“ไล่ตงจิ้น” ลูกขอทาน : ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ตอนที่ 5 (จบ)


รากมนุษย์

ใกล้สอบเข้ามาทุกที ตอนนั้นผมเรียนอยู่ในห้องเรียนดีที่สุดของโรงเรียน นักเรียนทุกคนในชั้นถือการ “จบชั้นมัธยมปลาย ต่อชั้นมหาวิทยาลัย” เป็นเป้าหมายแรกในชีวิต ผมเองก็หวังอยากจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเหมือนกับคนอื่น แต่ถ้าหากผมเดินไปบนเส้นทางตามถนนสายนี้ นั่นก็หมายความว่า พ่อในวัยหกสิบของผมก็จะต้องเป็นขอทานต่อไปอีกเจ็ดปี จึงจะส่งผมเรียนจบได้ แล้วตอนนี้น้องก็โตขึ้นทุกที แต่ละปากจะต้องกินต้องใช้ ยื่นมือมาขอค่าเทอม แล้วพ่อคนเดียวจะรับภาระทั้งหมดนี้อย่างไร

ผมคิดไปคิดมา ในที่สุดจึงตัดสินใจเลือกเรียนในโรงเรียนสายอาชีวะ เรียนด้านวิชาชีพให้ถนัดไปเลยสักด้านดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีแรงกดดันเรื่องการเรียนต่อไปอีกด้วย กลางคืนจะได้หางานพิเศษทำได้ ต่อจากนั้นอีกสามปี พอเรียนจบแล้วก็จะช่วยพ่อแบ่งเบาภาระได้บ้าง

พอเข้ามาเรียนในโรงเรียนอาชีวะประจำจังหวัดแล้ว ผมก็เริ่มต้นชีวิตแบบใหม่ด้วยการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ทุกวันหลังเลิกเรียน ผมก็จะปั่นจักรยานจากโรงเรียนก็ตรงมาที่โรงงานเพื่อเข้างาน กว่าจะเลิกงานกลับถึงบ้านก็ห้าหกทุ่มเข้าไปแล้ว ทุกวันอาทิตย์ผมก็จะไปทำงานที่เล้าเป็ดตามคำแนะนำของอาจารย์ แม้ผมจะต้องทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย แต่เพื่อความประหยัด ตลอดสามปีที่เรียนอาชีวะ ผมจึงต้องพยายามเรียนให้ได้คะแนนดีที่สุดเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษาทุกปี

แม้บ้านเราจะยากจน แต่การใช้แรงงานของตนแลกกับเงินทองมาเลี้ยงดูครอบครัว ก็ทำให้ผมให้เกิดความรู้สึกดีใจมิใช่น้อยเลย เพราะผมจะได้ไม่ต้องเป็นขอทานอีกต่อไป จะได้ไม่ต้องทนให้ใครเขามาดูถูกเหยียดหยามอีกแล้ว พอขึ้นปีสาม ผมก็ได้เข้ามาทำงานที่บริษัทจงเหม่ยป้องกันอัคคีภัย

แม้จะได้ชื่อว่าเป็น “บริษัท” แต่ในความเป็นจริง นอกจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็มีแค่ผม ลูกจ้างชั่วคราวที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเท่านั้นเอง พวกเราต่างทำงานด้วยความมุมานะกันทุกคน เพราะกำลังคนของเราน้อย ดังนั้นผมจึงต้องเรียนรู้ทุกเรื่อง และในขณะที่ผมกำลังเติบโตขึ้นนี้ ผมก็มองดูจงเหม่ยที่กำลังขยายตัวขึ้นเช่นกัน เริ่มตั้งแต่คนแค่สองคน พอปีที่สิบนั้นเรามีพนักงานทั้งหมดยี่สิบกว่าคนได้ และในที่สุดเราก็สามารถซื้อที่ทาการบริษัท “จงเหม่ย” ที่เป็นของเราอย่างแท้จริงได้เป็นที่แรก

เคยมีคนถามว่าปรัชญาในการทำงานของผมคืออะไร ผมว่าผมไม่มีปรัชญาอะไรหรอก นอกจากคำว่า “มุ่งมั่น” สองพยางค์เท่านั้น การร่อนเร่พเนจรสอนให้ผมเข้าใจลึกซึ้งว่าบนโลก ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาง่ายๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตล้วนมาจากความมานะพยายามของตนเองทั้งสิ้น การฝ่าฟันอุปสรรคแต่ละครั้ง ก็เปรียบเสมือนการวางอิฐแต่ละก้อนลงบนรากฐานแห่งชีวิตของเรา

ดอกฟ้ากับยาจก

ปีนี้ผมอายุยี่สิบห้า ได้รู้จักกับลี่เสียโดยการแนะนำของเถ้าแก่เนี้ยร้านน้ำแข็งใสในหมู่บ้าน เถ้าแก่เนี้ยกระตือรือร้นกับการแนะนำครั้งนี้นัก เพราะเธอเห็นว่าผมเป็นคนขยันรักความก้าวหน้า จึงพยายามจะหาแฟนให้ผมให้ได้ เธอบอกว่าฝ่ายหญิงน่ะปีนี้อายุยี่สิบสอง ทั้งสวยทั้งขยัน ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คบกับใคร จึงรีบตอบรับด้วยความยินดี แต่นึกไม่ถึงว่านัดไปนัดมาเกือบครึ่งปีได้ กว่าลี่เสียจะยอมตกลงออกมาพบกับผม

พอเห็นหน้ากันครั้งแร ลี่เสียก็จำผมได้ทันที เพราะที่จริงผมกับเธอเคยเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนเดียวกัน เธอไม่เพียงแต่จำผมได้เท่านั้น แถมยังพูดออกมาอย่างกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่อีกว่า

“ไล่ตงจิ้น ทำไมคุณถึงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว หน้าตาท่าทางก็ยังเหมือน “ผู้คงแก่เรียน” อยู่อย่างเดิมเลยนะ ทุกคนเขาแอบเรียกคุณลับหลังว่า “ตาหัวเผือก”ยังไง จนสิบปีมาแล้ว คุณก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น” ลี่เสียบอก
“ยังเหมือนหัวเผือกอยู่หรือ” ผมยิ้มเขินๆ
“อืม” ลี่เสียพยักหน้ารับ “ว่าแต่ว่า ทำไมคุณถึงไม่มีแฟนล่ะ ฉันไม่น่าเชื่อหรอก นักเรียนหญิงห้องฉันเองก็ตั้งหลายคนที่พากันคลั่งไคล้คุณ พากันออกมายืนที่ระเบียงแอบดูคุณซ้อมวิ่งไงล่ะ”

จากนั้นมา หัวใจผมก็ไม่เคยได้สงบอีก รอยยิ้มหวานๆ ของลี่เสียค่อยๆ เข้ามาครอบครองพื้นที่ทั้งหมดในหัวใจผม จากนั้นเป็นต้นมาเราก็มีโอกาสได้นัดเจอกันอีกหลายหน ผมยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งรักเธอมากขึ้นทุกที ยิ่งรักเธอผมก็ยิ่งหวั่นไหว ไม่รู้ว่าถ้าลี่เสียได้รู้ความจริงว่าครอบครัวผมเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเธอจะจากผมไปหรือเปล่า แต่ในทางกลับกัน ผมก็กลัวเหมือนกันว่าผมจะทำให้เธอเสียเวลากับผมไปเปล่าๆ จึงตัดสินใจว่าจะเล่าความจริงให้เธอรู้

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชิญเธอไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารฝรั่ง ระหว่างนั่งที่โต๊ะอาหาร ผมก็เล่าประวัติของตัวเอง ตลอดจนการเร่ร่อนขอทานในวัยเด็กให้เธอฟังอย่างละเอียด ทั้งตอนที่ถูกคนหัวเราะดูถูกเหยียดหยาม ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองหน้าเธอ ต่อมาตอนหลังลี่เสียมักจะชอบพูดว่า เธอถูกน้ำตาผมหลอกเข้าให้แล้ว แต่ผมกลับจำวันนั้นได้ไม่ลืม ลี่เสียเดินข้ามโต๊ะมาหาผม สองมือเธอกุมมือผมไว้เป็นมือคู่ที่แสนอบอุ่นและมั่นคง

ผมพอจะจำที่ตั้งบ้านของลี่เสียได้เลาๆ ไม่รู้ว่าการมาหาเธอถึงบ้านอย่างนี้มันจะดูพรวดพราดเกินไปหรือเปล่า แต่ที่จริงผมก็คบกับลี่เสียมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว รวบรวมกำลังใจขึ้นมากดออดเลยละกัน! ขณะที่ผมกำลังกระสับกระส่าย คิดว่าจะกดออดอีกครั้งดีหรือเปล่า แล้วจู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดออกมา คนที่เปิดออกมาคือพ่อาของลี่เสียจริงๆ ด้วย

“คุณลุงครับ…” คุณลุงหลินมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไม่ต้องพูดมาก ตระกูลหลินของเราไม่มีวันจะไปเกี่ยวดองเป็นพี่น้องกับพวกขอทานหรอก ไสหัวไปซะ”
หลังจากที่ผมเล่าเรื่องสภาพครอบครัวของผมให้เธอฟัง เธอก็ไม่เพียงไม่ถอยหลังเท่านั้น แต่กลับยังก้าวเข้ามาบอกผมอีกว่า “อาจิ้น ผู้ชายที่ฉันต้องการคือคนที่มีความรับผิดชอบและรักความก้าวหน้า ต่อให้ครอบครัวคุณยากจนเสียยิ่งกว่านี้ ขอเพียงแต่คุณมีใจจะต่อสู้ฝ่าฟัน ฉันก็พร้อมและยินดีจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับคุณด้วย”

คิดถึงคำพูดประโยคนี้ของเธอแล้ว ผมก็ยิ่งเสียวแปลบขึ้นมาที่ใจ กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวแล้ว รักกันแต่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ยังจะมีอะไรที่น่าทุกข์ระทมขมขื่นยิ่งกว่านี้อีกไหม

คืนวันที่สาม จู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางดึก ผมรีบสวมเสื้อคลุมออกไปรับโทรศัพท์ทันที
“ฮัลโหล” อาเสีย ใช่เสียงของอาเสียจริงๆ ด้วย
“คุณสบายดีเหรอ คุณสบายดีเหรอ คุณสบายดีใช่ไหม” ผมพูดประโยคเดิมๆ ซ้ำกันอยู่หลายหน
อาเสียเล่าให้ฟังว่า วันนั้นที่ผมไปหาที่บ้าน พ่อไม่ยอมให้ลงมา พ่อไม่อนุญาตให้เราพบกันอีกแล้ว เธอออกมาโทรศัพท์นี้ก็เพื่อจะบอกผมว่า “เราต้องสู้ต่อไปนะ”

ผมได้ยินเธอพูดอย่างนี้แล้วก็น้ำตาไหลอาบหน้า อาเสีย อาเสีย เธอช่างดีเหลือเกิน เธอช่างโง่จริงๆ จึงตอบไปว่า “อาเสีย คุณเชื่อใจผมนะ ขอให้มั่นใจในความรักของเรา ผมจะพยายามหาเงินให้ได้มากๆ ให้พ่อคุณเปลี่ยนใจให้ได้”
หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมกับลี่เสียก็แทบจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลย เสียงลี่เสียสะอึกสะอื้นมาตามสายโทรศัพท์ เธอบอว่าพ่อแม่เธอกำลังจัดพิธีการนัดให้เธอไปดูตัวฝ่ายชายในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ลี่เสียรีบปลอบผมว่า เธอไม่ต้องการเงินทองใดๆ เธอพร้อมจะละทิ้งความสุขสบายทางด้านวัตถุทั้งปวง ทั้งยินดีจะร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปกับผม ผมกุมมือเธอไว้แน่นด้วยความซาบซึ้งใจ บอกกับเธอว่า “ลี่เสีย ขอให้คุณเชื่อใจผม ผมจะต้องสร้างอนาคตที่ดีเพื่อคุณแน่นอน” เราต่างปลอบใจให้กำลังกันและกันไปตลอดทาง

ในขณะเดียวกัน ผมเองนั้นนอกจากจะทำงานในตอนกลางวันตามปกติแล้ว กลางคืนก็ยังทำงานพิเศษเพิ่มขึ้นด้วย วันหนึ่งผมทำงานสักยี่สิบชั่วโมงได้ เอางานขึ้นมาบังหน้า แล้วเก็บความชอกช้ำซ่อนไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมต้องขยันให้มากกว่าคนอื่น มุมานะยิ่งกว่าคนอื่น เพื่อให้พ่อแม่ของลี่เสียยอมรับในความมุ่งมั่นของผมให้ได้
บางครั้งคิดอยากจะเลิกกับลี่เสีย ปล่อยให้เธอได้ไปพบกับอนาคตที่ดีกว่า แต่แล้วก็ทำใจไม่ได้สักที คนเราเกิดมาก็ใช่ว่าจะหาคนที่รักเราเข้าใจเราได้ง่ายนัก ผมหวังเหลือเกินว่าจะได้อยู่เคียงข้างเธอ ได้รักเธอ ได้ดูแลเธอ ได้ทำอะไรเพื่อเธอตลอดไป
เราอดทนมาจนปีครึ่งได้ ในที่สุดพ่อม่าของลี่เสียก็ใจอ่อนยอมให้เราแต่งงานกัน

อาจเป็นเพราะคำพูดที่ออกมาจากใจของลี่เสียที่ทำให้แม่ใจละลาย หรืออาจเป็นเพราะว่าท่านลองกลับไปย้อนคิดถึงความเจ็บปวดที่ต้องแยกจากคนรักตอนสมัยสาวๆ บ้าง กว่าแม่จะพูดกับลี่เสียว่า “อาเสีย ความรักความรู้สึกของลูกเอง ลูกต้องคิดเองให้ดีๆ นะ ต่อไป…ต่อไปวันข้างหน้า ไม่ว่าจะกิดอะไรขึ้นลูกก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้นเองนะ”

ช่วงเวลานั้น พี่ชายลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของลี่เสียเคยได้ยินเรื่องของผมมาก่อน เขาเชื่อว่าคนที่เคยทุกข์ยากลำบากมาก่อนนั้นจะต้องเป็นคนที่ยิ่งรู้ค่าของความสุขเป็นแน่ จึงช่วยพูดกับพ่อของลี่เสียให้ บวกกับความใจแข็งของลี่เสียด้วย ทำให้พ่อของลี่เสียฝืนใจยอมรับผมในที่สุด

คืนก่อนวันแต่งงาน พ่อของลี่เสียยอมเปิดใจพูดกับลูกสาวว่า “มีผู้ชายดีๆ ให้เลือกเยอะแยะ แต่แกกลับจะเอาครอบครัวที่โชคร้ายที่สุดในโลกคนนี้ให้ได้ ในเมื่อแกตัดสินใจเลือกเอง แกก็ต้องเตรียมใจรับเรื่องที่แกจะต้องเจอเอาเองนะ”
พอบรรดาญาติๆ ของลี่เสียมาถึงบ้านผม ได้เห็นเกียรติบัตรต่างๆ ที่แขวนไว้จนเต็มผนังบ้าน ก็เลยพากันสนอกสนใจเข้าไปอ่านทีละใบๆ พวกเขาแทบไม่เชื่อว่าเกียรติบัตรทั้งหมดนี้เป็นของผมคนเดียว พวกเขาเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบาๆ อย่างประทับใจ แล้วพูดกับเจ้าสาวของผมว่า “หนูนี่ตาแหลมจริงๆ นะ เลือกเจ้าบ่าวได้ถูกคนแล้วละ ขอเพียงแต่ให้พวกเธอขยันขันแข็งมีน้ำอดน้ำทนพากเพียรอย่างนี้ต่อไป รับรองเลยว่าจะต้องเจริญก้าวหน้าแน่” ลี่เสียหันมาสบตาผมเอียงอาย น้ำตาแห่งความปิติยินดีรื้นเต็มดวงตาของเธอ

ผมคิดว่า อาเสีย ผมจะซาบซึ้งน้ำใจความหนักแน่นในรักของคุณอย่างนี้ตลอดไป คุณโปรดมั่นใจเถอะว่า ผมจะต้องทำให้คุณมีความสุขที่สุดให้ได้

คืนวันแต่งงาน ที่จริงควรจะเริ่มต้นด้วยความหวานชื่น แต่เจ้าสาวของผมกลับนั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่ที่ปลายเตียง
ผมตกใจแทบแย่ ถามเธอว่าเป็นอะไรไป
“ฉันชักเริ่มจะเสียใจแล้วสิ… ฉันรู้สึกว่าโลกทั้งใบนี้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ทำไมฉันถึงต้องแต่งงานเข้ามาในครอบครัวใหญ่ที่ซับซ้อนแสนจะน่าสังเวชอย่างนี้ด้วยนะ”

ผมไม่โทษเลยที่ลี่เสียจะรู้สึกเสียใจ ลำพังแค่เธอมีใจมั่นคงที่จะแต่งงานกับผม เท่านี้สามชาติผมก็ไม่มีวันตอบแทนน้ำใจเธอหมดแล้ว ครอบครัวของผมมันน่าสังเวชเสียขนาดนี้ ใครได้เห็นเข้าก็มีแต่จะถอยห่างด้วยความรังเกียจ แล้วถ้าหากว่าลี่เสียจะรู้สึกกลัวและกังวลขึ้นมาบ้าง มันก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร

ตอนนั้น แม้ผมจะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว แต่พอตกกลางคืนพ่อก็ยัง “อดไม่ได้” ที่จะออกไปขอทานอยู่เหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะท่านต้องการเงินหรอกครับ แต่เป็นเพราะท่านเป็นขอทานจน “ติด” แล้ว การออกขอทานจึงกลายเป็น “งานอดิเรก” อย่างหนึ่งไป พอกลับมาจากขอทานแล้ว พ่อเคยกินอาหารรอบดึกจนชิน ตอนนี้อายุปาเข้าไปเจ็ดสิบ ฟันก็แทบจะไม่มี ลี่เสียจึงต้องใช้แวลาต้มข้าวต้มให้เละเป็นพิเศษ แล้วก็ปล่อยให้เย็นรอเวลาพ่อกลับมากิน ปรนนิบัติพ่อสามีจนท่านกินข้าวรอบดึกเรียบร้อยแล้ว เธอจึงจะกล้าเข้านอนหลับได้อย่างสบายใจ เช้าวันต่อมา น้องชายสองคนก็ต้องห่อข้าวใส่ปิ่นโตไปกินที่โรงเรียน เธอก็ต้องรีบตื่นมาหุงข้าวแต่เช้าตรู่ ดูแลให้พวกน้องๆ อาบน้ำกินข้าว แล้วยังต้องสอนทำการบ้านอ่านหนังสือด้วย
พอถึงปีที่สองของการแต่งงาน พ่อก็เริ่มป่วยด้วยโรคมะเร็งในลำคอ แล้วก็ไม่รู้ว่าพ่อไปได้เคล็ดลับยาผีบอกที่ไหนมา ถึงได้ไปหาโอ่งน้ำใบใหญ่มาใบหนึ่ง แล้วเลี้ยงแมลงสาบไว้ในนั้นนับเป็นร้อยๆ ตัว พ่อจะจับแมลงสาบออกจากโอ่งน้ำแล้วกลืนลงไปทั้งเป็นๆ อย่างนั้นทุกวัน วันละสองสามตัว แต่พ่อก็ยังยืนยันว่าจะใช้ “พิษระงับพิษ” แบบ “หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง” อยู่อย่างนี้ก่อนพ่อจะเสีย ท่านก็กินแมลงสาบไปแล้วเกือบครึ่งปีเต็มๆ ได้

วันนั้น ผมรับโทรศัพท์อาเสียตอนอยู่ที่บริษัท เธอบอกว่า ดูท่าทางว่าพ่อจะไม่รอดแล้ว ให้ผมรับกลับบ้านด่วน ก่อนจะสิ้นใจ พ่อพยายามพูดออกมาด้วยลมหายใจเฮือกสุดท่ายว่า “ดูแลแม่กับน้องๆ ให้ดีนะ” สองคนนี้คงเป็นห่วงสุดท้ายที่พ่อยังตัดไม่ได้ก่อนตาย ผมกอดพ่อแน่นร้องไห้โฮ

คติพจน์หนึ่งที่ฝังใจพ่อมาตลอดทั้งชีวิตก็คือ “เวลามาก็มาตัวเปล่า เวลาไปก็ไปตัวเปล่า” สิ่งที่เราควรจะยึดมั่นถือมั่นไว้ให้ดีก็คือ ความรู้จักพอ ต้องรู้จักทะนุถนอมความสุขตรงหน้า รู้จักกตัญญูรู้คุณคน ส่วนเรื่องของทรัพย์สินเงินทองนั้นก็ปล่อยมันไป อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเหล่านี้

ความจริงตอนที่พ่อเสีย บ้านเราก็ยังยากจนขนาดที่ว่ามีเงินไม่พอซื้อโลงและจัดงานศพ ผมต้องรบกวนลี่เสีย ให้นำเครื่องประดับที่พ่อแม่ให้เธอตอนแต่งงานออกมาขาย รวมกับเงินช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้านจิ่วเต๋อ อำเภอที่พ่อเคยตรวจโรคให้ จึงสามารถจัดการงานศพของพ่อจนลุล่วงได้ด้วยดี

ปีนี้ผมอายุครบยี่สิบเจ็ดปีบริบูรณ์ เพียงระยะสองปีสั้นๆ ที่ผ่านมา ผมได้ดื่มด่ำกับความหวานชื่นในชีวิตแต่งงาน พร้อมๆ กับได้ลิ้มรสแห่งความทุกข์ระทมกับการจากไปของพ่อด้วย ได้มากับเสียไป ความสุขกับความทุกข์ มันใกล้กันนิดเดียวอย่างนี้นี่เอง

บ้านของเรา

ชีวิตหลังสมรสของเรา แม้จะอยู่กันอย่างจนๆ แต่ว่าในด้านแรงใจนั้นมันแสนจะเต็มเปี่ยม ตอนกลางวัน ผมกับลี่เสียต่างคนต่างไปทำงานบริษัทตัวเอง พอกลางคืนก็เอางานจากโรงงานมาทำเพิ่มที่บ้าน เราสองคนช่วยกันทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางครั้งก็ปวดหลังปวดเอวเหลือเกิน แต่พอนึกถึงว่าเราสองคนทำงานร่วมกันสร้างอนาคตเพื่อกันและกันแล้ว ความปวดเมื่อยตามร่างกายก็แทบจะแปรเป็นความอบอุ่นที่หวานจับใจ

และตอนนี้ เรากำลังจะมีลูกแล้ว! ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีอะไรปานนี้ ไม่รู้ว่าลูกของเราจะได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมปัญญาอ่อนและภาวะอารมณ์ผิดปกติจากแม่มาบ้างหรือเปล่า ความรู้สึกดีใจที่จะได้เป็นพ่อคน ระคนกับความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า โถมทับเข้ามาหาผม ผมแทบจะไม่เป็นอันหลับอันนอนเลย ผมฝันเห็นลูกของตัวเองมีหัวบวมโตใหญ่ผิดปกติ น้ำลายไหลย้อยออกมาจากมุมปากตลอดเวลา หันมาส่งยิ้มเซ่อๆ ซ่าๆ ให้ผม

แม้จะใกล้คลอดเต็มที แต่ลี่เสียก็ยังยืนกรานจะไปทำงานตามปกติ ช่วงนั้นที่โรงงานแบ่งพนักงานออกเป็นสามกะ ลี่เสียต้องเข้าเวรกะดึกหนึ่งครั้งในทุกสัปดาห์ จนเที่ยงคืนผมถึงจะรับกลับบ้านได้ ผมเห็นเงาของลี่เสียเดินท้องโย้ออกมาจากโรงงานแต่ไกลๆ ครั้งใด ก็รู้สึกปวดใจอย่างไรบอกไม่ถูก คิดแต่ว่าตัวเองเอาเปรียบเธอเกินไป

ในที่สุดก็มาถึงวันคลอดของลี่เสีย พอผมไปถึงโรงพยาบาลได้เห็นลูกสาวที่สมบูรณ์แข็งแรงของเราส่งยิ้มให้ อาจเป็นเพราะได้เห็นด้วยตาของตัวเองวา ผมต้องลำบากพากเพียรเพียงไรและมีความกระตือรือร้นต่อชีวิตและอนาคตอย่างไรบ้าง จึงทำให้พอหลังแต่งงานแล้ว พ่อตากับแม่ยายจึงเปลี่ยนไปเป็นดีต่อผมมาก ท่านทั้งสองรู้ดีว่าฐานะทางบ้านของเราไม่ดี ทุกครั้งที่ลี่เสียกลับไปเยี่ยมบ้าน ท่านจึงมักจะเอาข้าวสารและผักสดที่ปลูกเองให้ลี่เสียเอากลับบ้านมาด้วย และทุกครั้งที่พบกับผมก็มักจะต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ราวกับผมเป็นลูกชายอีกคนหนึ่งของท่านเลยทีเดียว

พอปีที่สอง เราก็มีลูกเพิ่มอีกหนึ่งคน ลี่เสียที่แต่ไหนแต่ไรมาเป็นคนหนักแน่นและมัธยัสถ์ จู่ๆ ก็เกิดตัดสินใจว่าจะซื้อบ้านขึ้นมา เธอบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเองเสียที เธอมั่นใจว่าเราจะต้องมีความสามารถพอที่จะซื้อบ้านสักหลังหนึ่งได้แน่

แต่พอเห็นสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของลี่เสียแล้ว ผมก็รู้สึกเหมือนมีพลังขึ้นมาทันใด พวกเรานั้นจะทำงานหนักหักโหมไม่ยอมท้อถอย ลี่เสียก็รับงานพิเศษมากขึ้น โดยหวังให้มีรายได้เพิ่มขึ้นแม้เพียงสักเล็กน้อยก็ยังดี ไหนจะค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมของน้องชายสองคน ค่านมของลูกสาวทั้งสอง ค่าใช้จ่ายของคนในบ้านอีกจิปาถะ เราต้องทำงานเพิ่มขึ้นถึงตีหนึ่งตีสองทุกวัน แม้จะค่อนข้างกดดัน แต่เมื่อไรก็ตามที่ได้ไปดูบ้านที่กำลังก่อสร้างกับลี่เสีย เห็นคนงานกำลังขุดพื้นตอกเสาเข็ม ลี่เสียก็ชี้ให้ผมดูบ้านในอนาคตของเรา แล้วพูดขึ้นอย่างร่าเริงว่า

“คุณคะ ดูสิคะ! นั่นไงบ้านของเรา”
จริงด้วย ผมชักจะมองเห็นขึ้นมารางๆ ไม่ใช่ศาลเจ้าทึมๆ ที่มีแต่เงาของผีในป่าช้าอีกต่อไป ไม่ใช่เล้าหมูที่ไม่มีน้ำไม่มีไฟอีกต่อไป ชั่วขณะนั้น ในมโนภาพของผมก็เกิดเป็นภาพเงาซ้อนขึ้นมา ภาพเก่าๆ ของคนในบ้านที่ต้องระหกระเหินนอนกลางดินกินกลางทรายกันไปตามทุ่งนาป่าร้าง พ่อที่ยืนถือไม้เท้า แม่ที่ถูกล่ามโซ่ผูกติดกับต้นไม้ เด็กๆ ฝูงหนึ่งที่ตัวดำเหม็นสกปรกและไม่ได้ใส่เสื้อผ้า วันเวลาสามสิบปีที่ผ่านมามันยาวนานอย่างนี้นี่เอง แล้วผมก็รู้สึกว่าน้ำตาคลอ “จริงด้วย นั่นไงบ้านของเรา”

การเดินทางของความฝัน

ชีวิตคู่ของพี่สาวนั้นก็เลวร้ายไปยิ่งกว่าเดิม พี่เขยติดการพนันงอมแงม ทั้งยังเจ้าอารมณ์ พี่สาวต้องคอยตามใช้หนี้ให้พี่เขยเสมอ แถมบางทีพี่เขยก็ยังลงไม้ลงมือกับพี่สาวอีก ชีวิตของเธอเหมือนตกอยู่ในความฝันเลวร้ายอย่างไม่มีวันตื่น ช่างเป็นชีวิตที่ขมขื่นยิ่งนัก ทั้งความสาวของเธอ วันคืนของเธอก็ล้วนแต่อุทิศเพื่อครอบครัวทั้งสิ้น พี่ไม่เคยเห็นแก่ความสุขส่วนตัว ทั้งยังไม่เคยต้องการสิ่งใดตอบแทน ผมพูดได้เต็มปากว่า ความสำเร็จใดๆ ที่อาจิ้นได้มาในวันนี้ ก็ล้วนมาจากพี่สาวคนนี้ทั้งสิ้น ผมไม่เพียงแต่ขอบคุณพี่เท่านั้น ทั้งยังอยากจะขอประกาศคุณความดีทั้งหมดให้แก่เธอด้วย ตอนนี้พี่สาวอยู่บ้านใกล้ๆ บ้านของผม จะได้ดูแลซึ่งกันและกันได้ ตอนนี้แม่ก็อาศัยอยู่บ้านเดียวกับเราด้วย

ขอให้ความทุกข์ระทมขมขื่นจงผ่านเลยไป ลี่เสีย พี่สาว และแม่ พวกเราทุกคนต่างร่วมทางเดินโอบกอดความฝันกันมาไกลแสนไกลนานแสนนาน ถึงตอนนี้พวกเราทุกคนก็ล้วนแต่มีความสุขกันถ้วนหน้า ผมขอบคุณพวกเราทุกคน ลูกพ่อ ขอบคุณสวรรค์เสียเถิด บ้านของเราจะเป็นปราการที่แข็งแกร่งในอนาคตให้แก่เจ้า ให้ลูกๆ ทุกคนยืดอกไปเผชิญหน้ากับสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ พ่อขออวยพรให้แก่พวกเจ้า!

ผมได้รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อก่อนตายตลอดมา ที่รับปากว่าจะดูแลแม่และน้องชายคนโตให้ดีๆ ตอนที่ผมอายุครบสามสิบปีนั้น มีเรื่องราวใหญ่ๆ เกิดขึ้นกับผมอยู่หลายเหตุการณ์ พวกเราย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่กัน คราวนี้เป็นบ้านใหม่ที่ถือได้ว่าเป็นรังที่เป็นของเราอย่างแท้จริง ผมได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าโรงงานของบริษัทป้องกันอัคคีภัยจงเหม่ย มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบบริษัทที่สาขาไถจงทั้งหมด ถึงตอนนี้ผมจึงได้รู้สึกว่า ในที่สุดวันของเราก็มาถึงเสียที

ผมเชื่อเสมอว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาเปล่าๆ แม้ว่าคุณจะทุ่มเทลงไปสักแค่ไหนก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องได้รับผลตอบแทนเท่ากับที่คุณทุ่มลงไป แต่ถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีความมานะพากเพียรอย่างแท้จริง สิ่งที่คุณได้มาก็จะหมดไปง่ายๆ เพราะสิ่งใดที่ได้มาโดยง่าย คนก็มักจะไม่ตระหนักถึงคุณค่าของมัน ในสังคมของเราทุกวันนี้อยู่ดีกินดีกว่าเดิมมาก ผมเองก็นับว่าได้เดินพ้นออกมาจากถนนแห่งความแร้นแค้นแล้ว

ขอบคุณอาเสีย ยอดภรรยาของผม ขอบคุณที่เธอยินดีเสียสละตนทุกอย่างเพื่อครอบครัวที่น่าเวทนาที่สุดในโลกครอบครัวนี้ เธอยืนอยู่เคียงข้างผมตลอดมา ฝ่าฟันความทุกข์ยากที่ผ่านมาโดยไม่เคยปริปากบ่นสักคำ และต้องขอกราบขอบพระคุณพ่อและคุณแม่ของผม ที่ท่านได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูผมมา ถึงแม้ว่าท่านทั้งสองจะเป็นคนพิการด้วยกันทั้งคู่ แต่ผมก็จะเคารพเทิดทูน และรำลึกถึงท่านทั้งสองตลอดไป รวมทั้งพี่สาวผู้เป็นที่รักยิ่งของผม ถ้าไม่ใช่เธอที่ยอมอุทิศกายขายตัวเพื่อความกตัญญู ถ้าไม่ใช่เธอที่เป็นตะเกียงส่องทางให้แสงสว่างแก่ชีวิตผม และเป็นหลักที่พึ่งพิงทางใจให้แก่ผมแล้ว อาจิ้นคงไม่มีวันมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้แน่!!


You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *