“CEO ใหม่” ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“CEO ใหม่” ไม่ง่ายอย่างที่คิด
โดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ Paus@acc.chula.ac.th

เพิ่งได้อ่านวารสาร Harvard Business Review ฉบับใหม่ (เดือนตุลาคม 2547 นี้) และเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยอยากจะมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านครับ
บทความนี้เขียนโดยอาจารย์ชื่อดังจาก Harvard Business School สามท่าน ได้แก่ Michael Porter, Jay Lorsch, และ Nitin Nohria โดยใช้ชื่อว่า Seven Surpriser for New CEOs เนื้อหาคร่าว ๆ เขาจะพูดถึงสิ่งที่ผู้ที่เป็นผู้บริหารสูงสุด (CEO) จะต้องเผชิญเมื่อขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กร
โดยที่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่บรรดาท่าน ๆ ทั้งหลายไม่ได้เตรียมตัวหรือเตรียมใจมาไว้ล่วงหน้าทำให้ CEO หลายท่านต้องประสบความยากลำบากในช่วงแรกของการเข้ามาดำรงตำแหน่ง
วิธีการที่นักวิชาการทั้ง 3 ท่านได้แนวทางทั้ง 7 ประการมาก็น่าสนใจครับ นั้นคือทั้งสามท่านจะจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการโดยเชิญผู้บริการที่เป็นระดับ CEO ใหม่ ๆ มาเข้าร่วม โดยจะต้องมาจากบริษัทที่มียอดรายไดุ้มากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญต่อปี ผู้บริหารแต่ละท่านจะต้องเพิ่งได้รับตำแหน่ง CEO หรือกำลังรอที่จะรับตำแหน่ง CEO เรียกได้ว่าเป็นโครงการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็น CEO โดยเฉพาะ ซึ่งผลจากโครงการสัมมนาดังกล่าว (เขาจัดมาหลายปีแล้วครับ มี CEO เข้าร่วมกว่า 50 แล้ว) ทำให้นักวิชาการทั้งสามท่านเขียนเป็นบทความลงใน Harvard Business Review
ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านจะมองตำแหน่งผู้บริการสูงสุดขององค์กร หรือ CEO ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน เป็นตำแหน่งที่เฝ้ารอมาตลอดอายุการทำงาน และเมื่อได้รับตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมจะทำให้มีอำนาจที่จะสั่งการและบังคับบัญชาองค์กรได้ตามทิศทางที่ต้องการ
แต่เราจะพบนะครับว่า CEO ใหม่หลาย ๆ ท่านจะพบเจอในสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อน อำนาจที่คิดว่าตนเองมีนั้น ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้อย่างที่อยากจะให้เป็น
CEO ใหม่หลายทานเข้ามาด้วยความฝันและความตั้งใจอันสวยหรูที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กร แต่พอมานั่งทำงานได้ซักพักหนึ่งก็จะเริ่มรู้สึกและทราบแล้วว่าถ้าทำได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ตั้งใจไว้ก็นับว่าประเสริฐแล้วครับ
ความแปลกใจที่เฝ้ารอ CEO ใหม่นั่นอาจจะเกิดจากข้อจำกัดในเรื่องของเวลา หรือข้อมูลเนื่องจาก CEO ใหม่จะรู้สึกว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องทำเหลือเกิน แต่สิ่งที่ขาดไปนั้นคือข้อมูลและเวลาที่ไม่เคยเพียงพอ นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดจากบทบาท หน้าที่ และความคิดหวังใหม่ ๆ ที่จะต้องเผชิญ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ร่วมงานที่เปลี่ยนไปด้วย เรามาลองดูรายละเอียดของสิ่งที่ CEO ใหม่ จะต้องคำนึงถึงกันบางนะครับ
ประการแรกก็คือ CEO ใหม่ไม่สามารถที่จะบริหารองค์กรได้เอง (You Can’t run the company) เนื่องจากก่อนที่ CEO จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงสุด พวกเขาส่วนใหญ่ก็จะเติบโตมาจากการเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับหน่วยงานมาก่อนทำให้ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยอยู่กับการลงไปดูแลในเรื่องของรายละเอียดในการดำเนินงาน จะต้องรู้เรื่องหรือรู้รับความเป็นไปที่สำคัญในหน่วยงานและจะต้องเข้าไปดูแลงานประจำ
แต่เมื่อขึ้นมาเป็น CEO แล้วสิ่งหนึ่งที่ CEO ใหม่จะติดมาก็คือความคุ้นเคยที่จะลงไปดูแลในรายละเอียดและการดำเนินงานในลักษณะงานประจำอยู่ โดย CEO ใหม่เหล่านี้มักจะลืมคิดไปว่าการเป็น CEO นั้นจะแทบไม่มีเวลาที่อนุญาตให้ลงมาดูในเรื่องของรายละเอียดเหมือนเดิม ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการเวลาจาก CEO ทั้งจากภายนอกและภายในองค์กร ท่านผู้อ่านลองนึกดูง่าย ๆนะครับ แค่การเปิดหรือปิดการประชุมหรือสัมมนา ของ บรรดา CEO ต่าง ๆ ก็ทำให้ไม่มีเวลาจะทำอย่างอื่นแล้ว และงานเหล่านั้นจะส่งคนอื่นไปแทนก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าเนื่องจากเวลาใครเชิญ CEO ไปร่วมงานหรือทำอะไรแล้ว เขาก็ย่อมไม่ต้องการตัวสำรองหรอกครับ
สิ่งหนึ่งที่ CEO ใหม่จะต้องทำใจก็คือ ไม่มีทางที่พวกเขาจะสามารถรับรู้ในเรื่องต่าง ๆ ขององค์กรเช่นในอดีต จากที่เคยมีเวลาไปตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กรทุกเดือน เพียงแค่ไปเยี่ยมให้ได้หน่วยเดียวในรอบสามเดือนก็เก่งแล้วมีสัญญาณเตือนง่าย ๆ ครับว่า CEO ใหม่ ๆ พยายามที่จะทำและรู้ทุกอย่างเหมือนสมัยยังเป็นผู้บริการระดับรองอยู่ 2 ประการครับ
ประการแรก เมื่อ CEO ใหม่รู้สึกว่าตนเองใช้เวลาต่อวันมากเกินไปในการประชุม และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพูดคุย ถกเถียงในประเด็นปลีกย่อย (Tactical lssues) ประการที่สอง มีหลายครั้ง หลายวันที่ CEO มีความรู้สึกกว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมเวลาของตนเองได้ หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือตกเป็นทาสของเวลานั้นเองครับ
ประการที่สอง ก็คือ การสั่งการอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ (Giving Orders is Very Costly) เรามักจะนึกว่า CEO เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรแล้ว ย่อมที่จะมีอำนาจหรือสิทธิ์ในการสั่งการทุกอย่าง แต่ถ้า CEO ใหม่ ไม่รู้ถึงวิธีการหรือแนวทางในการสั่งการที่เหมาะสมแล้ว แทนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กลับกลายเป็นโทษสำหรับตัว CEO เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งการที่เป็นคำสั่งลงไปฝ่ายเดียว หรือการคัดค้านต่อข้อเสนอหรืองานที่ผู้บริหารระดับล่างได้พัฒนาและเตรียมพร้อมขึ้นมา ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูนะครับว่าถ้า CEO ใหม่เอี่ยม พอเริ่มทำงานก็เริ่มออกคำสั่งเลยและถ้าคำสั่งนั้นขัดกับสิ่งที่เป็นที่เชื่อหรือปฏิบัติกันมาก็อาจจะก่อให้เกิดความไม่พอใจหรือการปกป้องตนเองจากผู้ใต้บังคับบัญชาได้
นอกจากนี้การปฏิเสธหรือไม่ยอมรับต่อข้อเสนอหรืองานที่ได้มีการเตรียมการมาจากระดับล่างเป็นอย่างดี ก็อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้ใจการตัดสินใจแลวิจารณญาณของผู้บริการระดับรองลงมาได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของผู้บริการระดับรองลงมา และผลเสียนี่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวบุคคลเพียงคนเดียวนะครับ หลายครั้งที่เห็นว่าจะส่งผลต่อกลุ่มบุคคลในวงกว้างด้วยซ้ำ และเมื่อเกิดการปฏิเสธงานทีเสนอจากระดับล่างขึ้นมาแล้ว ก็เหมือนกับจะเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้บริการระดับรองต้องกลับมานั่งคิดและทบทวนงานของตนเองใหม่ครับ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นทุกคนก็อยากที่จะเข้ามาคุยกับ CEO เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่างานที่ตนเองกำลังทำอยู่ในได้รับการสนับสนุนหรือเห็นชอบจาก CEO เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่างานที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้นได้รับการสนับสนุนหรือเห็นชอบจาก CEO ใหม่มากน้อยเพียงใด และท้ายสุดก็เริ่มมีการอ้างชื่อของ CEO เวลาจะทำอะไรซักครั้ง คิดว่าท่านผู้อ่านเคยเจอบ่อยครับที่คนมักจะชอบว่า “CEO บอกว่า”
วันนี้ขอนำเสนอ 2 ประเด็นจาก 7 ประเด็นก่อนนะครับ แล้วสัปดาห์หน้าจะนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจที่เหลืออีก 5 ประการสำหรับ CEO ใหม่นะครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายสัปดาห์ ฉบับที่ 933 วันที่ 18-24 ตุลาคม พ.ศ. 2547

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *