10 สิ่งที่ยิ่งใหญ่เรียนรู้ได้จาก บิลล์ พอร์เตอร์ ตอนที่ 1

10 สิ่งที่ยิ่งใหญ่เรียนรู้ได้จาก บิลล์ พอร์เตอร์ ตอนที่ 1

จงทำในสิ่งที่เรารัก

ผู้ชมทุกคนยืนขึ้นและปรบมือให้กับบิลล์ พอร์เตอร์ ฮีโร่ในฐานะนักขายที่เคาะประตูตามบ้านของวัตกิ้นส์โปรดักส์ ดิฉัน เชลลี่ เบรดี้ เพื่อนสนิทและผู้ช่วยของบิลล์ งานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลแห่งความสำเร็จให้กับบิลล์ จากสภาความพิการทางการสื่อสารแห่งชาติ

บิลล์ได้รับรางวัลนี้เพราะว่าเขาประสบความสำเร็จในธุรกิจ ทั้งๆ ที่เขามีความพิการทางสมองเนื่องจากเซเรบรัล พอลซี (สมองได้รับบาดเจ็บ) ซึ่งมีผลต่อระบบการพูด รวมทั้งกล้ามเนื้อแขนและขา ผู้ฟังจะต้องฟังเวลาที่บิลล์พูด เพราะเส้นเสียงของเขาจะเปล่งเสียงออกมาเป็นห้วงห้วง บิลล์ได้รับเลือกให้รับรางวัลเพราะว่าเขาทำให้ความฝัน จิตวิญญาณ และความหวังของผู้พิการด้านการสื่อสารเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้

นี่หรือคือเรา นักขายแบบเคาะประตูตามบ้านและผู้ช่วยของเขา ซึ่งใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยความเหนื่อยยาก เพื่อให้มีเงินพอเลี้ยงตัว แล้วจู่ๆ บ๊อบ บราวน์ นักข่าวของเอบีซี รายการ ทเวนตี้ ทเวนตี้ ที่มีคนดูมากกว่า 20 ล้านคน บอกเราว่าการออกอากาศครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ บิลล์ค่อนข้างจะเฉยๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าการเปิดตัวต่อสาธารณชนจะช่วยเรื่องการขายของเขาได้ เขารู้ดีว่าการขายแบบตัวต่อตัวใช้ได้ดีที่สุด หลังจาก 3 ปีแห่งความเหนื่อยยากและการปฏิเสธมาตลอด ในที่สุด ทีเอ็นทีก็พร้อมที่จะสร้างหนังจากชีวิตของบิลล์ พอร์เตอร์ จะเล่าเรื่องของบิลล์ในรูปของละครผสมสารคดี ต้นปาล์มเอนไหวที่ ลา ควินต้า รีสอร์ท โอเอซิส กลางทะเลทรายนอกเมืองพาล์ม สปริง แคลิฟอร์เนีย เรานอนเหยียดอยู่ข้างสระว่ายน้ำ

“ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว” บิลล์พูดกับฉันขณะที่เขาเอาหมวกปิดหน้าให้พ้นแสงแดด

เรากำลังพักผ่อนกันหลังจากที่เราเอ่ยคำให้กำลังใจต่อผู้ชมสองสามร้อยคน ฉันคิดว่าในที่สุดบิลล์ก็คุ้นกับชีวิตการเดินทางแล้ว ไม่มีวันเวลาที่เปียกแฉะในฤดูหนาวในพอร์ทแลนด์ ซึ่งเขาล้มลุกคลุกคลานอยู่บนทางเดินเข้าบ้านและบนบันไดบ้านอีกแล้ว ความรวยและความมีชื่อเสียงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

บิลล์ใช้เวลาหลายปีเดินไปตามทางเดิน เคาะประตูบ้านไม่ใส่ใจคำปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าคำตอบที่เขาได้รับจะเป็นอย่างไร เขาก็จะเดินต่อไปอย่างไม่ท้อถอย เพราะบิลล์มีคาถาที่ทำให้เขาสงบได้ “บ้านหลังต่อไปจะบอกว่าซื้อ บ้านหลังต่อไปจะบอกว่าซื้อ”

บิลล์บอกตัวเองเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะที่เขาเดินขึ้นไปบนเนินเขาของนอร์ทเวสท์พอร์ทแลนด์ เขาเดินไปแต่ละบ้านด้วยความรู้สึกที่ดี แม้ว่าบางหลังจะเป็นบ้านซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วบอกเขาว่า “จะต้องให้บอกกี่ครั้ง อย่ากลับมาอีกนะ” เขาก็จะกลับไปอีกเดือนแล้วเดือนเล่า ด้วยทัศนคติที่ดีและมีความมั่นใจ นี่คือกลยุทธ์ของเขา กลยุทธ์ที่นักชายเก่งๆ ทุกคนรู้ ทำให้พวกเขาอ่อนใจที่จะบอกว่า “ไม่” แล้วในที่สุด พวกเขาก็จะซื้อ แล้วในที่สุด ทุกคนก็ซื้อ
หลังจากหลายเดือนหรืออาจจะหลายปีที่เขาเคาะประตูบ้าน ในที่สุดบิลล์ก็ชนะ ตอนแรก เขาได้ยินเหมือนเสียงถอนใจ แต่ต่อมาพวกเขาก็เชิญให้เขาเข้าบ้าน แล้วพวกเขาก็ยอมดูแคตตาล็อกของเขา แล้วสุดท้ายก็ “ฉันเอาแบบนั้นขวดหนึ่ง” ครั้งนี้พวกเขาอาจจะสั่งวนิลาขวดเดียว แต่เขาก็ขายได้ ซึ่งเป็นการขายให้กับคนที่ครั้งหนึ่งเคยบอกว่า “ไม่เอา อย่ากลับมาอีกนะ”
นั่นเป็นช่วงที่ดีที่สุดใช่ไหม ก็ใช่น่ะสิ

ขณะที่บิลล์ “กำลังเคาะประตู” หน้าบ้านคนแปลกหน้า เขามีความสุขมาก นี่คือช่วงเวลาของการรอคอย ไม่รู้ว่าใครจะเปิดประตู คำตอบจะเป็นอย่างไร อารมณ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาคิดว่า ฉันจะขายได้ไหมนี่ บิลล์พูดว่าจากลูกค้าประจำกว่า 500 คน มีอยู่ประมาณ 35 คนที่เคยบอกว่าไม่ให้เขามาอีก ปัจจุบันคนพวกนั้นอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่ดีที่สุดของเขา

บิลล์ พอร์เตอร์ หลงใหลการขายมาก ความฝันของเขาคือการเป็นหนึ่ง ทุกคนสามารถทำในสิ่งที่ตนรักและอยู่กับความฝันของตนได้ บิลล์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความฝันจะกลายเป็นความจริงได้ถ้าเรามีความมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคอะไรขวางกั้นอยู่
เมื่อบริษัทต่างๆ โทรศัพท์เชิญเขาไปเล่าเกี่ยวชีวิตของเขาให้พนักงานฟัง เขาไม่ได้สนใจสักนิดเดียว เพราะการพูดต่อหน้าสาธารณชนไม่ใช่ “สไตล์”ของเขา แต่ฉันสนใจมาก

“เดี๋ยว” ฉันพูด “อย่าปฏิเสธนะ เราไปพูดด้วยกันได้นี่” บิลล์ตอบตกลงที่จะลองทำ
“บิลล์” ฉันพูด “แล้วถ้าเราเอาแคตตาล็อกไปแจกผู้ฟังทั้ง 300 คนแล้วชวนให้พวกเขามาเป็นลูกค้าคุณล่ะ เป็นไปได้เลยนะว่าคุณจะมียอดขายสูงขึ้นสองเท่าในเดือนหน้า” และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ชมหลายโหลซื้อของจากบิลล์หลังจากที่เราพูดจบ
บิลล์รักการขาย เขาหวังที่จะได้เป็นนักขายที่เก่งที่สุด โดยไม่ต้องลดคุณค่าของตนเอง ครั้งหนึ่ง บิลล์ได้รับการปรบมือนานถึง 10 นาทีหลังจากที่เราจบการปราศรัย ซึ่งเขาสร้างแรงจูงใจผู้ฟังธรรมดาๆ ว่า “ออกไปทำให้มันเกิดขึ้น” นี่คือสิ่งแรกที่ฉันเรียนรู้จากบิลล์

คุณมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรไม่สำคัญ สำคัญว่าคุณจะไปที่ไหน

9 กันยายน 1932 เป็นวันที่เออร์เนสต์และไอรีน พอร์เตอร์ มีความสุขมากที่สุดในชีวิต ความภูมิใจในลูกชายตัวน้อย วิลเลียม ดั้กกลาส พอร์เตอร์ ถึงแม้ว่าการคลอดจะยากลำบาก ไม่นานเธอเริ่มรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ มือซ้ายซึ่งมีรูปร่างปกติของบิลล์มักจะเกร็งอยู่เสมอ ไอรีนสังเกตเห็นว่าหลังของทารกน้อยแอ่นและเกร็ง เธอใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงนวดหลังและไหล่ของเขา ดึงให้นิ้วของเขาคลายออก แต่ก็เห็นนิ้วของเขาค่อยๆ กลับเข้าไปอยู่ในกำปั้นเล็กๆ ของเขาอีก

ไอรีนพบว่าบิลล์มีอาการเติบโตที่ไม่ปกติ เขาไม่แข็งแรงพอที่จะกลิ้งตัว นั่ง หรือคลานได้ ไม่แข็งแรงพอที่จะถือขวดนมเอง ไอรีนเล่าอาการของบิลล์ให้หมอฟัง หมอบอกได้ทันทีว่าเป็นอาการของเซเรบรัล พอลซี่ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไม่มีความหวังที่บิลล์จะมีชีวิตปกติได้ พวกเขาคาดว่าบิลล์จะมีอาการปัญญาอ่อน ไอรีนรู้เต็มหัวใจว่าบิลล์เป็นคนฉลาด เธอปฏิญาณว่าจะทำทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อจะได้เข้าใจและเอาชนะโรคร้าย ที่ทำให้ลูกชายของเธอพิการ

บิลล์ขอให้แม่เล่าเรื่องการเกิดของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพูดว่า “คีมที่ช่วยชีวิตลูกเป็นคีมที่ทำให้สมองส่วนหนึ่งของลูกได้รับบาดเจ็บ นี่คือสาเหตุที่ทำให้การใช้กล้ามเนื้อของลูกเป็นไปได้ลำบาก แต่ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วนะลูก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูกจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ใช่การที่ลูกเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร”

บิลล์บอกว่าเขาจำไม่ได้ว่าเขาเคยคิดถึงสภาพในแง่ลบ พ่อแม่ของเขาสอนให้เขามีปรัชญา ให้เชื่อในการมุ่งที่อนาคต และอย่าติดอยู่กับอดีต อดีตคือสิ่งที่ครอบครัวพอร์เตอร์ใช้เป็นบทเรียน ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาหมกหมุ่น ฉันรู้ว่าเซเรบรัลพอลซี่มีสาเหตุมาจากการทีสมองขาดออกซิเจน ซึ่งเกิดบ่อยที่สุดในระหว่างการคลอด แล้วฉันก็จำได้ว่าการคิดเรื่องเซเรบรัล พอลซี่ของบิลล์นั้นไม่มีประโยชน์อะไร ฉันจะต้องเก็บไว้เป็นอดีต อย่างที่บิลล์ทำ

ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน ฉันก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเขายังมองโลกในแง่ดีได้อย่างไร เขาทำกิจวัตรด้วยความแข็งขันมามากกว่า 30 ปี นาฬิกาของเขาจะปลุกตอนตีสี่สิบห้านาที เพื่อให้เขามีเวลาเตรียมตัวไปขึ้นรถเที่ยวเจ็ดโมงยี่สิบนาที บิลล์ต้องใช้เวลามากขนาดนี้เพื่อให้เขาดูดีที่สุด เขาไม่ชอบการแต่งตัวอย่างรีบเร่ง เขาเชื่อว่าลักษณะภายนอกมีความสำคัญมากต่อการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายแบบเคาะประตูซึ่งลูกค้าจะเชิญคุณเข้าไปในบ้านด้วย

เขาไปที่ประตูบ้านแต่ละหลัง เคาะบ้าง กดกริ่งบ้าง เขาไม่เว้นบ้านหลังไหนจากการสรุปว่าถ้าไม่มีรถจอดอยู่แปลว่าไม่มีคนอยู่บ้าน ใครจะไปรู้ รถอาจจะอยู่ในอู่ซ่อมก็ได้ บ่อยครั้งที่มีเสียงตะโกนออกมาโดยไม่เปิดประตูว่า “ไม่เอาหรอก ขอบคุณ” “ฉันไม่สนใจ” “เราไม่อยากได้อะไร” “ไปให้พ้น” น่าประหลาดที่การปฏิเสธไม่ได้รับการรบกวนจิตใจเขา บิลล์พูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ลูกค้าคนต่อไปจะต้องตอบตกลง” และบิลล์เขื่อว่า ในที่สุดทุกคนจะต้องตอบตกลง แต่ตัวเขาต้องมีความอดทนเท่านั้นเอง

เขาจะบอกความจริงต่อลูกค้าของเสมอ ไม่ว่าจะเป็น จะได้รับของเมื่อไร ราคาทั้งหมดรวมกันเป็นเท่าไร และนโยบายการ “รับประกันความพอใจ” เป็นอย่างไร เนื่องจากบิลล์ไม่เคยโกหก เขาจึงสรุปว่าทุกคนจะมีความซื่อสัตย์เหมือนกับเขา
ฉันพยายามจะประยุกต์เอาวิถีทางการดำเนินชีวิตของบิลล์มาใช้กับชีวิตส่วนตัวของฉันเอง นานมาแล้วที่ฉันเก็บความทรงจำขมขื่นวัยเด็กมา จนถึงวันนี้ พี่น้องของฉันก็ยังได้รับผลกระทบจากการเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์การมีบิลล์เป็นแบบอย่างทำให้ฉันพยายามยอมรับอดีตและใช้ชีวิตต่อไป

ถ้าฉันสามารถย้อนเวลากลับไปแล้วเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตฉันได้ล่ะก็ ฉันจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย ฉันสำนึกได้แล้วว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันทั้งดีและร้าย ทำให้ฉันเป็นฉันในทุกวันนี้ บางครั้ง ฉันให้ข้อแก้ตัวกับตัวเองต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมว่า “ฉันเหนื่อย” “วันนี้ฉันเจอแต่ปัญหา” แต่ในช่วงนี้ ฉันสามารถปรับเปลี่ยนตัวเอง และพูดว่า “การที่ฉันเป็นเช่นนี้หรือเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือต้องจะไปให้ถึงจุดไหนต่างหาก”

เคยมีคนพูดว่า การอยู่ห่างจากประตูนรกเพียงสี่ฟุต เพื่อจะไปสู่ประตูสวรรค์นั้นดีกว่าการอยู่ห่างประตูสวรรค์เพียงสี่ฟุต เพื่อมุ่งหน้าสู่ประตูนรก ไม่มีใครมานั่งคอยดูคุณ มีแต่คุณเท่านั้นที่จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ฉันคิดถึงบิลล์ เพื่อนของฉัน ซึ่งตลอดเวลา 60 ปีที่ผ่านมามีวันที่เขาต้องเผชิญกับความยากลำบาก เขารู้ว่าหลังของเขาจะดีขึ้น อาการไมเกรนของเขาจะหายไป และเขาจะสามารถหายใจได้ทันอีก มันจะเกิดขึ้นได้เสมอ

แม่คือคนที่รู้ดีที่สุด

ไอรีนแม่ของเขาตัดสินใจเลี้ยงลูกชายของเธอที่บ้าน เธอพูดว่า “บิลล์เป็นลูกของฉัน ฉันจะเลี้ยงเขาเอง” และเธอก็ทำตามคำพูดนั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะป่วยไข้หรือแข็งแรง จะรวยหรือจน เธอก็เลี้ยงเขาเองแทนที่จะส่งเขาไปอยู่ในสถานที่ที่แสนจะอ้างว้าง ซึ่งไม่มีใครอาการดีขึ้นเลยสักคนเดียว

ไอรีน พอร์เตอร์ไม่ยอมรับการปฏิบัติของสังคมต่อคนพิการ เธอต่อต้านทัศนคติที่มีต่อคนพิการ เป็นศัตรูกับทุกคนที่ปฏิบัติต่อบิลล์เหมือนไม่ใช่คน เพราะเขาเป็นเซเรบรัล พอลซี่ โรงเรียนรัฐบาลไม่ยอมรับเขาเข้าเรียนจนกว่าเขาจะจบการศึกษา จากโรงเรียนสอนคนพิการ ไอรีนประท้วงกฎการเลือกปฏิบัตินี้อย่างรุนแรง โชคไม่ดีที่โรงเรียนประจำเขตเป็นฝ่ายมีชัย บิลล์ถูกบังคับให้ต้องสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสอนคนพิการเกร๊าท์ ก่อนที่เขาจะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมลินคอล์น ไอรีนรู้สึกว่าถ้าเขาจะทำงานที่ดีในอนาคต ประกาศนียบัตรจากโรงเรียนรัฐบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ความมุ่งมั่นและความดื้อรั้นของเธอส่งผลตอบแทนในเวลายี่สิบปีต่อมา บิลล์สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลาย เขาเป็นนักเรียนแบบอย่างซึ่งแผ้วหนทางให้กับนักเรียนพิการคนอื่นได้เรียนในโรงเรียนรัฐบาลในเวลาต่อมา

ไอรีนรู้ว่าถ้าคนเรามีความอดทนและความเพียรพยายามพอทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ เธอถึงกับเขียนคำว่า ”ความเพียร” และ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ลงในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ และซ่อนกระดาษนั้นไว้ในกระเป๋าหรือถุงอาหารเพื่อให้บิลล์ได้อ่านในภายหลัง
บิลล์มักจะบอกว่าแม่คือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา เขาคิดถึงแม่ของเขาทุกวัน.ในวันที่เขามีแต่ความเจ็บปวดและได้รับแต่คำปฏิเสธ เขาก็ยังเดินหน้าต่อไปเพราะรู้ว่าท่านจะภูมิใจในตัวเขา สิ่งที่ไอรีนกังวลมากที่สุดคือบิลล์จะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีเธอหรือเออร์เนสต์แล้ว ดังนั้นเธอจึงยืนกรานให้บิลล์ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้และไม่พึ่งพาคนอื่น พวกพอตเตอร์ที่เชื่อว่าการทำงานหนักและการมีความมุ่งมั่นจะทำให้ชีวิตของคุณไปได้ไกล เป็นบทเรียนที่บิลล์ได้รับช่วงมา และในกรณีของเขาก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันเรียนจากไอรีน ซึ่งฉันคิดทุกวันคือการรับรู้ว่าความรักโดยไม่มีเงื่อนไขนั้นมีอยู่ในโลกนี้จริง ฉันเรียนรู้ถึงพลังของความรักที่มีต่อตัวเราและต่อคนอื่น และด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่นี้เองที่ทำให้บิลล์สามารถผ่านคืนวันที่มีอุปสรรคขวากหนามต่าง ๆ ของเขามาได้ มันช่วยให้เขาฝ่าฟันอคติและอุปสรรคซึ่งสามารถทำให้คนที่เก่งที่สุดล้มลงได้

< ..โปรดติดตามตอนต่อไป..>

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *