“ฟันผุ” โรคที่ไม่ควรมองข้าม

“ฟันผุ” โรคที่ไม่ควรมองข้าม
• คุณภาพชีวิต
แนะพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน

โรคฟันผุ (dental caries)

โรคติดเชื้อเรื้อรังจากแบคทีเรีย เป็นผลจากการสลายแร่ธาตุ (Demineralization) ของเคลือบฟันและเนื้อฟันโดยกรดที่เกิดจากการที่แบคทีเรียย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะกรดแลคติก ทำให้เคลือบฟันถูกทำลาย ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุม การติดเชื้อจะลุกลามสู่เนื้อฟัน และเข้าสู่โพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการอักเสบและตายได้ และอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ รากฟัน (periradicular tissue) หรือลุกลามต่อไปยังช่องพังผืดต่างๆ รวมทั้งกระดูกขากรรไกรได้

โดยปกติ ภายในช่องปากจะมีกระบวนการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ calcium และ phosphorus ระหว่างชั้นผิวเคลือบฟัน และแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำลายตลอดเวลา โดยจะมีทั้งการสูญเสียแร่ธาตุจากตัวฟัน (demineralization) และการคืนกลับแร่ธาตุสู่ตัวฟัน (remineralization) อย่างสมดุลในสภาวะที่ สภาพในช่องปากค่อนข้างเป็นกลางทำให้ไม่มีการสูญเสียแร่ธาตุออกจากผิวฟัน แต่ในภาวะที่จุลินทรีย์มีการย่อยสลายอาหารแป้งและน้ำตาล จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของน้ำลายเป็นกรด ทำให้สูญเสียแร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสออกจากตัวฟันมากกว่าการได้รับกลับคืน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นบ่อยจะทำให้เกิดฟันผุ

โรคฟันผุจัดเป็นโรคติดต่อ เพราะเกิดจากเชื้อโรค และติดต่อกันได้ทางน้ำลาย โดยกระบวนการเกิดโรคฟันผุมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน

ปัจจัยสำคัญ 4 อย่างที่ทำให้เกิดฟันผุ

• พื้นผิวของตัวฟัน โดยถ้าฟันมีความขรุขระมาก ก็จะก่อให้เกิดฟันผุได้มาก
• ตัวเชื้อโรค ตัวที่จะทำให้เกิดฟันผุได้มากคือ Streptococcus mutans
• อาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะน้ำตาลและอาหารที่ค่อนข้างเหนียว จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดฟันผุได้มาก
• เวลาที่แบคทีเรียสามารถเกาะอยู่บนผิวฟันของเรา โดยปกติแล้วเราจะมีน้ำลายคอยชะล้างสิ่งสกปรกออกไปบ้าง เป็นการช่วยป้องกันฟันผุทางหนึ่ง แต่ในเวลากลางคืน น้ำลายจะหลั่งออกมาน้อย ตัวที่จะมาคอยชะล้างแบคทีเรียก็น้อย ดังนั้น การรับประทานอาหารก่อนนอนโดยไม่แปรงฟัน จะมีโอกาสเกิดฟันผุได้มากกว่าการรับประทานในช่วงเวลากลางวัน โดยไม่ได้แปรงฟันเช่นเดียวกัน

ฟันผุก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะที่ผุดังนี้

pit and fissure caries คือ การผุตามหลุมร่องฟัน

smooth surface caries คือ การผุในบริเวณผิวฟันที่ค่อนข้างเรียบ

cemental caries คือ การผุบริเวณผิวเคลือบฟัน

recurrence caries คือ การผุบริเวณใต้วัสดุอุด

การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันฟันผุ

ปกติในการตรวจฟันประจำทุก 6 เดือน ทันตแพทย์จะตรวจหารอยโรคฟันผุที่เกิดขึ้น โดยการมองด้วยกระจกส่องปาก และากรใช้ที่เขี่ยหารอยผุ ในบางกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายเอกซเรย์ในช่องปาก เพื่อตรวจหารอยผุบริเวณซอกฟัน หรือใต้ขอบวัสดุอุดฟันเดิม ที่ตรวจพบด้วยวิธีปกติได้ยาก สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถตรวจหาฟันผุด้วยตนเองได้คร่าวๆ โดยการมองด้วยตาเปล่า หรือใช้กระจกส่องปากแบบพลาสติกที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป เพื่อตรวจหาบริวเณที่ผิวฟันที่มีการเปลี่ยนสีเป็นสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม ร่วมกับเศษอาหารติดบริเวณดังกล่าวเป็นประจำ

ในการรักษาโรคฟันผุ ส่วนใหญ่จะเป็นการอุดฟันด้วยวัสดุอุดฟันชนิดต่างๆ เช่น วัสดุอุดโลหะผสมเงิน อมัลกัม หรือวัสดุอุดสีคล้ายฟัน เรซินคอมโพสิต ตามขนาดและความลึกของโพรงฟัน แต่ถ้าเป็นฟันผุขนาดใหญ่ที่ผุลึกถึงโพรงประสาทฟันด้านใน ทำให้อาจจะมีอาการปวดฟันหรือเสียวฟันที่ผิดปกติ เนื่องจากมีการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษารากฟันร่วมด้วย ก่อนที่จะอุดฟัน หรือทำครอบฟันต่อไป

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคฟันผุนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในบุคคลทั่วไป และโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุสูง เช่น ผู้ที่ตรวจพบฟันผุที่เกิดขึ้นใหม่ทุกครั้งเมื่อเวลาตรวจฟันทุก 6 เดือน หรือผู้ที่มีภาวะปากแห้งจากน้ำลายน้อยกว่าปกติ

การป้องกันฟันผุที่เราคุ้นเคย คือ

การแปรงฟัน และการใช้ไหมขัดฟัน เพื่อขจัดคราบเศษอาหารออกจากผิวฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นการใช้สารฟลูออไรด์ ที่ผสมในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำเพื่อเสริมสร้างผิวฟันให้แข็งแรง การควบคุมอาหารโดยการรับประทานอาหารหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลให้น้อยลง เพื่อลดการเกิดคราบจุลินทรีย์ และการไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจช่องปากและขูดหินน้ำลาย (ขูดหินปูน) ทำความสะอาดฟัน ก็เป็นวิธีอื่นๆ ที่ควรปฏิบัติร่วมกัน เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคฟันผุให้น้อยที่สุด

สรุปคือ โรคฟันผุที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในคราบจุลินทรีย์ สภาวะบางอย่างจะส่งเสริมให้เกิดโรคฟันผุได้ง่ายขึ้น เช่น การดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี สภาวะปากแห้งจากน้ำลายน้อย หรือการรับประทานอาหารหวานที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบบ่อยๆ การเกิดโพรงฟันผุขึ้นแล้วต้องได้รับการรักษาโดยการอุดฟัน เพื่อหยุดยั้งการดำเนินของโรคและบูรณะให้ฟันกลับมาใช้งานได้ รวมทั้งมีความสวยงามดังเดิม

อาการ และ การรักษา

ระยะที่ 1

กรดเริ่มทำลายชั้นเคลือบฟัน อาจเห็นเป็นรอยสีขาวขุ่นบริเวณที่เป็นผิวเรียบของฟัน หรือตามกลุ่มร่องฟัน มีสีเทาดำ ยังไม่มีอาการ การแปรงฟันให้สะอาด และใช้ฟลูออไรด์ทาเฉพาะที่ อาจจะช่วยยับยั้งการลุกลามได้

ระยะที่ 2

การกัดกร่อน ลึกลงไปถึงชั้นเนื้อฟัน มีสีเทาดำเห็นรูผุชัดเจนขึ้น มีเศษอาหารติด การผุชั้นนี้ จะลุกลามเร็วกว่าระยะแรก เนื่องจาก เนื้อฟันแข็งแรง น้อยกว่าชั้นเคลือบฟัน จะเริ่มมีอาการเสียวฟัน เมื่อถูกของร้อน เย็น หรือหวานจัด ระยะนี้ จำเป็นต้องพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา โดยการอุดฟัน ซึ่งปัจจุบัน สามารถเลือกใช้วัสดุอุด สีโลหะหรือสีเหมือนฟันได้ ตามความเหมาะสม

ระยะที่ 3

เป็นขั้นรุนแรงขึ้น มีการทำลายลึก ถึงโพรงประสาทฟันเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ภายในโพรงประสาทฟัน มีอาการปวดรุนแรงมาก อาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเป็นพักๆ เคี้ยวอาหารลำบาก มีการตกค้างของเศษอาหารในโพรงฟัน สกปรก มีกลิ่นเหม็น เมื่อถึงระยะนี้ผู้ป่วยมักจะนึกถึง ทันตแพทย์ จะอยากถอนฟัน เพราะรับประทานยาแล้วอาการยังไม่ทุเลาลงทันที ซึ่งความจริงแล้ว การมาพบทันตแพทย์ในระยะนี้ค่อนข้างสายไป เพราะเมื่อฟันผุ ทะลุถึงโพรงประสาทฟันแล้ว การอุดฟันตามปกติทำไม่ได้ จะปวด การรักษาจะยุ่งยากขึ้น การอุดฟันตามปกติทำไม่ได้ซึ่งจะทำได้เพียงบางซี่ ที่มีสภาพเหมาะสมเท่านั้น และค่าใช้จ่ายรวมทั้งเวลาที่ใช้ก็มากกว่า

ระยะที่ 4

ถ้าผู้ป่วยอดทนต่อความเจ็บปวด ของการอักเสบจนผ่านเข้าสู่ระยะนี้ ที่เนื้อเยื่อโพรงประสาทฟันถูกทำลายจนหมด การเน่าลุกลามไปที่ปลายราก อาจจะเจ็บ ๆ หาย ๆ เป็นช่วง ๆ อาจเกิดฝีหนอง บริเวณปลายรากเกิดการบวมบริเวณใบหน้า หรือฝีทะลุมาที่เหงือก แก้ม ฟันโยก แตกหักเชื้อโรคลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด และระบบน้ำเหลืองของร่างกายได้ การรักษาถ้ารักษาไม่ได้ ก็จำเป็นต้องถอน และหลังการถอน บางตำแหน่ง ต้องใส่ฟันปลอมทดแทนเพื่อความสวยงาม เพื่อการบดเคี้ยว และป้องกันฟันข้างเคียงไม่ให้ล้มเอียงหรือฟันคู่สบยื่นยาว เข้าสู่ร่างกายได้

ที่มา : ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *