“ทักษะการฟัง” ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม


“ทักษะการฟัง” ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
 
วันที่ : 1 กันยายน 2550 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : แม่และเด็ก
 
 
แม่ : “ลูกเปิ้ลจ้ะ ช่วยบอกน้องแจ็คด้วยให้หยุดเล่นเดี๋ยวนี้แล้วรีบอาบน้ำแล้วเอาเสื้อผ้าไปใส่ถุงซักผ้า   
        ให้เรียบร้อยก่อนทานอาหารเย็นนี้นะ
เปิ้ล : รีบวิ่งไปบอกน้อง “แจ็ค…แม่บอกว่าหยุดเล่นเดี๋ยวนี้แล้วรีบไปอาบน้ำเลย อ้อ อย่าลืมซักผ้าให้
        เสร็จก่อนถึงค่อยไป ทานอาหารเย็นนะ
——————————————เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น—————————————————
แม่ : “แจ็คอยู่ไหนนะ ทำไมไม่รีบมาทานอาหารเย็นด้วยกัน เปิ้ลไปตามน้องหน่อยสิลูก
เปิ้ล :  “แจ็คอยู่ไหนนะ…รีบมาทานอาหารเย็นเร็วทุกคนรออยู่”   
แจ็ค“อ้าว … ก็พี่เปิ้ลบอกว่าแม่ให้ผมอาบน้ำแล้วซักผ้าในถุงให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาทานข้าว
           นี่ครับ เนี่ยะยังซักไม่เสร็จเลย เหนื่อยน่าดูเลย หิวก็หิว 
แม่ : “แม่บอกว่าให้อาบน้ำแล้วเอาเสื้อผ้าใส่ในถุงซักผ้า เพื่อรอส่งไปร้านซักผ้า ไม่ได้บอกว่าให้แจ็ค
          ต้องไปซักเอง
แจ็ค : “อ้าว! ก็พี่เปิ้ลบอกว่าให้ผมซัก…”
เปิ้ล :   “อ้าว! ก็แม่บอกว่าให้แจ็คซัก….”
แม่  :    “แม่ไม่ได้พูดอย่างนั้นนะ
เปิ้ล/แจ็ค : ”แจ็คนั่นแหละฟังผิด”…”พี่เปิ้ลนั่นแหละผิด ฟังไม่รู้เรื่องแล้วมามั่ว”
——–และแล้วอาหารเย็นวันนั้นก็จบลงด้วยการทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างไม่มีทีท่าจะยุติลงง่าย ๆ—–
 
             จากเหตุการณ์ดังกล่าวเราพบว่าในการสื่อสารใด ๆ หรือการพูดคุยสนทนาระหว่างกันในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น “ทักษะการฟัง” เป็นสิ่งสำคัญมาก การเป็นนักฟังที่เข้าทำนอง “ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียด” ตามที่สุภาษิตไทยโบราณว่าไว้นั้น นอกจากจะนำมาซึ่งความผิดพลาดในการสื่อสารแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเข้าใจผิด การทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงรอยระหว่างกันดังเช่นครอบครัวตัวอย่างข้างต้น

             ทักษะการฟังเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะการพูด อ่าน เขียน ฯลฯ   ทักษะการฟังที่ดีนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญของการทักษะการเข้าสังคม ลดความเข้าใจผิด ความขัดแย้งในการปฏิสัมพันธ์กับคน นอกจากนี้การพัฒนาทักษะการฟังส่งผลต่อการพัฒนาในด้านสติปัญญา ในแง่ของการฝึกใช้ความคิด การจับประเด็น ฝึกความจำ และฝึกฝนการจดจ่อแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

             อย่างไรก็ตามแม้ทักษะการฟังจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่มองว่าทักษะนี้เป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติจึงไม่ต้องดิ้นรนฝึกฝนมากเท่ากับทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ   ดังนั้นพ่อแม่จำนวนมากจึงมักละเลยที่จะฝึกทักษะด้านการฟังนี้ให้กับลูกไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเทียบกับทักษะในด้านการพูด อ่าน เขียน  ที่พ่อแม่ให้น้ำหนักความสำคัญในการฝึกฝนลูกมากกว่า 

             ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วทักษะการฟัง เป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเช่นเดียวกัน โดยควรฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าวให้เป็นอุปนิสัยประจำตัวที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงานของลูกต่อไปในอนาคต

             พ่อแม่สอนลูกให้เป็นนักฟังที่ดีได้อย่างไร 
 
             เริ่มจากตัวพ่อแม่เองต้องเป็นนักฟังที่ดี นั่นคือพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะฟังลูกเมื่อลูกต้องการสื่อสารหรืออยากเล่าเรื่องอะไรให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่ไม่ควรแสดงความรำคาญไม่อยากฟังลูกหรือฟังแบบขอไปที โดยไม่ได้สนใจในสิ่งที่ลูกพูดจริง ๆ เปลี่ยนเรื่องพูดหรือคุยเรื่องอื่นแทรกขัดจังหวะลูก ฟังลูกพูดไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วยพร้อม ๆ กัน ฯลฯ รวมทั้งพ่อแม่ควรระวังพฤติกรรมของตนในขณะสื่อสารกับคนอื่น เช่น ขณะคุยโทรศัพท์ ขณะที่พ่อแม่คุยกันเอง ฯลฯ  ซึ่งจะส่งผลต่อการลอกเลียนแบบของลูกโดยปริยาย   นอกจากนี้ในการสื่อสารเรื่องใด ๆ กับลูกพ่อแม่ไม่ควรคิดเอาเองว่าลูกคงเข้าใจเหมือนอย่างที่ตนเองเข้าใจ แต่พ่อแม่ควรสื่อสารออกไปอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าลูกนั้นเข้าใจในสิ่งที่ตนพูดจริง ๆ ดังคำที่กล่าวว่า “Say what you mean, and mean what you say” นั่นเอง

             ฝึกฝนความอดทนในการเป็นผู้ฟังที่ดี
การฟังอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่สามารถสอนและฝึกฝนกันได้ แต่พื้นฐานสำคัญอันดับแรกสุดในการฝึกฝนดังกล่าวนั้น คือ การฝึกฝนความอดทนในการเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วความอดทนรอคอยของเด็กในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังด้วยความอดทนโดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายหรือถูกเรื่องอื่นดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน 

             ภาคปฏิบัติในการฝึกฝนนั้นพ่อแม่สามารถฝึกลูกได้โดยใช้กิจกรรมที่เรียกว่า sit time ในการกำหนดให้มีช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวันให้ลูกได้ไปฝึกฟังเทปบทเรียนต่าง ๆ เทปนิทาน หรือ หนังสือเสียง โดยกำหนดเวลา sit time  ของเด็กในวัย 18-24 เดือน อยู่ที่ 5 – 10 นาที และค่อยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับตามอายุของลูกที่เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายให้ลูกสามารถฟังได้ถึง 30 นาทีอย่างจดจ่อเมื่อลูกอายุครบ 2 ขวบ เป็นต้น
             ฝึกฝนการมีมารยาทเป็นผู้ฟังที่ดี  เป็นหลักการสำคัญในการสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะให้เกียรติผู้พูด ซึ่งเป็นการฝึกฝนให้ลูกไม่เป็นคนที่เย่อหยิ่งหรือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางคิดว่าความคิดของตนดีกว่าจนไม่ยอมรับฟังผู้ใด จนเป็นเหตุให้ลูกปิดกั้นการเรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ทำให้การสนทนานั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และจบลงด้วยดี  

             ในภาคปฏิบัตินั้น พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้จักการมีมารยาทในการฟังด้วยการ

             …สอนให้ลูกสบตาผู้พูดเสมอ ไม่เดินไปเดินมา ลุกนั่งหรือย้ายที่นั่งไปมา วิ่งเล่นไปมาในขณะที่กำลังฟังผู้อื่นพูดกับตน พ่อแม่ควรปิดทีวีหรือให้ลูกหยุดเล่นเกมเพื่อให้ลูกหันมาตั้งใจฟังในสิ่งที่ตนพูด  

             …สอนให้ลูกไม่พูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดไม่เสร็จ โดยหากต้องการถามอะไรให้จำหรือจดประเด็นเอาไว้ก่อน หรือหากกลัวลืมจริง ๆ ให้ยกมือขึ้นและกล่าวขออนุญาตถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ สอนให้ลูกรู้จักจังหวะของการ พูด/ฟัง ถาม/ตอบ ในการสื่อสาร

             …สอนให้ลูกรู้จักเลือกฟังในสิ่งที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ ไม่ฟังคนอื่นนินทากัน หรือพูดจาลามกหยาบโลน โดยให้ขออนุญาตหรือเดินหลบออกมาอย่างสุภาพ 

             ฝึกฝนลูกให้ฟังอย่างกระตือรือร้น
 ไม่เพียงแต่มีมารยาทในการเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยท่าทีตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แต่การเป็นผู้ฟังที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีลักษะแห่งความกระตือรือร้นอยู่ด้วย หรือที่เรียกว่า Active Listening ไม่ใช่แต่แสดงท่าทางภายนอกว่ากำลังฟังอยู่ แต่ในสมองต้องมีการทำงานถกเถียงและคิดไปด้วยอยู่ตลอดเวลา จะฟังแบบใจลอยคิดถึงเรื่องอื่นไม่ได้  

             โดยในภาคปฏิบัติ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกตอบสนองในการฟังทุกครั้ง เช่น เมื่อพ่อหรือแม่เรียกให้ลูกขานรับทันทีว่า “ผมกำลังมาครับ” หรือเวลาพ่อแม่สอนอะไรให้ลูกแสดงท่าทีตั้งใจฟังและตอบรับ “ครับ/ค่ะ คุณพ่อ คุณแม่” เป็นต้น เพื่อรู้ว่าลูกกำลังฟังเราอยู่ รวมทั้งกระตุ้นให้ลูกตั้งคำถามย้อนกลับมาทุกครั้งหลังจากที่พ่อแม่พูดคุยสนทนากับลูกเสร็จหรือพูดทวนสิ่งที่ได้ยินมาซ้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการย้ำว่าสิ่งที่ลูกเข้าใจนั้นตรงกันกับสิ่งที่พ่อแม่พูดออกไปหรือไม่ เป็นต้น 

             ฝึกฝนการจับประเด็นด้วยการตั้งคำถาม 
ความสามารถในการจับประเด็นเป็นตัวชี้ว่าการสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผู้ส่งสารสามารถบรรลุเป้าหมายในการสื่อสารที่ต้องการไปยังผู้รับสารหรือไม่   ในภาคปฏิบัติหลังจากจบการพูดคุยกันแล้วทุกครั้งพ่อแม่ควรตั้งคำถามทวนซ้ำกับลูกเพื่อทดสอบว่าลูกสามารถจับประเด็นในเนื้อหาที่เพิ่งฟังไปได้หรือไม่ ตัวอย่างคำถามเช่น ในรูปแบบของ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เวลาใด และลูกจะต้องทำอะไรต่อไป เป็นต้น รวมทั้งสามารถตั้งคำถามเพื่อให้ลูกได้คิดต่อยอด เช่น ถามความคิดเห็นของลูกเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ฟัง “ลูกคิดว่าเรื่องนี้ใครผิด?” … “ลูกคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?” อันก่อให้เกิดประโยชน์ในการฝึกฝนทักษะการคิดให้กับลูกได้ในอีกทาง รวมทั้งพ่อแม่สามารถรู้จักลูกของตนเพิ่มขึ้นผ่านทางแนวคำตอบที่ได้รับด้วยเช่นกัน  

             ฝึกฝนทักษะการฟังในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
เมื่อลูกโตขึ้นพ่อแม่สามารถฝึกฝนทักษะการฟังให้กับลูกโดยใช้สถานการณ์จริงต่าง ๆ ที่ทำให้การฟังเป็นไปอย่างยากลำบาก เช่น ในสถานที่ที่มีสิ่งเร้าหรือสิ่งรบกวนภายนอก ตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก ฯลฯ ที่อาจมีเสียงดังรบกวนหรือมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคอยดึงดูดลูกให้ประสิทธิภาพในการฟังลดลง  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทักษะด้านการฟังในสถานการณ์ที่ยากลำบากทุกรูปแบบที่ลูกไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อเติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน   อาทิ ฟังครูสอนให้รู้เรื่องและเข้าใจในขณะที่เพื่อนข้าง ๆ ส่งเสียงดังรบกวน ฟังอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยในห้องเรียนรวมใหญ่ที่มีเสียงดังรบกวน ฟังคำอธิบายงานจากหัวหน้าในขณะที่ทั้งห้องทำงานเต็มไปด้วยเสียงดังในการติดต่องาน เป็นต้น 

             นอกจากนี้ พ่อแม่ควรตระหนักว่าลูกแต่ละคนนั้นจะมีทักษะในด้านการฟังที่แตกต่างกันไป ดังนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรสร้างแรงกดดันเปรียบเทียบลูกแต่ละคนในเรื่องนี้ แต่ควรค่อย ๆ ฝึกฝนและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องเรียนรู้จักลูกให้มากขึ้นว่าลูกแต่ละคนจะต้องใช้วิธีการสื่อสารแบบใด  เช่น ลูกคนโตไม่ต้องพูดซ้ำ ลูกคนเล็กต้องพูดย้ำแล้วย้ำอีกและให้เขาอธิบายทวนซ้ำว่าเข้าใจจริงหรือไม่   

             ทั้งนี้พ่อแม่ควรยึดหลักสำคัญคือพูดให้ชัดเจนที่สุด และอธิบายให้มากที่สุด เพื่อให้การสื่อสารที่ออกไปนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


             การพัฒนาทักษะการฟังนั้นเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน เป็นทักษะควรฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ สร้างให้เป็นนิสัย  การพยายามปรับเปลี่ยนเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วเป็นเรื่องที่ยากกว่าและต้องใช้เวลาในการฝึกฝน การที่พ่อแม่ฝึกฝนทักษะด้านการฟังให้กับลูกตั้งแต่เขายังเป็นเด็กนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์กับตัวลูกเองแล้วยังเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ด้วยเช่นกันในการฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ฟังที่ดีต่อไป
 

 


You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *