“ต้อหิน” ภัยร้ายในดวงตา

“ต้อหิน” ภัยร้ายในดวงตา
• คุณภาพชีวิต
แพทย์แนะ!! ตรวจสุขภาพตาทุกปี ลดเสี่ยงโรค

เนื่องจาก “โรคต้อหิน” มีการดำเนินอย่างช้าๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการ นอกจากผู้ป่วยบางรายที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการตามัวลงพร้อมๆ กัน ปวดตา ปวดศีรษะซีกเดียวกัน ซึ่งโรคต้อหินเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ

คนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ผู้ที่มีสายตาสั้นมากหรือสายตายาวมาก คนที่เคยประสบอุบัติเหตุทางตา เคยได้รับการผ่าตัดตา หรือซื้อยาหยอดตาเองที่มีส่วนผสมของสเตอรอยด์

ต้อหิน เป็นโรคตาซึ่งคนที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ กว่าจะทราบก็มักจะใกล้บอดแล้ว ที่อันตรายที่สุด คือ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ตาจะบอดในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคล

ซึ่งต่างกับโรคต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก ที่มีความรุนแรงน้อยกว่า เพราะโรคต้อหินจะทำลายจอประสาทตาที่ใช้ในการมองหรือรับรู้แสงสว่างไปเรื่อยๆ หากสูญเสียไปแล้วก็ไม่สามารถกู้กลับคืนมาให้เป็นปกติได้

นายแพทย์อัทยา อยู่สวัสดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์จักษุ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า จากข้อมูล ผู้ป่วยโรคต้อหินและการคำนวณทางสถิติ พบว่าคนไทยกว่า 3 แสนคน กำลังป่วยเป็นโรคต้อหิน หนึ่งในสิบคนที่มีอายุเกิน 40 ปี จะมีความดันในลูกตาสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหินและ 10% ของคนเหล่านี้กำลังป่วยเป็นโรคต้อหิน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดต้อหิน คือ ความดันตาที่สูงกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีประวัติของต้อหินในครอบครัว, การใช้ยา steroid, เบาหวาน, ผู้ที่มีสายตาสั้นมากหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

ซึ่งมีหลักในการดูแลต้อหิน คือ การควบคุมไม่ให้เส้นประสาทตาตายมากขึ้น แต่ที่ดีที่สุด คือ การตรวจและรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม ในระยะแรกของโรคจะไม่มีอาการแสดงใดๆ ให้เห็น ส่วนใหญ่ตรวจพบโดยบังเอิญ ดังนั้น การตรวจตาเป็นประจำทุกปีจะช่วยในการคัดกรองความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ และยังสามารถรักษาตั้งแต่เริ่มต้น

นายแพทย์อัทยา กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันโรคต้อหินไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถ ควบคุมได้ เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อหินแล้ว ต้องติดตามการรักษาต่อเนื่อง หลักการรักษา คือ การลดความดันในลูกตา ป้องกันตาบอดโดยการใช้ยาหยอด ใช้แสงเลเซอร์รักษา การผ่าตัดเพื่อควบคุมความดันตา และควรมีการตรวจติดตามผลการรักษาโดยมีวิธีการตรวจ คือ

1.ตรวจตาทั่วไป

– วัดสายตา ตาเปล่า/สวมแว่น (ถ้ามี)

– วัดความดันตา

– ตรวจลักษณะทั่วไปของตาด้านหน้าด้วยกล้องจุลทรรศน์และเลนส์พิเศษ

– ตรวจจอประสาทตาส่วนขั้วประสาทตาและจุดรับภาพ

2.ตรวจช่องหน้าตา ดูลักษณะของมุมตา (มุมระหว่างกระจกตาดำและม่านตา) โดยรอบ 360 องศา Gonioscopy สำคัญเพราะใช้แยก – วินิจฉัยต้อหินชนิดต่างๆ และแนวทางการรักษา

3.ตรวจความกว้างของลานสายตา ด้วยคอมพิวเตอร์ (Visual field analyses)

4.วัดความหนาของชั้นประสาทตา โดยรอบขั้วประสาทตา (SLO-OCT Retinal nerve fiber layer)

5.ถ่ายรูปขั้วประสาทตา 2 มิติ และ 3 มิติ (ช่วยในการตรวจติดตามผลและความก้าวหน้าของโรค)

6.ดูภาพตัดขวางของตา เพื่อดูพยาธิสภาพและชนิดของต้อหิน (มุมปิด มุมแคบ มุมเปิด) จากเครื่อง Anterior Segment OCT/Visante OCT

การตรวจวินิจฉัยโรคต้อหินในประชาชนทั่วไป จักษุแพทย์จะแนะนำให้มีการตรวจตาเป็นประจำ แนะนำว่าผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคต้อหิน หากปกติก็ให้ตรวจทุก 1 – 2 ปี สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีควรได้รับการตรวจคัดกรองทุก 1 ปี

สำหรับท่านที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหิน ควรได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 35 ปี เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหิน ภัยร้ายในดวงตาก็จะไม่ถามหา

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *