10 สิ่งที่ยิ่งใหญ่เรียนรู้ได้จาก บิลล์ พอร์เตอร์ ตอนที่ 2

10 สิ่งที่ยิ่งใหญ่เรียนรู้ได้จาก บิลล์ พอร์เตอร์ ตอนที่ 2

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ไม่กี่วันหลังจากที่บิลล์สำเร็จการศึกษาจากลินคอล์นไฮสคูล เออร์เนสต์ พ่อก็พูดคำสามคำซึ่งก้องอยู่ในหัวของบิลล์ “หางานทำ” พ่อไม่ยอมให้บิลล์หลงอยู่กับเกียรติยศที่ได้มาเปล่า ๆ และเขาก็คาดหวังให้บิลล์มีบทบาทที่เป็นจริงและได้ประโยชน์จากโลกภายนอกนั้น จนกระทั่งวันนี้ บิลล์ก็ยังย้ำสิ่งที่พ่อของเขาพูดอยู่ “หางานทำ”

บิลล์ยึดคำขาดของพ่อไว้ในใจตลอดมา การเป็นเซเรบรัล พอลซีทำให้งานที่เขาสามารถทำได้มีน้อยลง แม่ของบิลล์แนะนำให้เขาลองคิดถึงการเป็นเซลส์แมนให้กับองค์กรยูไนเต็ด เซเรบรัล พอลซี่ บิลล์เห็นด้วยกับความคิดนี้ทันทีและเขาก็เดินไปรอบชุมชนของเขา เคาะประตู รวมทั้งไปขายของให้กับคนที่เดินตาถนนและในสวนสาธารณะ ลูกค้าคงจะชอบความกระตือรือร้นของบิลล์ในตัวสินค้า (และชีวิตของเขาเอง) เพราะเงินหลั่งไหลเข้ามาตลอด ภายในไม่กี่เดือน เขาก็เป็นเซลส์แมนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยูซีพีในท้องถิ่นนั้น

หลังจากสองปีของการขายของ บิลล์ก็เริ่มมองเห็นความตกต่ำในตลาดสินค้าของเขา ลูกค้าที่ดีที่สุดของบิลล์บอกเขาด้วยว่าพวกเขาไม่ต้องการจะซื้อตะกร้าหรือที่จับกระทะเพิ่มแม้แต่อีกหนึ่งชิ้น บิลล์ต้องมีสินค้าซึ่งลูกค้าสามารถใช้ได้หมดเขาจะได้ขายของเดิมซ้ำได้อีก เขาเริ่มรู้ด้วยว่าสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับงานขาย คือ การพัฒนาให้ลูกค้าไว้วางใจในตัวคุณและชอบคุณ
“เสียเวลาเปล่าจริง ๆ ” เขาคิด “ที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าตั้งมากมาย แต่ไม่สามารถหาของที่เขาต้องการเป็นประจำมาขายให้พวกเขาได้”

บิลล์รู้เต็มหัวใจว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นเซลส์แมน เพียงแต่เขาต้องมีสินค้าที่เหมาะสมเท่านั้น บิลล์อธิบาย “ผมได้คำตอบในวันหนึ่ง ตอนที่ผมเห็นแคตตาล็อกสั่งซื้อของที่แม่ผมนั่งดูครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เต็มไปด้วยสินค้าสำหรับขาย มีของขัวญเป็นร้อยอย่างได้มั้ง ผมอยากรู้ว่าผมจะขายของพวกนี้และได้กำไรได้อย่างไร แล้วผมก็นึกได้ ง่ายมากเลยผมจะตัดรูปจากแคตตาล็อกแล้วแปะลงบนกระดาษแข็งแล้วก็พิมพ์ราคาของผมเองลงไป แน่นอนว่าราคาต้องสูงกว่าเดิม”
บิลล์วางแผนที่จะไปเยี่ยมลูกค้าที่ซื้อตระกร้า ลูกค้าที่เขาดูแลสนามหญ้าให้ แล้วก็บ้านทุกหลังในรัศมีห้าไมล์ เขาเกิดแรงใจที่จะขาย ขาย และก็ขาย

การเสี่ยงของเขาได้ผลและบิลล์ก็ทำเงินได้มากกว่าที่เขาเคยได้มาก่อน ช่วงทศวรรษที่ 50 เป็นปีที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสำหรับครอบครัวพอร์เตอร์ อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ 60 กลับเป็นปีที่ไม่ดีต่อครอบครัวพอร์เตอร์นัก เออร์เนสต์มีคลอเลสเตอรอลสูง บิลล์ยิ่งรู้สึกถึงความรับผิดชอบในอนาคตของเขาในฐานะผู้หาเลี้ยงครอบครัว ภาระด้านการเงินในการดูแลพ่อและแม่
ทุกเช้าก่อนที่เขาจะเริ่มงานขายวันละแปดชั่วโมง บิลล์จะเข้าเมืองเพื่อไปพบที่ปรึกษาฝ่ายจัดหางาน วันแล้ววันเล่า ความสามารถในการทำงานของบิลล์ พอร์เตอร์ จึงดูไม่ดีเลย ความพิการของเขาทำให้มีข้อจำกัดมากเกินไป
ไม่มีงานอะไรสักอย่างที่ความพิการของบิลล์จะไม่ขัดขวางความสามารถในการทำงานของเขา รัฐบาลลงความเห็นว่าเขาเป็นบุคคลที่ไม่สามารถว่าจ้างได้ พวกเขาแนะนำให้บิลล์อยู่กับบ้านและคอยรับเงินสงเคราะห์คนพิการ และยังบอกเขาด้วยว่า “คุณมีแรงกระตุ้นในการทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเองมากเกินไป” บิลล์ไม่คิดว่านี่คือคำชม แต่เป็นคำท้าทายต่อความมีคุณค่าของตัวเขา เขาปวารณาตัวที่จะพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาพูดผิดและคิดผิด

บิลล์เลิกไปที่สำนักงานจัดหางานและตัดสินใจที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ตัวเอง ซึ่งหมายถึงการกรอกประกาศรับสมัครงาน เขาโทรศัพท์ติดต่องานเอง แต่คนส่วนใหญ่ที่เขาคุยโทรศัพท์ด้วยไม่ยอมฟังเขาจนจบ
บิลล์ยังพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจงานที่ต้องใช้แรงงาน และแล้ว บิลล์ตัดสินใจมุ่งเฉพาะงานขาย เขารู้ว่าเขายังสามารถขายได้

บิลล์ไม่ใส่ใจคำปฏิเสธและโทรศัพท์หาบริษัทต่อไป ซึ่งก็คือวัตกิ้นส์ อินคอร์เปอเรทเต็ด(Watkins, Incorporated) พวกเขาตกลงสัมภาษณ์บิลล์เป็นการส่วนตัว แต่ครั้งนี้บิลล์ไม่ยอมรับคำตอบว่า “ไม่” อีกแล้ว เขาบอกได้ทันทีว่าผู้อำนวยการของวัตกิ้นส์ลังเลที่จะจ้างเขา

“ผมรู้ว่าผมทำงานนี้ได้” บิลล์บอกเขา “ผมประสบความสำเร็จในการขายมา 10 ปีแล้ว มันอยู่ในสายเลือดของผม พ่อผมเป็นเซลส์แมนที่ประสบความสำเร็จ ผมขายอะไรไม่สำคัญ เพราะลูกค้ายินดีซื้อของจากผมเสมอ”
ผู้จัดการคิด แล้วสุดท้าย เขาก็เสนองานให้บิลล์แต่เป็นการทดลองงานเท่านั้น อย่างน้อยมันก็เป็นงานจริง ๆ มันยังดีกว่าการรอรับเงินสงเคราะห์คนพิการเป็นไหน ๆ

ภายในหนึ่งสัปดาห์ บิลล์ก็พร้อมจะออกไปพบลูกค้าในชุมชนย่านใหม่ การถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่ายิ่งทำให้บิลล์เกิดความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ว่าตัวเขาสามารถทำงานได้ สำหรับบิลล์แล้วคำว่า “ไม่” ทุกคำหมายถึงโอกาสที่บ้านหลังต่อไปจะบอกว่า “ตกลง”
ในตอนเย็นของวันแรกบิลล์ ขายอะไรไม่ได้เลยด้วยแรงใจที่ไม่ยอมล้มเลิก เขาเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าที่เขากำลังขายมากขึ้น เขาบอกตัวเองว่า ถ้าฉันรู้เกี่ยวกับโปรดักส์มากกว่านี้ ฉันอาจเกิดความเชื่อถือในสินค้าและทำให้คนอื่นเกิดความเชื่อถือได้เหมือนกัน แล้วพวกเขาก็จะซื้อ

เขาตัดสินใจใช้ความเชื่อมั่นและความกระตือรือร้นเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอสินค้า เขาแทบจะคอยไม่ไหวที่จะออกไปเดินขายอีกครั้ง เขารู้ดีว่าเขาต้องขายได้แน่
ความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวคือสิ่งที่ทำให้บิลล์ได้งานที่วัตกิ้นส์อิงค์ในไม่ช้า บิลล์ก็เป็นเซลส์แมนที่ทำยอดขายได้สูงที่สุดของวัตกิ้นส์ในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขายังดำรงได้อยู่จนถึงทุกวันนี้

อย่ายอมรับคำตอบว่า “ไม่”

คำว่า “ไม่” คือการกระทำ หรือกรณีของการปฏิเสธ บิลล์ พอร์เตอร์ไม่ได้ยินคำนั้นในลักษณะนั้น บิลล์ได้ยินคำว่า “ไม่” แตกต่างออกไป เขาได้ยินในความหมายที่ว่าลูกค้าจะยินดีถ้าบิลล์กลับมาในเวลาที่พวกเขาสะดวกกว่านี้ หรืออยากให้บิลล์เสนอสินค้าที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้น

ฉันเรียนรู้จากบิลล์ว่าเมื่อไรก็ตามที่มีคนพูดว่า “ไม่” จริงๆ แล้วเขาต้องการให้เราแก้ไขสิ่งที่เรานำเสนอหรืออยากให้เราเปลี่ยนวิธีการส่งมอบ ฉันเชื่อว่าทัศนคติของบิลล์ในคำว่า “ไม่” และความสามารถในการไม่ใส่ใจในสิ่งที่เป็น “แง่ลบ” คือลักษณะซึ่งคนส่วนใหญ่ชื่นชมในตัวเขา

ความสัมพันธ์กับวัตกิ้นส์ของบิลล์เริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม บิลล์ทำรายได้ให้ตัวเองจากชุมชนในย่านที่แสนขัดสนนี้บ้าง บิลล์รู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องหาย่านที่ดีกว่านี้ หรือไม่เขาก็ต้องเปลี่ยนงาน เขาจึงเข้าไปหาผู้จัดการเขตด้วยความคิดใหม่
“ถ้าผมขายของในแถบบ้านผมล่ะ แถบที่ผมขายตะกร้าให้กับยูไนเต็ด เซเรบรัล พอลซี่ ผมมีฐานลูกค้าของผมเองอยู่แล้ว” ผู้จัดการบอกเขาว่าแถบนั้นเป็นของคนอื่น แต่บิลล์ก็พร้อมสำหรับคำตอบนั้น
“เท่าที่ผมทำวิจัยมา วัตกิ้นส์ไม่มีนโยบายเรื่องเขตการขายของเขารวมทั้งความใกล้ชิดและความรอบรู้เกี่ยวกับแถบนั้นควรได้รับการพิจารณา แต่คำตอบของผู้จัดการเขตคือ “ไม่ได้”
คำตอบนั้นไม่ได้หยุดยั้งความต้องการและความจำเป็นของบิลล์ที่จะต้องหาย่านที่ดีกว่าเดิม สัปดาห์ต่อมา บิลล์จึงเข้าไปหาเขาอีก
“ไม่ใช่ว่าผมจะไปแย่งที่ขายของใคร มันเหมือนกับผมได้เขตของผมคืนมากกว่า เหมือนเป็นการกลับมาพบกันใหม่ คุณก็รู้มันเป็นย่านของผม”

ผู้จัดการพูดว่าเขาต้องใช้เวลาคิดสักสองสามสัปดาห์ บิลล์รู้ว่าเขาเกือบจะทำสำเร็จแล้ว คราวหน้าเขาจะมาจบเรื่องนี้ให้ได้ ในการประชุมครั้งต่อมาบิลล์พูดว่า “ผมจะขายของของวัตกิ้นส์โปรดักส์ได้มากกว่าใครๆ ผมรู้ว่าผมทำได้”
ผู้จัดการตกลงตามข้อเสนอของบิลล์ ด้วยความลังเล สองเดือนต่อมา เรื่องของบิลล์ก็ลงในนิตยสารข่าววัตกินส์
พอร์เตอร์ทำยอดขายได้ 1076 เหรียญในหนึ่งเดือน

การใช้วันเวลาวันละแปดชั่วโมง สัปดาห์ละห้าถึงหกวัน ในการขายแบบตัวต่อตัวนั้น ผลกำไรมาถึงมือเขาได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากความพิการของเขา ทำให้บิลล์ไม่สามารถขับรถได้ เขาต้องเดินถึง 70 ช่วงตึกจากบ้านเขาไปยังแถบที่เขาขายของตลอดทั้งหกวัน พอร์เตอร์เริ่มงานวันละแปดชั่วโมงในตอนที่เขาไปถึงย่านที่เขาขายของ ไม่ใช่เวลาที่เขาออกจากบ้าน พอร์เตอร์ประสบความสำเร็จในการขายที่เยี่ยมยอด ทั้งๆ ที่มีความพิการทางกายและมีปัญหาในเรื่องการพูด
ทุกเช้า เขาตื่นขึ้นมา พร้อมด้วยความรู้สึกเชื่อมั่นว่าเขาจะขายได้มากกว่าเมื่อวานนี้ และเขาก็นำทัศนคตินี้ติดตัวไปตลอดทั้งวัน ทุกวัน บิลล์จะเคาะประตูเป็นเวลาแปดชั่วโมง เดินวันละ 7-10 ไมล์ ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก เขาเคาะประตูวันละประมาณ 100 บาน และถ้าโชคดี หนึ่งในสิบหลังจะซื้อของจากเขา ถ้ามีใครเชิญเขาเข้าไปในบ้านล่ะก็ รับรองเลยว่าเขาจะปิดการขายได้

บิลล์มีความทรงจำที่ดีเลิศเมื่อมาถึงเรื่องของลูกค้า เช่น เขารู้ว่าเมื่อไรน้ำยาเช็ดกระจกของคุณนายบราวน์ใกล้จะหมด หลายปีที่ฉันส่งของให้บิลล์ ฉันได้พบกับลูกค้าหลายคน พวกเขาสั่งของกับบิลล์ในตอนนั้นเพราะชอบความกระตือรือร้นและทัศนคติที่ดีของบิลล์ และในตอนที่พวกเขาบอกว่า “ไม่” ก็ดูเหมือนบิลล์จะไม่ได้ยินสักนิดเดียว เขากลับให้พวกเขาดูสินค้าของวัตกิ้นส์ชิ้นแล้วชิ้นเล่า

หลังจากที่เรียนรู้จากมือโปรอย่างบิลล์เป็นเวลาหลายปี ในที่สุด ฉันก็สามารถพูดได้ว่าฉันเรียนรู้ที่จะนำทัศนคติเกี่ยวกับการปฏิเสธของบิลล์ มาใช้ได้เอง “ถ้าบิลล์พอร์เตอร์ไม่ยอมรับคำตอบว่า “ไม่” ได้ ทำไมเชลลี่ เบรดี้ ถึงควรจะยอมรับคำนั้น” และเหมือนมีอำนาจวิเศษ เพราะมันได้ผล ชีวิตของฉันดีขึ้นทั้งในด้านการเงินและด้านส่วนตัว ประตูแห่งโอกาสที่เคยปิดมาตลอดจู่ๆ ก็เปิดออกให้กับฉัน

ปี 2000 เป็นปีที่ฉันและบิลล์มีงานยุ่งอย่างไม่น่าเชื่อ ปีก่อนหน้านั้นเป็นปีที่เต็มไปด้วยการปราศรัย เมื่อมีเอเจนซี่ซึ่งมีความชำนาญในการจัดการเกี่ยวกับกำหนดการปราศรัยติดต่อเข้ามาว่าอยากเป็นตัวแทนให้เรา ฉันตื่นเต้นมาก เพราะตั้งแต่ต้น ฉันเป็นคนจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการไปทัวร์ของเรา

ตัวแทนของเราจัดตารางให้เราไปพูดทิ่วิลเลี่ยม คอมมูนิเคชั่น ในเวลานั้นครรภ์ของฉันจะมีอายุแปดเดือนครึ่ง จอห์น สามีของฉันจึงตกลงไปกับบิลล์แทน ฉันถ่ายวีดีโอส่วนที่ฉันจะพูดและตัวแทนก็พอใจว่าทุกอย่างจะเป็นได้ด้วยดี
สองวันก่อนที่เราจะบินไป บิลล์ก็บอกว่าเขาไม่สบายพอที่จะไปได้ ดูเหมือนโลกของฉันกำลังจะแตกในคืนนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตัดสินใจลองแก้ปัญหาครั้งนี้โดยใช้วิธีไม่ยอมรับคำตอบว่า “ไม่” ของบิลล์ พอร์เตอร์ ฉันโทรศัพท์ไปหาตัวแทน เพื่อบอกวิธีใหม่ที่เราจะทำ คือให้ฉันบินไปโดยไม่มีบิลล์ไปด้วย และใช้เทคโนโลยีล่าสุด้านการประชุมทางไกลแทน ให้บิลล์ปรากฏบนจอผ่านสัญญาณดาวเทียม เป็นวิธีที่น่าจะดีที่สุดสำหรับฉัน

การพูดเป็นไปด้วยดีโดยมีฉันอยู่บนเวทีและบิลล์อยู่บนจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ ถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม วิลเลี่ยม คอมมูนิเคชั่นพอใจมาก ถึงขนาดเชิญเราไปพูดอีกครั้ง ในการเดินทางอีกครั้งหนึ่ง บิลล์บอกฉันด้วยความลังเลว่าเขาไม่สามารถจะไปกับฉันได้ และฉันก็รู้ว่าเขากำลังทรมานจริงๆ สถานการณ์นั้นทำให้ลูกค้าของเราขุ่นเคืองมาก ผู้ฟังบินมาจากทั่วประเทศเพื่อได้พบและฟังบิลล์ พอร์เตอร์ ไม่ใช่เชลลี่ เบรดี้

เมื่อตัวแทนของเราโทรศัพท์ไปหาผู้รับผิดชอบเพื่อบอกข่าวเกี่ยวกับสุขภาพของบิลล์ โดยเสนอให้ฉันไปเป็นตัวแทนเพียงคนเดียว คำตอบของชัดเจนว่า “ไม่ ไม่มีเชลลี่ถ้าไม่มีบิลล์” ฉันได้ความคิดใหม่ ฉันโทรศัพท์หาผู้จัดการประชุมโดยตรงและบอกเขาว่าฉันเชื่อมั่นว่าฉันเล่าเรื่องชีวิตของบิลล์ได้ด้วยตัวเอง และติดต่อกับบิลล์ด้วยการเชื่อมโยงสัญญาณทางโทรศัพท์หรือดาวเทียม ฉันให้ความมั่นใจว่า ฉันเคยทำอย่างนี้มาก่อนและผู้ฟังก็ให้การตอบรับอย่างดี ฉันยินดีเอาค่าพูดของฉันเป็นเดิมพัน พวกเขาจะจ่ายให้ฉันเท่าไรก็ได้ตามแต่พิจารณา แม้จะไม่ได้รับอะไรเลยก็ตาม ฉันเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะยอมรับข้อเสนอของฉัน ฉันเองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบิลล์ พอร์เตอร์ที่กำลังบอกลูกค้าวัตกิ้นส์ของเขาว่า “รับประกันความพอใจ มิฉะนั้น เราจะคืนเงินให้” ที่สำคัญที่สุดก็คือ ฉันจะไม่ยอมรับคำตอบว่า “ไม่”
หัวหน้าผู้จัดการประชุมตกลง ยอมรับข้อเสนอของฉัน ฉันจะไปพูดที่นั่นและต่อสายโทรศัพท์คุยกับบิลล์ พวกเขาจะพิจารณาค่าพูดของเราเมื่อจบรายการ และหลังจากประเมินผลตอบรับจากผู้ฟังแล้ว ฉันโทรศัพท์หาสามีของฉัน และบอกว่าฉันจะออกเดินทางไปพรุ่งนี้
เขาบอกว่า “ผมไม่ประหลาดใจเลย ไม่มีใครพูดคำว่า “ไม่” กับคุณได้หรอกที่รัก”
แล้วก็บิลล์ พอร์เตอร์ด้วย ฉันคิดในใจ สองสัปดาห์ต่อมา เราก็ได้รับเช็คค่าพูดในจำนวนเต็ม

รู้ข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามไปให้สูงกว่านั้น

การประชุมวัตกิ้นส์อินเตอร์แนชชันแนล ในปี 1996 บิลล์ได้รับการปรบมือยาวนานเมื่อเขากล่าวปิดการประชุมด้วยการบอกผู้ชมว่า “ออกไปทำงานของคุณให้ดีที่สุด” แนวคิดของการประชุมครั้งนี้คือ “การบรรลุเป้าหมาย” และการประชุมรวมทั้งการปราศรัยก็ส่งเสริมความเชื่อว่าเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้นั้นสามารถกระทำได้โดยการที่เราจะต้องรู้ข้อจำกัดของเราเอง และพยายามไปให้สูงกว่านั้น บิลล์เป็นสิ่งที่พิสูจน์ที่มีฝีชีวิตของอุดมคติข้อนั้น

บางคนโชคดีที่รู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร บิลล์บอกว่านั่นหมายความว่าเราชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว เขาเชื่อว่าประสบการณ์และความทรงจำเป็นหนทางที่จะนำเราไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ถ้าคุณรู้ด้วยหัวใจของคุณเองว่าเป้าหมายนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่ก้าวเล็กๆ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย ก็จะทำให้คุณรู้สึกวาคุณจะทำได้สำเร็จ
ทัศนคติของบิลล์ในเรื่องของการตั้งเป้าหมาย และทำให้สำเร็จนั้น สามารถย้อนกลับไปถึงวัยหนุ่มซึ่งเขาหลงใหลในด้านกีฬา บิลล์และพ่อแม่ของเขาติดตามข่าวกีฬาทุกประเภท หลายๆ คืนก่อนนอน เขาจะจินตนาการว่าตัวเองกำลังเล่นกีฬา แต่การเป็นเซเรบรัล พอลซี่ ดึงเขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขามีข้อจำกัดมากมายทางกายภาพซึ่งทำให้เขาไม่สามารถแม้แต่จะเล่นในกะบะทรายกับเด็กๆ ได้
เมื่อบิลล์เข้าเรียนได้ในชั้นมัธยมปลาย เขาพบวิธีที่จะทำให้เขาสบายใจขึ้น และสามารถสนุกกับกีฬาได้เท่าเทียมเด็กคนอื่น เขาขอโค้ชเป็นเด็กเสิร์ฟน้ำให้กับทีม ในการแข่งขันทุกเกม บิลล์จะเป็นคนส่งผ้าเช็ดตัวและน้ำให้ผู้เล่นที่ลงแข่ง แต่เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาได้ความคิดว่าเขาจะเป็นคนเก็บสถิติของทีม แต่ละคืนหลังจากการแข่ง ผมจะตื่นอยู่ครึ่งคืน นั่งพิมพ์สถิติเพื่อเอาไปให้โค้ชในวันรุ่งขึ้น”

เวลาต่อมา บิลล์ทำงานเป็นนักเขียนข่าวกีฬาให้กับหนังสือพิมพ์ลินคอล์นไฮ ในคอลัมน์ของเขา จะเขียนเกี่ยวกับไฮไลท์ของเกม พร้อมด้วยสถิติทั้งหมด ช่วงทศวรรษที่ 1980 บิลล์และฉันได้เรียนรู้บทเรียน ที่น่าเศร้าเกี่ยวกับเวลาที่จำกัดของแต่ละคนบนโลกใบนี้ เมื่อไอรีนแม่ของเขาเริ่มมีอาการของอัลไซเมอร์ เป็นประสบการณ์ที่ปวดร้าวที่สุดในชีวิตของบิลล์ คนที่ให้ความสนับสนุนและเป็นฮีโร่ของเขามาตลอดชีวิต กลายเป็นคนที่ต่อต้านเขา

บิลล์ถูกสถานการณ์บังคับ ให้เขาต้องพาแม่ไปบ้านพักคนชรา ซึ่งเธอได้รับการดูแลอย่างดี ตลอดบ่ายทุกวันอาทิตย์ บิลล์ใช้เวลาอยู่กับไอรีน ตารางนี้ไม่เคยเปลี่ยน แม้กระทั่งสภาพของเธอเลวร้ายลงจนเธอจำบิลล์ไม่ได้แล้วก็ตาม
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเราเปลี่ยนไปจากนายจ้างกับลูกจ้างมาเป็นเพื่อน เขาถามฉันว่าฉันอยากไปเยี่ยมแม่ของเขาไหม โชคไม่ดีที่ฉันไม่ได้ไปในทันที ฉันมัวแต่ยุ่งกับเรื่องของตัวเอง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาพอดี ขณะที่ฉันกำลังจะออกไปส่งสินค้าของวัตกิ้นส์ ฉันก็เห็นเลือดเป็นจุดๆ ฉันถามพยาบาลว่าฉันควรไปนอนหรือนั่งพักหรือเปล่า แต่เธอบอกว่าฉันไม่ต้องเปลี่ยนกิจวัตรของตัวเอง ถ้าฉันจะต้องแท้งก็ต้องแท้ง ทั้งๆ ที่กลัวจับใจ แต่ฉันก็ยังจัดของให้บิลล์จนเสร็จ

ที่บ้านของบิลล์ในตอนเย็นวันนั้น ฉันรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติกับฉันอย่างรุนแรง จึงตัดสินใจเลื่อนนัดการไปเยี่ยมแม่ของบิลล์จนกว่าฉันจะรู้สึกดีขึ้น เช้าวันอาทิตย์ฉันตื่นขึ้นด้วยความปวดท้อง สามีของฉันขับรถพาเราไปห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล พยาบาลบอกฉันตามความเป็นจริงว่าตัวอ่อนในท้องตายแล้ว
สองเดือนผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เราก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ชีวิตของฉันเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง ในที่สุดฉันก็มีเวลาไปอยู่กับบิลล์และแม่เขาในช่วงเย็น

ร่างผ่ายผอมของหญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ดวงตาที่จับอยู่บนผ้าม่านอย่างล่องลอยแยกเธอออกมาจากคนไข้คนอื่นๆ ริมฝีปากของเธอสั่นเล็กน้อยและเปล่งคำพูดซึ่งไม่มีความหมายออกมาอย่างแผ่วเบา บิลล์ดูหวาดกลัวและหงุดหงิด
ตลอดเวลาที่ขับรถกลับบ้าน เราทั้งคู่เงียบและเศร้า ด้วยรู้ดีว่าความตายคงมาเยือนเธอในไม่ช้า บิลล์รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องขอโทษฉัน “ขอโทษนะ นั่นไม่ใช่แม่ผม ผมอยากให้คุณมาเห็นท่านก่อนหน้านี้” น้ำตารื้นขึ้นมาในดวงตาฉันและฉันก็พูดว่า “ฉันก็เหมือนกัน บิลล์ ฉันก็เหมือนกัน ฉันเสียใจจริงๆ”

สัปดาห์ต่อมา ไอรีนสิ้นใจแล้ว บิลล์ผ่านช่วงเวลาหลังการตายของแม่เขาได้ และกลับไปทำงานตามกิจวัตรตามเดิมและทำงานต่อไปจนกลายเป็นแบบอย่างที่เขาเป็นในทุกวันนี้ ฉันเรียนรู้จากบิลล์ว่าความตายไม่ควรทำลายชีวิตที่ยังอยู่ สิ่งสุดท้ายที่ไอรีนต้องการคงจะเป็นการที่บิลล์กลายเป็นคนไร้ความสามาร\ถหลังการตายของเธอ ความทรงจำเกี่ยวกับตัวเธอเป็นแรงกระตุ้นและมีอิทธิพลเหนือชีวิตของบิลล์เมื่อเขากลายเป็นเซลส์แมนผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นแรงบันดาลใจของคนอีกมากมาย ทุกครั้งที่บิลล์ได้รับคำชมเชยหรือรางวัลของความสำเร็จ เขาจะตอบเสมอว่า “แม่ของผมคงจะภูมิใจมาก”

< ..โปรดติดตามตอนต่อไป..>

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *