพูดของเราเมื่อไม่นานมานี้ที่คอลละเวย์ กอล์ฟ ในเมืองซานดิเอโก ฉันถามบิลล์ว่ามีอะไรจะพูดกับผู้ชมไหม เขาตอบว่า “อย่าคิดเรื่องความพิการหรือปัญหาของคุณ แต่จงคิดถึงสิ่ง ที่คุณมี แล้วจงเป็นในสิ่งที่ดีที่สุด ที่คุณจะเป็นได้ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำ และเมื่อผมยุ่งเกินไป หรือทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ผมก็จ้างคนอื่นทำให้ ผมคงจะขายของมากมายขนาดนี้ไม่ได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ฉันมีเวลาเพียงวันละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ฉันจะดำรงชีวิตทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และขณะเดียวกันก็ทำให้ชีวิตครอบครัวของฉันเข้มแข็งและมีความสุขได้อย่างไร ฉันนำบทเรียนมาจากบิลล์ พอร์เตอร์ และพบว่าฉันถูกรายล้อมด้วยทีมของครอบครัว เพื่อน และพนักงานที่ไว้วางใจฉันซึ่งจะช่วยฉันจากความ “พิการ” จากการมีเป้าหมายและแรงบันดาลใจที่สูงมากมายหลายอย่างเกินไป

เมื่อบิลล์และฉันเริ่มเดินทางไปพูด ฉันก็เริ่มให้สามีของฉันและพี่เลี้ยงเด็กหลายคนช่วยฉันในขณะที่ฉันไม่อยู่ ฉันมีความพิการทางด้านอารมณืซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถเพลิดเพลินกับวันที่ควรจะเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันได้ ฉันทำตามคำแนะนำของบิลล์ เขาบอกว่า “ทำอย่างที่ผมทำสิ จ้างคนมาช่วย” และฉันก็ทำตามนั้น ฉันจ้างคนมาดูแลบ้านเป็นครั้งคราว น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภรรยาหรือเป็นแม่น้อยลงเลย ที่ไม่ได้ทำทุกอย่างในบ้านเอง

และด้วยความช่วยเหลือจากครอบครัว เพื่อน และลูกจ้าง ฉันก็มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ในขณะที่ความรู้สึกดีๆ ที่ได้จากการเดินทางไปเล่าเรื่องของบิลล์กับตัวบิลล์เองก็ยังอยู่ ฉันได้เรียนรู้จากบิลล์ให้ยอมรับการช่วยเหลือจากคนอื่นโดยไม่รู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองน้อยลง ฉันได้เรียนรู้ด้วยว่า คนอื่นๆ ก็มีความสามารถในการทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งฉันเคยคิดว่าฉันคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์

ถ้ามันไม่เสีย ก็ไม่ต้องซ่อม

การยืนกรานอย่างมีวินัยกับการดันทุรังแบบเดิมๆ ห่างกันแค่นิดเดียว และบิลล์ก็เดินอยู่บนเส้นทางนั้นทุกวันของชีวิตเขา เมื่อเขาเจอกิจวัตรที่ใช้ได้ผล เขาจะเกาะติดไว้เหมือนกับกาว
เป็นเวลากว่า 30 ปีที่บิลล์ทำตามกิจวัตรประจำวันของเขาเหมือนกับนาฬิกา ตื่นเวลา 4.45 แต่งตัว เดินทางไปย่านที่เขาขายของเวลาประมาณ 8.30 เมื่อไปถึงย่านนั้น เขาจะตอกเวลาด้วยใจและจะไม่ตอกเวลาเลิกงานจนกว่าเขาจะทำงานได้อย่างน้อยแปดชั่วโมงแล้ว เขาจะพักทานอาหารกลางวันในเวลาบ่ายโมงครึ่งตรง เมื่อนาฬิกาของเขาบอกเวลาบ่ายสองโมงครึ่งก็เป็นเวลาที่บิลล์ออกเดินต่อ

บิลล์เคยเลิกงานประมาณ 6.30 แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป พวกผู้หญิงพากันออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ทำให้มีคนอยู่บ้านน้อยลง บิลล์จึงยืดเวลาตอนเย็นออกไปอีกเพื่อให้เขามีโอกาสได้พบพวกเธอหลังเลิกงานแล้ว
เมื่อฉันเริ่มทำงานให้เขา ฉันเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าบิลล์ชอบให้ทุกอย่างเหมือนเดิม ฉันไม่ควรย้ายเฟอร์นิเจอร์หรือจัดของให้เขา เมื่อวัตกิ้นส์กระตุ้นให้พนักงานขายลองพิจารณาการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบหลายระดับ บิลล์ไม่สนใจเลยเพราะมันไม่เหมาะกับสไตล์การขายของเขา

หลายปีก่อน บิลล์ไม่มีเครื่องตอบรับโทรศัพท์ หรือโทรศัพท์ไร้สาย ฉันยังจำคำพูดเกี่ยวสิ่งของทันสมัยพวกนี้ว่าบิลล์พูดไว้ว่าอย่างไร
“เครื่องตอบรับมีประโยชน์อะไร ผมอยู่มาได้โดยไม่ต้องใช้ ถ้ามีคนอยากคุยกับผมเวลาที่ผมไม่อยู่บ้าน ถ้ามันสำคัญ พวกเขาก็จะกลับมาพยายามอีก”
โทรศัพท์ไร้สายเป็นของสมัยใหม่ที่บิลล์ปรับตัวได้ในทันที บิลล์เคยใช้เวลาเป็นชั่งโมงนั่งพิมพ์ใบรายการของที่เขาต้องการจะให้ฉันซื้อ เดี๋ยวนี้เขาเดินรอบครัว เปิดตู้นั้นตู้นี้แล้วบอกฉันทางโทรศัพท์ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เป็นการช่วยให้เขาประหยัดเวลาและทำให้มั่นใจว่าไม่ได้ลืมอะไรที่จำเป็น

ทุกครั้งที่คนในบ้านของฉันได้รับบาดเจ็บ ฉันจะเล่าเรื่องที่บิลล์เล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับตอนที่เขาหกล้มอย่างแรงบนทางเท้าหน้าบ้านของลูกค้าคนหนึ่ง

“ผมลื่นล้ม คางกระแทก” เขาเล่า “เลือดเต็มไปหมด ลูกค้าคนหนึ่งพาผมไปโรงพยาบาล ผมต้องเย็บถึงเจ็ดเข็ม เธออยากขับรถพาผมกลับบ้าน แต่ผมยังขายของไม่หมดวันเลย ผมก็เลยบอกเธอว่าผมอยากกลับไปที่ย่านที่ผมขายของมากกว่า”

แน่นอน บิลล์ทำงานจนครบแปดขั่วโมง ทั้งๆ ที่คางปิดปลาสเตอร์และเจ็บปวด ฉันเคยเห็นบิลล์นอนป่วยเพียงสองครั้งงเท่านั้น และการเห็นเพื่อนผู้ไม่เคยหยุดยั้ง “เสีย” ทางกายเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวดใจมาก ในช่วง 14 ปีแรกที่ฉันรู้จักเขา เขาไม่เคยหยุดงานแม้แต่วันเดียว แต่หลังจากหลายปีของการเดินทางด้วยอาการปวดหลังสุดแสน ในที่สุดเขาก็ยอมไปหาหมอ
การผ่าตัดของบิลล์เป็นไปด้วยดี หมอสั่งให้เขานอนพัก บิลล์ไม่สนใจคำสั่งของหมอและพักเฉพาะ เมื่อเขาปวดจนทนไม่ไหว สุขภาพเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และบิลล์ก็พร้อมที่จะกลับไปติดต่อกับลูกค้าของเขาอีกครั้งหนึ่ง
เขาเริ่มด้วยการขายทางโทรศัพท์ และลูกค้าซึ่งภักดีกับเขาก็สั่งของด้วยความยินดี แต่ในเดือนพฤษภาคมปี 1994 เพียงสี่เดือนหลังการผ่าตัด บิลล์ก็ออกไปเดินขายของเองอีก

ฉันยังจำเหตุการณ์ของวันที่บิลล์ประสบอุบัติเหตุและเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นได้ มีคนแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามา คนแปลกหน้าพูดว่า “บิลล์ถูกรถชนเมื่อเช้านี้”
“เขาเป็นอะไรหรือเปล่า เขาบาดเจ็บมากหรือเปล่า”

ชายแปลกหน้าพูดว่า “รถพยาบาลมารับเขาไป หน้าผากแตก แล้วเขาก็เดินไปเดินมาเถียงกับคนขับรถพยาบาลว่าเขาไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล หลังจากขอบคุณเขาแล้ว ฉันก็เข้าไปในบ้าน เปิดสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองแล้วก็โทรศัพท์ไปหาโรงพยาบาลต่างๆ ฉันจบการสนทนาและรีบขึ้นรถแวนของฉัน โรงพยาบาลเอ็มมานูเอลอยู่ห่างออกไปเพียงแค่เจ็ดนาที
เมื่อไปถึง ฉันก็ได้รู้ว่าแผลที่หน้าผากของบิลล์ต้องเย็บ พวกเขาจึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องส่งเขาไปที่ฝ่ายสังคมสงเคราะห์
“ทำไม ไม่มีใครโทรหาฉัน” ฉันอยากรู้ ฉันถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบิลล์ เธอบอกว่าเธอพยายามหว่านล้อม ให้เขากลับบ้านและพักผ่อนเพราะเขาเจ็บมากพอควร แต่เขาปฏิเสธและบอกว่าเขาต้องเย็บไม่กี่เข็ม แล้วเขาก็ยังทำธุระไมเสร็จ ให้ตายสิ ฉันคิด เขาเป็นอย่างนี้อีกแล้ว “ถ้ามันไม่ได้เสียจริงๆ จะต้องไปซ่อมทำไม”

เวลาหกโมงเย็น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น บิลล์นั่นเอง
“คุณอยู่ที่ไหน ทำไมคุณไม่โทรหาฉัน” ฉันถาม
เขาพูดว่า “ผมถูกรถชน”
“ฉันรู้แล้ว ฉันพยายามตามหาคุณอยู่ ฉันได้ยินว่าคุณต้องเย็บแผลด้วย ทำไมคุณไม่กลับบ้าน “ ฉันถาม
“รถพยาบาลยืนยันว่าจะเอาผมไปโรงพยาบาล ผมคิดว่าเสียเวลาเปล่าๆ พอเขาบอกว่าผมไม่เป็นอะไร ผมก็เลยคิดว่าผมไปได้แล้ว”
“แล้วทำไมคุณไม่กลับบ้าน คุณกำลังเจ็บหรือเปล่า”
“แน่นอน ผมกำลังเจ็บ แล้วยังไง ทำไมผมถึงควรจะกลับบ้าน เพราะเจ็บปวดทั้งๆ ยังมีเรื่องต้องทำให้เสร็จ”
ฉันบอกบิลล์ว่าฉันขอบคุณที่เขาโทรมาหาฉัน และดีใจที่ส่วนใหญ่แล้วเขาไม่เป็นอะไร เขาตัดบทฉันด้วยการบอกว่า เหตุผล ที่เขาโทรมาหาฉันก็เพื่อบอกเส้นทางที่ฉันต้องไปส่งของแล้วเขาก็เริ่มด้วยบ้านหลังแรก

“ผมตัดสินใจแล้ว เชลลี่ ผมจะขายทางโทรศัพท์แทน ผมเคยทำเมื่อสามปีก่อนตอนที่หลังผมใช้ไม่ได้ ผมจะต้องทำได้อีกครั้ง”
และบิลล์ พอร์เตอร์ก็ทำได้ ฉันพูดได้เลยว่าเขาประสบความสำเร็จในการขายทางโทรศัพท์มากเท่ากับที่เขาเดินขายตามบ้าน เพียงห้าเดือนหลังจากอุบัติเหตุ บิลล์ก็กลับมาเป็นคนเดิม กิจวัตรส่วนใหญ่ของเขาที่ได้ผลถูกนำกลับมาทำอีกครั้ง ถ้าอะไรได้ผลในอดีต บิลล์ก็ไม่เห็นความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเขาถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยน บิลล์ก็เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรม นิดหน่อย!
ความดื้อรั้นอย่างมีจุดหมายทำให้บิลล์ทำตามจุดหมายของเขาได้ ในภายหลัง เขามองฉันเหมือนฉันเป็นบ้าไปแล้ว ฉันควรจะรู้ดีกว่านี้ว่า ฉันไม่ควรช่วยบิลล์ พอร์เตอร์ซ่อมสิ่งที่ไม่เสีย

ไม่มีอุปสรรคอะไร

การไปพูดครั้งแรกของบิลล์และฉัน เราพูดในเรื่องการเอาชนะอุปสรรค : เรื่องของบิลล์ พอร์เตอร์ “บิลล์ ฉันอยากให้คุณเล่าเกี่ยวกับอุปสรรคทุกเรื่องที่คุณเคยมี”
“เชลลี่” บิลล์เน้นเสียง “ผมจะต้องบอกคุณและทุกคนกี่ครั้งกันนะ ว่าผมไม่มีอุปสรรคอะไร ถามผมเรื่องอื่นเถอะ” เขาเชื่อว่าเขาไม่มีอุปสรรคอะไรทั้งนั้น
ฉันต้องพูดถึงมุมมองของบิลล์ในเรื่องการไม่มีอุปสรรค คำว่า “อุปสรรค” ไม่มีอยู่ในดิกชันนารี่ของบิลล์ เขาเข้าใจว่าอุปสรรคคืออะไรที่ปิดกั้นเราจากการไปให้ถึงจุดหมายปลายทางหรือเป้าหมาย แต่ความจริงแล้วก็คือ บิลล์ไม่เคยเผชิญ “อุปสรรค” เพราะเขาไปถึงเป้าหมายของเขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เขาต้องไปหรือโควต้าการขายของเขา เขาเป็นคนหยุดไม่ได้
ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก พ่อแม่ของฉันบอกว่าฉันจะเป็นอะไรก็ได้ที่ฉันต้องการ แม้ว่าฉันจะเชื่อในความจริงใจของพ่อแม่ แต่ฉันก็ไม่เคยใส่ใจอย่างจริงจัง ฉันรู้สึกว่าโอกาสที่จะได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นมันน้อยเต็มที
แต่สำหรับบิลล์แล้วกลับตรงกันข้าม เขายังจำได้ถึงคำที่แม่บอกเขา “บิลล์ ลูกจะสามารถบรรลุถึงสิ่งที่ลูกต้องการได้ ถ้าลูกมีความตั้งใจ” บิลล์เชื่อแม่ของเขาเต็มหัวใจ ฉันเห็นทัศนคติในแง่บวกนี้ของบิลล์ในการเผชิญกับเครื่องกีดขวางทุกอย่าง (ไม่ใช่อุปสรรค) ที่เขาเจอ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง

สองสามปีก่อน พายุอันหนาวเหน็บจากอลาสก้าแผ่คลุมถนนในเมืองพอร์ทแลนด์ บิลล์ได้ยินข่าวนี้จากข่าวพยากรณ์อากาศทางโทรทัศน์แล้ว แต่การเป็นคนมองโลกในแง่ดีทำให้เขาคิดว่านักพยากรณ์อากาศประเมินความรุนแรงของพายุสูงเกินไป เขาจะบอกฉันว่า “ผมว่าคงเย็นสบายดี” อากาศมีความสำคัญกับบิลล์มากเพราะเขาจะได้รู้ว่าต้องสวมอะไร บิลล์คิดว่าวันนี้เป็นวันที่เหมาะสมกับการเคาะประตูมากเพราะ “ถ้าอากาศแย่มากมาก ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะอยู่บ้าน”

สุดท้าย หลังจากที่เขาได้ลูกค้าตามโควต้าประจำ เขาก็พร้อมที่จะกลับบ้าน โชคร้ายที่ครั้งนี้บิลล์พยากรณ์อากาศไม่เก่งเท่านักพยากรณ์อากาศ ถนนลื่นและเป็นอันตราย หน้าบ้านของเขาก็มีแต่แผ่นน้ำแข็งสีดำซึ่งลื่น บิลล์พยายามจะเดินเข้าบ้านแต่เขากลับล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากที่เจ็บตัวเพราะล้มหลายครั้ง เขาก็ตัดสินใจคลานไปที่ประตูหน้าบ้าน
ภาพของบิลล์คลานอยู่ตามทางเดินเข้าบ้านยังอยู่ในใจของฉันมาตลอด เมื่อฉันดุเขาที่ไม่ยอมเรียกให้คนมาช่วย เขากลับพูดว่า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่ ไม่มีใครหรอกที่จะเดินบนทางเดินนั่นได้โดยไม่ต้องคลาน”
ฉันเจ็บปวดใจทุกครั้งเวลาเห็นเขานั่งจิ้มแป้นพิมพ์ดีดด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว แต่บิลล์จิ้มเป็นชั่วโมงและยังยืนกรานว่าเขาพิมพ์งานของเขาเองได้

เขาบอกว่าเขาจะต้องพิมพ์ใบสั่งซื้อทุกใบเองเพื่อความถูกต้อง และจริงๆแล้ว ก็ดูเหมือนบิลล์จะเพลินกับการพิมพ์ใบสั่งซื้อ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่บิลล์เปลี่ยนอุปสรรคที่น่าเจ็บปวดและน่าเบื่อ ให้กลายเป็นการพักผ่อนในรูปแบบที่เขาสามารถนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นและวางแผนวันต่อไปของเขาได้

ในตอนท้ายของการพูดส่วนใหญ่ ฉันจะถามผู้ชมว่าพวกเขาคิดว่าอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่บิลล์เอาชนะได้คืออะไร คำตอบมีมากมาย ทั้ง เซเรบรัล พอลซี่ การผ่าตัดหลัง สุขภาพที่แย่ลง แล้วฉันก็จะหันไปพูดกับบิลล์ซึ่งพูดสดทางโทรศัพท์ เขาปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า “อุปสรรค” แต่ละข้อ แล้วเขาก็ตอบครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ผมไม่เชื่อว่าผมมีอุปสรรคอะไรสักอย่างเดียว”
เกือบทุกวันที่ฉันเฝ้าดูเขาชนะอุปสรรคที่มากกว่าอุปสรรคที่ฉันเผชิญมาตลอดชีวิต

อยู่ด้วยค่านิยมของคุณ

บิลล์มักจะถูกถามบ่อยๆ ว่า “อะไรทำให้คุณโกรธบ้าง อะไรที่ทำให้คุณไปเคาะประตูขายของตามบ้าน ทั้งๆ ที่คุณสามารถอยู่กับบ้านแล้วก็รอรับเงินสงเคราะห์ได้”
เขาตอบว่า “ผมรู้ว่ามีอะไรสักอย่างที่ผมทำได้ ผมรู้สึกได้จากส่วนลึกข้างใน แม่ผมบอกว่าผมทำได้ทุกอย่างที่ผมตั้งใจจะทำและผมก็เชื่อท่าน ผมตั้งใจจะทำงานและไม่มีอะไรทำให้ผมละสายตามไปจากเป้าหมายนั้นได้ ผมรู้ว่าสุดท้ายแล้วงานที่เหมาะกับผมจะต้องมาหาผม คุณจะต้องมีความศรัทธาในตัวคุณเอง และทำงานอย่างหนัก
ลักษณะที่น่าชื่นชมเหล่านี้ของบิลล์ถูกสะสมขึ้นมาจากค่านิยมภายในตัวเขาที่มีอย่างลึกซึ้ง ค่านิยมเหล่านั้น คือ ศรัทธา ความเมตตา การเห็นคุณค่าของตัวเอง ความรู้ ทางเลือกและความรับผิดชอบ การทำดี และความซื่อสัตย์ ฉันเลือกบิลล์ พอร์เตอร์ เป็นตัวอย่าง เพราะเขาแสดงให้ฉันเห็นถึงความเชื่อและปฏิบัติตนด้วยค่านิยมทั้งเจ็ดอย่างมากกว่าทุกคนที่ฉันรู้จัก เขามีความเชื่อมั่นและปฏิบัติเช่นนั้นมาตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะพ่อแม่สอนให้เขารู้ถึงความสำคัญของการมีค่านิยมซึ่งทุกคนสามารถยึดมั่นได้ตลอดทุกวันในชีวิตของเขา ระบบค่านิยมของบิลล์ ทำให้เขาสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความสำเร็จเมื่อต้องเผชิญอุปสรรค
ความศรัทธา
ไอรีน พอร์เตอร์ สอนให้ลูกชายของเธอรักในความรอบรู้ของพระเจ้าในทุกด้านที่ทำได้ ในรูปของรูปธรรม ในสิ่งซึ่งเราจัดการกับทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในด้านบวกหรือด้านลบ เธอไม่ได้คิดว่าสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นเป็นความโชคร้ายซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ การร่ำไห้หรือคร่ำครวญในสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เธอไม่ทำ ไอรีนสอนบิลล์ว่าความศรัทธาและความเชื่อมั่นจะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตได้ บิลล์ได้เรียนรู้ว่าความศรัทธาในพระเจ้านั้นมีความหมายเหมือนกับความศรัทธาในมวลมนุษย์ ซึ่งทำให้เขาเห็นลูกค้าทุกคนเป็นเสมือนพี่น้องของเขา
ความเมตตา
บิลล์ก็พบว่าเขามีพรสวรรค์ในการขาย เขาได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นเพราะเขาทำให้คนอื่นไว้วางใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากสินค้าและรอยยิ้มแล้ว บิลล์ยังทำให้ทั้งเพื่อนและลูกค้าของเขาได้รับรู้ถึงพรสวรรค์และคุณสมบัติของพวกเขาเองด้วย
การเห็นคุณค่าของตนเอง
ไอรีนเชื่อว่าลูกของเธอมีคุณค่าที่อยู่ในสังคม ไม่ใช่ในโรงพยาบาล ทำให้จุดประสงค์ของการเกิดมาในโลกนี้ถูกบดบังไว้ และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้บิลล์ พอร์เตอร์ไม่เคยมีความรู้สึกว่าตนมีปมด้อยหรือมีความพิการ ภารกิจของเขาก็คือการทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนอื่นเห็นจากตัวอย่างของเขาว่าทุกสิ่งเป็นไปได้
ความรู้
บิลล์เรียนรู้จากพ่อแม่ว่าความรู้เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของชีวิต พวกเขารู้ว่าบิลล์จะยืนบนลำแข้งของตนเองได้ดี ถ้าเขาได้รับการศึกษาที่ดี เมื่อบิลล์ได้งานที่วัตกิ้นส์อิงค์ เขาเรียนรู้ทุกสิ่งที่เขาสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับบริษัทและผลิตภัณฑ์ของบริษัท บิลล์จึงเรียนรู้ว่าควรรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแต่ละสิ่งก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ เขารู้นิสัยของลูกค้ากว่าห้าร้อยคนว่าชอบ หรือไม่ชอบอะไร
ทางเลือกและความรับผิดชอบ
บิลล์เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าทางเลือกเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ทางเลือกทำให้เกิดลักษณะและบุคลิกภาพ รวมทั้งแยกแยะสิ่งดีออกจากความชั่วร้าย การที่เขาได้เรียนรู้ว่าเขามีทางเลือกนั้นมีคุณค่ามากสำหรับบิลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเริมหางานทำ
ไอรีนบอกเขาว่า “ลูกมีทางเลือกนะ บิลล์ ลูกจะเดินกลับเข้าไปที่สำนักจัดหางานเพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นว่าลูกมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน หรือลูกจะอยู่บ้านอย่างหมดหวัง ก็ได้ทั้งสองอย่าง”
การทำดี
บิลล์เป็นตะเกียงที่ส่องสว่างอยู่ในโลกมืดอย่างแท้จริง ตลอดชีวิตของเขา เขาทำงานหนักและพยายามเรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้เขามีชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นได้ เขารู้ว่ามีใครบ้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาเพื่อช่วยเขา และขอบคุณทุกคน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันเห็นบิลล์เฝ้ารอโอกาสที่จะ “ตอบแทน” คนอื่น ในการเดินทางทั่วประเทศเพื่อธุรกิจกของเรานั้น บิลล์มักจะมีของที่ระลึกกลับมาให้เพื่อนๆ เสมอ
ความซื่อสัตย์
บิลล์ขายสินค้าให้กับบลูกค้าเขาโดยไม่เคยโกง เพราะเขาไม่สามารถเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ได้ ถ้าคุณสั่งของจากบิลล์ คุณจะได้รับทุกสิ่งตามที่เขาสัญญา ด้วยการรับประกันจากบิลล์ และวัตกิ้นส์ เขาจะจดจ่อด้วยความจริงใจกับการมองหาว่าลูกค้าต้องการอะไร
ในใจของบิลล์นั้นเงินมากเงินน้อยไม่ต่างอะไรกันเลย มันเป็นเรื่องของศีลธรรม ความซื่อสัตย์มีค่าเหนือเงินเสมอ ความซื่อสัตย์คือแกนกลางของคุณธรรมทางการเงินที่หมุนเวียนของเขา บิลล์บอกว่าความไม่ซื่อสัตย์และไม่ซื่อตรงจะเป็นสาเหตุของความพินาศ
ค่านิยมของครอบครัวเบรดี้
ไอรีนทำให้ฉันระลึกอยู่เสมอว่าการที่พ่อแม่สั่งสอนลูก และสอนค่านิยมซึ่งลูกๆ เชื่อและสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในยามสุขและยามทุกข์นั้น มีความสำคัญ ถึงแม้ว่าบิลล์และฉันมีความศรัทธาต่างกัน แต่เราทั้งคู่ก็เชื่อในพลังที่สูงกว่านั้น ซึ่งรวมพวกเราทุกคนไว้เป็นเสมือนครอบครัวขยายขนาดใหญ่ ครอบครัวซึ่งมีความรักให้กันและกันเสมอและสอนซึ่งกัน
ฉันได้ข้อสรุปเกี่ยวกับบิลล์ พอร์เตอร์ ไว้ว่า
“ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา “
นี่คือสิ่งที่ฉันเห็นในบิลล์ พอร์เตอร์ คนที่วิ่งแข่งอย่างอดทน การแข่งขันที่เขาเป็นผู้ชนะเพราะค่านิยมที่พ่อและแม่สอนเขามา ฉันเชื่อว่าเขาเป็นฮีโร่อย่างแท้จริงในสายตาเพื่อนมนุษย์

จากบิลล์ พอร์เตอร์
ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตของผมมีความหมาย และผมก็ไม่ได้อยู่อย่างคนที่มีความสำคัญต่อคนอื่นนอกเหนือไปจากคนที่ใกล้ชิดกับผมเท่านั้น ชีวิตของพวกคุณมีความสำคัญเช่นเดียวกัน คิดถึงทุกคนที่คุณพบในแต่ละวันของชีวิตคุณและสิ่งซึ่งจะมีผลต่อชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะยามดีหรือยามเจ็บไข้ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงมักไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจครั้งใหญ่เสมอไป ปกติแล้วมักจะเกิดจากการตัดสินใจครั้งเล็กๆ
พวกคุณทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ เหมือนผมเหมือนกัน มีคนบอกผมว่าผมทำให้ชีวิตนับพันเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือคนนับร้อยนับพันต่างหากที่ช่วยผม ขอบคุณทุกคนและทุกครั้งที่คุณถามตัวเองว่าคุณสามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้นหรือไม่ จำคำตอบนี้ไว้ ต้องได้สิ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *