“ออกกำลังกาย” ฟื้นฟูผู้ถูกตัดขาจาก “เบาหวาน”

“ออกกำลังกาย” ฟื้นฟูผู้ถูกตัดขาจาก “เบาหวาน”
• คุณภาพชีวิต
ปรับพฤติกรรม เพื่อร่างกายแข็งแรง

“ขา…ขา…หายไปไหน” ความทุกข์ทรมานใจที่รู้ว่า ตนต้องต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญของร่างกายเมื่อลืมตาขึ้นหลังผ่าตัดขา ทำให้คนไข้เบาหวานหลายคนอดท้อใจกับชีวิตไม่ได้

จากการสำรวจผู้สูงวัยเกิน 65 ปีขึ้นไปที่ถูกตัดขา พบว่า ร้อยละ 75 มีสาเหตุหรือเกี่ยวข้องกับเบาหวานเป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคที่ทำให้เกิดความบกพร่องของระบบประสาทส่วนปลาย ระบบประสาทอัตโนมัติและระบบหลอดเลือด จึงทำให้เกิดอาการชาบริเวณปลายเท้า

เวลาเป็นแผลบ่อยครั้งที่ไม่รู้ตัว กว่าจะรู้แผลก็มีขนาดใหญ่ เกิดแผลติดเชื้อได้ง่าย กลายเป็นแผลเรื้อรัง และรักษาให้หายยาก รวมทั้งอาจเกิดเนื้อตายจากหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน จนอาจนำไปสู่การรักษาด้วยการตัดนิ้วเท้า เท้าหรือขาในที่สุด

เริ่มต้นกันใหม่ด้วยการออกกำลังกาย

แม้การถูกตัดขาจะทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแลตนเอง มีแต่ความท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่ปรับพฤติกรรมการดูแลตนเองเสียใหม่ อาจจะทำให้ต้องสูญเสียแขนขาข้างที่เหลือหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ สำหรับในการดูแลตนเอง นอกจากการควบคุมอาหาร การรับประทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดของการรักษาและฟื้นฟูสภาพ

โดยมีเป้าหมายคือ เพื่อเสริมสร้างหรือคงสภาพความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างเช่น ควบคุมระดับไขมันในเลือด ระดับความดันโลหิต และน้ำหนักตัว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามศักยภาพ

การให้ผู้สูงอายุที่ถูกตัดขาโดยเฉพาะที่มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหรือเบาหวาน หรือผู้สูงอายุที่ถูกตัดขาจากสาเหตุอื่น แต่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เป็นต้น มารับการทดสอบก่อนออกกำลังกาย สามารถช่วยให้การออกกำลังกายมีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจและมีการปรับเพิ่มการออกกำลังกายให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

การทดสอบก่อนออกกำลังกาย

การทดสอบก่อนออกกำลังกายจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจว่าควรออกกำลังกายอย่างไรจึงจะเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย การทดสอบทำโดยให้ผู้ป่วยมาออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกาย ได้แก่ ลู่เดิน จักรยานปั่นมือ จักรยานปั่นเท้า พร้อมกับมีการตรวจติดตามการทำงานของหัวใจ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในระหว่างการทดสอบ เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะก่อน ระหว่างและหลังการออกกำลังกาย

ข้อควรรู้ในการออกกำลังกาย

1. ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย โดยค่อยๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อ เพื่อลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ รวมทั้งเพื่อเป็นการตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นก่อนเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายด้วย โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที

2. ควรผ่อนเครื่องหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง โดยค่อยๆ ลดความหนักและความเร็วในการออกกำลังกายลง เพื่อช่วยทำให้ความดันและชีพจรค่อยๆ กลับสู่เกณฑ์ปกติ รวมทั้งช่วยเพิ่มการไหลเวียนกลับของเลือดดำเพื่อป้องกันภาวะความดันเลือดต่ำ หรืออาการหน้ามืดหลังการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10 นาที

3. ควรออกกำลังกายหลังอาหารมื้อใหญ่หนักประมาณ 1 – 2 ชม. เนื่องจากการออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหาร เพราะระดับอินซูลินที่สูงขึ้นหลังรับประทานอาหาร ช่วยทำให้ตับผลิตและปลดปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง

4. พกพาลูกอม น้ำผลไม้ น้ำ ไปด้วยเมื่อออกกำลังกายเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะร่างกายขาดน้ำ

5. ในกรณีที่ฉีดอินซูลิน ไม่ควรฉีดบริเวณกล้ามเนื้อที่มีการออกกำลังกาย เช่น ในการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนแขนหรือขา ให้เปลี่ยนไปฉีดบริเวณหน้าท้องแทน

หลักในการออกกำลังกาย

1. ประเภทของการออกกำลังกาย

แนะนำให้ออกกำลังกายประเภทแอโรบิก เช่น เดินหรือปั่นจักรยานขาในผู้ป่วยที่ใส่ขาเทียมและสามารถทรงตัวได้ดี ปั่นจักรยานแขนหรือแกว่งแขนในผู้ป่วยที่ไม่ใส่ขาเทียมหรือใส่ขาเทียมแต่ยังทรงตัวไม่ได้เป็นต้น อย่างไรก็ตามจะเลือกออกกำลังกายชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ความชำนาญ ความถนัด และความชอบของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทำได้อย่างสม่ำเสมอและมีความสุข

2. ความหนักของการออกกำลังกาย

ค่อยๆ เพิ่มระดับในการออกกำลังกายจากเบาๆ และหนักเพิ่มขึ้น โดยให้ความเหนื่อยอยู่ที่ความหนักระดับปานกลาง ทั้งนี้ อาจใช้อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรเป็นตัวกำหนด โดยอาจกำหนดความเหนื่อยที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรขณะพักบวก 10 แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น หรือถ้าไม่สามารถใช้อัตราการเต้นของหัวใจ หรือชีพจรได้ ซึ่งอาจเนื่องจากกินยาลดความดันโลหิตบางกลุ่มที่ยับยั้งการเพิ่มของอัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจร แนะนำให้ใช้ระดับความรู้สึกเหนื่อยเป็นตัวกำหนดแทน

3. ระยะเวลาในการออกกำลังกาย

ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายจนสามารถออกกำลังกายได้ต่อเนื่องประมาณ 20 – 30 นาที แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ให้ใช้วิธีออกกำลังกายสะสม โดยออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานเท่าที่ทำได้ หลายๆ ครั้ง และสะสมต่อวันได้

4. ความถี่ในการออกกำลังกาย

ประมาณสัปดาห์ละ 3 – 5 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ความหนักและระยะเวลาในการออกกำลังกาย

นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ผู้ถูกตัดขาจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายหรือจากโรคเบาหวาน ควรได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจ ควบคุมโรคเบาหวาน ควบคุมระดับไขมันในเลือด ห้ามสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

รวมทั้งป้องกันแผลที่ตอขาข้างที่ถูกตัดและป้องกันแผลที่เท้าที่อาจเกิดขึ้นกับขาอีกข้าง โดยเลือกใส่ขาเทียมที่กระชับพอดีกับตอขา ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป และใส่รองเท้าที่มีขนาดและรูปทรงเหมาะสมกับเท้าข้างปกติ และทำด้วยวัสดุที่นุ่ม ใส่สบาย ระบายเหงื่อและความร้อน และที่สำคัญควรตรวจดูความผิดปกติ เช่น รอยแดง แผล ที่อาจเกิดขึ้นหลังการสวมใส่ทุกครั้ง

ท้ายนี้อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายว่ามีประโยชน์ต่างๆ มากมาย และไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด นอกจากจะทำให้ผู้ออกกำลังกายแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังทำให้คลายเครียด ลืมความโศกเศร้า และนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วย

ยิ่งถ้าชวนเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน ยิ่งทำให้การออกกำลังกายสนุก มีความสุข แล้วที่สำคัญเพื่อนยังได้ดูแลกันเผื่อมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น อย่างเช่น อาการน้ำตาลในเลือดต่ำในขณะออกกำลังกายด้วย เห็นข้อดีอย่างนี้แล้ว มาชวนกันออกกำลังกายดีกว่านะคะ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *