“ใจแห่งการขอบคุณ” สร้างคุณให้เป็นคนพิเศษ

“ใจแห่งการขอบคุณ” สร้างคุณให้เป็นคนพิเศษ
 
วันที่ : 20 เมษายน 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : งานอัพเกรด
 
               แม่บ้านมาทำความสะอาดโต๊ะทำงานให้
               โซเฟอร์แท็กซี่ขับรถมาส่งถึงที่หมาย
                คุณแม่ที่บ้านทำอาหารให้ท่านรับประทานทุกเย็น
               เจ้านายให้ของขวัญเราเป็นประจำทุกปี
               เพื่อนที่ทำงานกลับบ้านต่างจังหวัดและซื้อขนมมาฝาก

               ลองมองย้อนกลับไป หากคนเหล่านี้ที่ได้ทำสิ่งดีให้แก่เรา ….เราได้กล่าวคำขอบคุณทุกครั้งหรือไม่??
 
               เราทุกคนควรมีใจแห่งการขอบคุณ หรือ การรู้จักขอบคุณ (Gratitude) อันเป็นความรู้สึกสำนึกในบุญคุณต่อเหตุการณ์หรือบุคคลที่มาทำดีกับเรา โดยอดไม่ได้ที่จะแสดงออกในการขอบคุณออกไปทั้งคำพูดและการกระทำ
 
               แม้เราจะมองว่า การขอบคุณผู้อื่นนั้น เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถแสดงออกได้ แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนไม่น้อยกลับขาดความตระหนักและละเลยถึงสิ่งดีที่ผู้อื่นทำให้กับตนไปอย่างน่าเสียดาย โดยมักคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้วที่ต้องมาช่วยเหลือเรา หรืออาจมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัยว่าเป็นการทำเพื่อหวังผลอะไรบางอย่างจากเราหรือไม่  
 
               ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เราพบว่าใจแห่งการขอบคุณนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงมารยาทอันดีงามที่ควรปฏิบัติต่อกันในสังคมเท่านั้น แต่การมีใจขอบคุณยังเป็นสิ่งที่มีอานุภาพมหาศาลในการเหนี่ยวนำสิ่งดีมากมายให้เกิดขึ้นในชีวิต เพราะจะนำไปสู่การสร้างความประทับใจและการสร้างมิตรภาพอันดีกับคนรอบข้าง รวมทั้งยังช่วยให้เราสร้างเลนส์ในการมองโลกในมุมมองที่สวยงามตลอดเวลา
 
               อย่างไรก็ตาม การสร้างใจแห่งการขอบคุณไม่ใช่เป็นเพียงการฝึกพูดคำว่า “ขอบคุณครับ” หรือ “ขอบคุณค่ะ” ตามมารยาทเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองความคิดจากภายในก่อนแล้วจึงส่งผลเป็นพฤติกรรมหรือคำพูดที่ออกมา ด้วยวิธีการนี้จึงสามารถสร้างใจแห่งการขอบคุณที่แท้จริงได้รวมทั้งคนที่รับการขอบคุณจากเราจะสามารถสัมผัสในความจริงใจของเราด้วยเช่นกัน   โดยเริ่มจาก
 
               ฝึกความไวในการกล่าวคำขอบคุณ   หลายครั้งที่เราไม่ได้ตระหนักในการกล่าวคำขอบคุณเมื่อมีผู้มาทำดีกับเรา อาจเป็นเพราะความหลงลืม การไม่ตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุสำคัญคือการมองว่าการทำดีนั้นเป็นหน้าที่ที่เราสมควรได้รับอยู่แล้ว เช่น มองว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่  มองว่าเป็นหน้าที่ที่ลูกน้องจะต้องชงกาแฟมาให้  มองว่าเป็นหน้าที่ที่รถแท็กซี่จะต้องมาส่งเราที่เป็นผู้โดยสาร มองว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เมื่อถึงวันปีใหม่เจ้านายจะต้องมอบของขวัญหรือโบนัสให้เรา ฯลฯ ความคิดเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างใจขอบคุณให้เกิดขึ้นในชีวิตทำให้เราพลาดสิ่งดีมากมายและมองข้ามมิตรภาพความรักที่คนมากมายหยิบยื่นให้โดยคิดว่าเป็นเพียงหน้าที่ที่เขาต้องมาปฏิบัติต่อเรา
 
                ดังนั้น การฝึกฝนใจแห่งการขอบคุณจึงต้องเริ่มจากการไวในการกล่าวคำขอบคุณอยู่เสมอในทุกเรื่องแม้เป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย และหาโอกาสในการกล่าวคำขอบคุณให้มากที่สุดไม้คนที่ทำดีกับเรานั้นอาจเป็นเพียงมารยาทหรือเป็นเพียงหน้าที่ก็ตาม เช่น ขอบคุณทุกครั้งเมื่อเพื่อนรับโทรศัพท์ให้เรา ขอบคุณแม่บ้านที่มาทำความสะอาดโต๊ะทำงานของเรา ขอบคุณลูกค้าแม้เขาไม่ได้ซื้อของของเราก็ตาม  เป็นต้น โดยการแสดงออกของการขอบคุณนั้นสามารถเป็นได้ทั้งคำพูดและการให้สิ่งดีกลับคืนสู่ผู้ที่ทำดีกับเรา อาทิ การ์ดขอบคุณ ขอบขวัญ พาไปเลี้ยงข้าว    
 
               เรียนรู้ที่จะขอบคุณในสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ต้องเผชิญสถานการณ์ความทุกข์ยากต่าง ๆ   อาทิ ในยามที่ตกงาน ในยามที่ต้องสูญเสียญาติพี่น้อง หรือบุคคลอันเป็นที่รัก ในยามที่โดนเพื่อนรักหักหลัง ในยามที่คนรักตีจาก ในสถานการณ์เหล่านี้เราสามารถเรียนรู้ที่จะค้นหาสิ่งดีที่ซ่อนอยู่และขอบคุณต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ เช่น ขอบคุณคนรักที่ตีจากเพื่อว่าเราจะได้พบกับคนที่ดีกว่า ขอบคุณในยามที่ตกงานเพื่อเราจะได้งานที่ดีกว่า เป็นต้น
 
               ฝึกจดบันทึกสิ่งที่เราต้องขอบคุณ   เราควรเปลี่ยนวิธีการจดบันทึกประจำวัน ด้วยการจดบันทึกถึงสิ่งดีที่เราได้รับในแต่ละวันด้วยการขึ้นต้นการเขียนบันทึกทุกครั้งว่า ขอบคุณ สำหรับ…..”  แทนการจดบันทึกถึงความเลวร้ายที่เราได้รับในแต่ละวัน จดบันทึกสิ่งดีของผู้อื่นแทนการจดบันทึกถึงความร้ายกาจที่ผู้อื่นทำให้กับเรา ด้วยวิธีนี้จะเป็นการเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราที่มีต่อเหตุการณ์หรือบุคคลจากลบเป็นบวก เราจะไม่รู้สึกเกลียดชังหรือขมขื่นใจกับคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน เพราะเรามองไปที่สิ่งดีของเขานั่นเอง ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างใจแห่งการขอบคุณแล้วยังเป็นการสร้างใจแห่งการให้อภัยอีกด้วย 
       
            บอกเล่าถึงสิ่งดีที่เราได้รับให้คนรอบข้าง โดยการแบ่งปันถึงประสบการณ์ สิ่งดีที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราในแต่ละวันและคนมากมายที่ทำดีกับเรา จนเราอดที่จะขอบคุณไม่ได้ อันเป็นการช่วยตอกย้ำใจแห่งการขอบคุณของเราและยังเป็นการให้กำลังใจทางอ้อมกับคนที่เราพูดคุยด้วยให้เขารู้ว่ายังมีสิ่งดีมากมายในชีวิตที่เขาสามารถขอบคุณได้ ทั้งนี้การบอกเล่าของเราควรเป็นในมุมสร้างสรรค์ไม่ควรเป็นในเชิงโอ้อวดซึ่งอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่พึงพอใจเราได้
 
               ใจแห่งการขอบคุณเป็นสิ่งที่ควรสร้างให้เกิดขึ้นกับคนในสังคม ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน เนื่องจากเป็นการแสดงออกว่าเราเห็นคุณค่าในสิ่งดีที่ผู้อื่นกระทำต่อเรา อันเป็นการสร้างกำลังใจให้เขาปรารถนาที่จะทำสิ่งดีนั้นต่อไป  ไม่เพียงเท่านี้ใจแห่งการขอบคุณยังเป็นการสร้างมุมมองใหม่ที่เรามีต่อสังคมคนและคนรอบข้างว่าเราเป็น “คนพิเศษ” ที่มีสิ่งดีมากมายเกิดขึ้นกับเรา มีคนมากมายหยิบยื่นสิ่งดีให้แก่เรา อันเป็นการสร้างทัศนคติเชิงบวกให้เกิดขึ้นในชีวิตซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จทั้งปวง  
 
 

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *